เมื่อวันที่ 23 ส.ค. ที่รัฐสภา คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย กล่าวถึงกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุในการแสดงวิสัยทัศน์ถึงการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ว่า อย่างน้อยต้องบอกว่า ในส่วนของพรรคไทยสร้างไทย ไม่เชื่อว่าการแจกเงินฟรีๆ เพียงหนึ่งครั้ง จะทำให้เศรษฐกิจไทยเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน หรือแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่วิกฤติอย่างนี้ได้ เนื่องจากเศรษฐกิจที่วิกฤติในตอนนี้ ผิดกับตอนวิกฤติต้มยำกุ้ง เพราะตอนนั้นคนรวยเสียงดังเจ๊งแล้วแก้ไขทันทีภายในครึ่งปี แล้วก็ขายทรัพย์สินให้กับต่างชาติ ถ้าวันนี้จะกลับมาแจกเป็นเงินสด ก็ยังดีสำหรับประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ให้เขาได้ยืดลมหายใจ

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวต่อว่า แต่ไหนๆ จะแจกเป็นเงินสด และให้กลุ่มเปราะบางก่อน ก็ดี แต่อยากฝากไปว่า อย่ามีข้อจำกัดในการใช้เงิน ให้เขาเอาเงิน 1 หมื่นบาทนี้ไปใช้ ไม่จำเป็นต้องไปบังคับให้ซื้อของอุปโภคบริโภค แต่ให้เขาไปใช้หนี้จ่ายค่าน้ำค่าไฟได้ ไหนๆ จะเป็นหนี้แล้ว ก็ช่วยคนให้ได้  หากถามว่าอะไรดีกว่ากัน ระหว่างการแจกเงินกับการสร้างให้คนมีรายได้มีอาชีพอย่างยั่งยืน ยังไม่สายที่จะเอาก้อนแรก 1-2 แสนล้านบาทนี้ แต่ที่เหลืออยากให้ใช้ให้เกิดความยั่งยืนต่อเศรษฐกิจไทย ซึ่งจะเป็นผลดีกับประชาชน และย่อมจะเป็นผลดีกับรัฐบาลเอง

เมื่อถามถึงกรณีที่นายทักษิณ ระบุอยากให้คนไทยสามัคคี ร่วมด้วยช่วยกัน จะมีโอกาสเป็นไปได้หรือไม่ คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ดี ตนเห็นด้วยถ้าคนในชาติจะสามัคคีกัน แต่คิดว่าต้องเริ่มจากผู้มีอำนาจและรัฐบาลก่อน นี่ไม่ใช่การพูดครั้งแรก แต่พูดหลายครั้งในเวลามีความขัดแย้งตั้งