กระแสข่าวการเปลี่ยนขั้วรัฐบาลถูกปล่อยมา โดยว่ากันว่า จะเริ่มจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จากนั้น มี “ปฏิญญาโมนาโก” ที่พรรคเพื่อไทยและพรรคกล้าธรรม จะโหวตคว่ำ “นายกฯ หนู” อนุทิน ชาญวีรกูล แล้วจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ด้วยสามัญสำนึกมีสองแนวทาง คือ กดดันให้น้ำเงินยุบสภา หรือเขียวแดงไปร่วมตั้งรัฐบาลกับส้ม

“สส.ไหม” ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ว่า แม้ไม่มีดีลระหว่างเขียวแดง รัฐบาลก็สั่นคลอนอยู่จากปัญหา 108 พันประการ การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ  ถ้าจะอภิปรายทั้งมาตรา 151 และมาตรา 152 ที่ลงมติและไม่ลงมติ ก็ต้องมีช่วงเวลาที่เหมาะสม  อย่าประมาทว่าข้อมูลที่ฝ่ายค้านถืออยู่ในมือ จะสามารถโค่นล้มรัฐบาลได้หรือไม่  เสียงรัฐบาลอาจไม่สั่นคลอน แต่อย่างน้อยก็เช็กเสียงว่าพรรคร่วมรัฐบาลยินดีที่จะแบกกันอยู่หรือไม่  ถ้าเขียวกับแดงจะเจรจาเพื่อตั้งรัฐบาลใหม่ อย่างไรก็ตามคงต้องมาคุยกับฝั่งเรา ไม่เช่นนั้นสมการทางการเมืองอาจจะไม่ครบถ้วน และว่า น้ำเงินคงไม่มาคุยกับเรา ในฐานะที่เรากำลังทำงานในฐานะฝ่ายค้าน ได้เห็นข้อบกพร่องของพรรคภูมิใจไทยเยอะมาก เราไม่สามารถเข้าร่วมได้

“ต้องขออภัยด้วยที่ในอดีต เราเคยมีการตัดสินใจที่ไม่ได้ล่วงรู้ คือการไปโหวตพรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาล ไม่รู้ว่าจะถูกบิดข้อตกลง ท้ายที่สุด ก็เป็นบทเรียนที่ทำให้เราหลาบจำเหมือนกันว่า การจะไปทำข้อตกลงอะไรกับใคร จะถือว่ามีสัจจะกันมาก ต้องขออภัยพี่น้องประชาชนมากจริงๆ ที่ในวันนั้นทำให้ผิดหวัง และเป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยมาถึงทุกวันนี้ เราก็ขออภัย แล้วเราก็จำแล้วค่ะ”

สส.ไหม ให้สัมภาษณ์ถึงการที่ “แก้วตา” ธิษะณา ชุณหะวัณ อดีต สส.พรรคประชาชน ออกมาพาดพิงผู้บริหารพรรคว่าเคยได้รับแจ้งเรื่องการถูกล่วงละเมิดทางเพศ แต่กลับขอให้เก็บเรื่องเงียบไว้ว่า สามารถยืนยันข้อเท็จจริงได้ว่า ไม่เคยมีการขอร้องให้เงียบหรือปิดปากแต่อย่างใด  ผู้ร้องไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดหรือระบุตัวบุคคลผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นใคร ทำให้พรรคไม่สามารถเปิดการสอบสวนได้ในขณะนั้น

หากไล่เรียงตามไทม์ไลน์ เรื่องของ น.ส.ธิษะณา เกิดขึ้นช่วงหลังจากการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ซึ่งเกิดขึ้นก่อนกรณีอื่น ๆ จึงไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ว่าพรรคขอให้เงียบเพราะขณะนั้นมีเรื่องล่วงละเมิดอื่นเกิดขึ้น ยอมรับว่า มีผู้บริหารบางส่วนได้รับแจ้งเรื่องจริง แต่เป็นการแจ้งรายละเอียดที่ไม่ครบถ้วนและไม่ได้ระบุตัวผู้กระทำความผิด จึงไม่ทราบว่าจะดำเนินกระบวนการต่อในรูปแบบใด แต่เมื่อเรื่องถูกยกขึ้นมา พรรคก็พยายามแสวงหาข้อเท็จจริงและอำนวยความเป็นธรรมให้

สำหรับเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจ “นายกฯ หนู” อนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวว่า ก็เป็นเรื่องของฝ่ายค้าน ถ้าจะอภิปรายเรื่องฮั้ว สว.นั้น รัฐบาลไม่มีอะไรเกี่ยวข้อง เลือก สว. ปี 67 รัฐบาลเข้ามาทำงาน 1 เม.ย. 69 ใครจะพูดอะไรก็พูดได้แต่รัฐบาลไม่เกี่ยว รัฐบาลไม่ไปทำชั่วทำเลวก็ไม่มีอะไรต้องกังวล สมัยรัฐบาล “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ ก็โดนอภิปรายไม่ไว้วางใจบ่อย  ตนก็ไม่เคยพลาดสักรอบ

นายกฯ หนู ให้สัมภาษณ์ถึงการทูลเกล้าฯ ชื่อ “หมอไห่” นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) พ้นจากตำแหน่ง ว่า เป็นไปตามกฎหมายและกระบวนการทุกอย่าง ได้มอบหมายให้นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ ตรวจสอบขั้นตอนกระบวนการต่างๆ ให้เรียบร้อย ยืนยันว่า ในกรณีนี้นายกฯ ไม่สามารถใช้ดุลพินิจเองได้ กฎหมายและขั้นตอนว่ามาอย่างไร ก็เป็นไปตามนั้น

น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการ TH-AI Passport  ว่า อยู่ระหว่างรอสัญญาแนบฉบับแก้ไขที่ส่งไปให้สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณา เพื่อส่งกลับมา และคาดว่าจะสามารถเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนเข้าใช้งานในช่วงกลางเดือน ส.ค.นี้  

“ที่พรรคฝ่ายค้านพยายามรวบรวมรายชื่อเพื่อคัดค้านโครงการดังกล่าวนั้น มองว่าเป็นการกระทำที่แปลก และไม่ใช่กระบวนการที่ถูกต้อง เนื่องจากหากฝ่ายค้านพบข้อสงสัย หรือมั่นใจว่าโครงการไม่โปร่งใสหรือทุจริต ควรส่งเรื่องให้องค์กรตรวจสอบอย่าง ป.ป.ช. ดำเนินการโดยตรง เพราะหากใช้วิธีล่ารายชื่อเพื่อชะลอโครงการของรัฐ อาจสร้างความเสียหาย หรือใช้กระบวนการลักษณะนี้ก็จะทำให้โครงการอื่นๆ ของรัฐ ไม่ต้องเดินหน้า และหากภาคเอกชนฟ้องร้อง หน่วยงานรัฐก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ 

ส่วนกระแสข่าว เรื่องปรับ ครม.โดยมีกลุ่มลูกเทพ และ ตนเอง อาจมีชื่อถูกปรับออกจากตำแหน่งหรือย้ายกระทรวงนั้น เป็นเพียงกระแสข่าววิเคราะห์จากสื่อสำนักเดียว เหมือนกับว่า ได้ไปนั่งประชุมด้วย ทั้งที่ในความเป็นจริงรัฐมนตรีทุกคนต่างตั้งใจทำงานอย่างหนัก นายกฯ ได้พูดชัดเจนแล้วว่า ให้ทุกคนตั้งใจทำงานไปก่อน 1 ปี แล้วค่อยมาว่ากันอีกทีปีหน้า ดังนั้น กระแสข่าวที่พยายามออกมาตีในทุกมุม จึงไม่เป็นความจริง  

กลุ่ม สว.สำรองก็ยังคงกระทุ้งให้ กกต. เร่งรัดการดำเนินคดีทุจริตคัดเลือก สว. ให้นำสำนวนของคณะสืบสวนไต่สวน ชุดที่ 26 มาพิจารณา เพื่อส่งเรื่องต่อไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งภายในเดือนนี้  หาก กกต. พยายามยกคำร้องหรือเป่าคดีผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 229 ราย โดยอ้างว่าไม่มีมูลความจริง ทางภาคประชาชนและอดีตผู้สมัคร สว. ได้เตรียมร่างคำฟ้องทางกฎหมายเพื่อดำเนินคดีต่อ กกต. ไว้เรียบร้อยแล้ว  เชื่อว่าไม่มีศาลที่ไหนตัดสินว่าทำโพยใบสั่งได้  

“หาก กกต. ยืนยันจะไม่เปิดหีบบัตรเพื่อพิสูจน์ความจริง ก็ขอให้เก็บบัตรเลือกตั้งเหล่านั้นไว้ อย่าทำลายทิ้ง เอาไปพับเป็นดอกไม้จันทน์ เพื่อใช้ในงานสำคัญของผู้มีอำนาจที่ครอบงำ กกต. อยู่จะดีกว่า เชื่อมั่นว่า กระแสคอร์รัปชันและการทุจริตในระบบราชการที่เกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้าจะทำให้ผู้มีอำนาจอยู่ได้ไม่นาน และอาจต้องหมดวาระลงภายในช่วงเดือนสิงหาคมนี้ หากผู้มีอำนาจไม่อยู่ก็จะไม่มีใครติดคุกแทน เพราะฉะนั้นอย่าเอาอนาคตของตัวเองมาเสี่ยงหรืออย่าให้ใครมาครอบงำ โดยเฉพาะผู้มีอำนาจชอบใส่กางเกงขาสั้น”

ที่กระทรวงการต่างประเทศ  “รัฐมนตรีอ้วน” สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรมว.การต่างประเทศ แถลงถึงท่าทีของประเทศไทยต่อกรณีที่นายทอม แอนดรูวส์ ผู้เสนอรายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชา แถลงเมื่อวันที่ 31 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งมีเนื้อหาพาดพิงประเทศไทย ว่า ไม่ยอมรับในรายงานของนายทอม แอนดรูว์ส  รายงานฉบับนี้ไม่ใช่รายงานของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) รายงานนี้จะต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชอาร์ซี) ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์  

“รายงานของนายแอนดรูว์สไม่ตรวจสอบหรือสอบถามฝ่ายไทยว่ามีความคิดเห็นอย่างไร  จึงทำให้เรากังวลต่อเรื่องความเป็นกลาง กังวลว่า ฝ่ายกัมพูชาเลือกหยิบบางประเด็นจากรายงานไปขยายผลต่อ  นำไปใช้ในการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง ข้อมูลที่เขากล่าวหาว่าชาวกัมพูชาไร้ที่อยู่อาศัยและไม่สามารถกลับภูมิลำเนาได้ จำนวน 650,000 คน ว่า ที่จริงแล้วจำนวนดังกล่าวรวมชาวกัมพูชาที่อยู่ในหมู่บ้านที่รุกล้ำเขตแดนของไทยด้วย  ตั้งแต่ที่มีสงครามกลางเมืองในกัมพูชา เมื่อ 50 ปีที่แล้ว เมื่อเข้ามาแล้วก็ไม่ได้เดินทางกลับ  ต้องรอการแก้ไขปัญหาของ 2 ประเทศ

สิ่งที่ประเทศไทยรับไม่ได้ คือ เหตุใดรายงานจึงไม่กล่าวถึงความสูญเสียของประเทศไทยเลย  ฝ่ายกัมพูชาเริ่มก่อน ในช่วงที่เกิดการปะทะกันครั้งแรก ไทยไม่เคยบังคับหรือผลักดันแรงงานกัมพูชาให้เดินทางกลับประเทศ  ฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้เรียกร้องให้แรงงานกัมพูชาเดินทางกลับประเทศ เมื่อแรงงานเหล่านี้กลับไปแล้ว และไม่มีงานทำ ก็กลายเป็นภาระของรัฐบาลกัมพูชา  หลังจากนี้ไทยจะทำหนังสือคำชี้แจง ความกังวลและข้อห่วงใย ถึงประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน และสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน” รมต.สีหศักดิ์ กล่าว

ปิดท้าย ที่รัฐสภา “สส.แชมป์” กรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กมธ.งบประมาณปี 70 กล่าวว่า “เราพบว่า เงินสะสมของท้องถิ่นเยอะมาก รวมทั้งหมดน่าจะเป็นหลักหลายแสนล้านบาท ในอนุ กมธ.หารือกันว่า จะมีมาตรการอย่างไรที่จะกระตุ้นให้ท้องถิ่นสามารถที่จะนำเงินของตัวเองมาใช้ให้มากขึ้น ซึ่งอาจจะมีโครงการร่วมกันจ่ายระหว่างท้องถิ่น ใช้เงินของท้องถิ่นบางส่วนและเงินอุดหนุนเฉพาะกิจบางส่วนที่เติมให้กับท้องถิ่น

สิ่งที่พวกเราอยากจะเห็นคือโครงการที่เป็นขนาดใหญ่ ที่เกินศักยภาพของท้องถิ่นจริงๆ  จึงฝากเป็นประเด็นให้กับท้องถิ่น ว่าอยากให้คิดใหญ่ แต่ก็อาจจะไปติดขัดที่กรอบอำนาจหน้าที่ คิดว่าเป็นเรื่องที่อยากฝากไปถึงรัฐบาลด้วย ให้กำหนดและปลดล็อกเรื่องกรอบอำนาจหน้าที่ให้ท้องถิ่นเขาสามารถที่จะใช้เงินของเขาได้มากขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาท้องถิ่นของตัวเองได้มากขึ้น” นายกรวีร์ กล่าว.

“ทีมข่าวการเมือง”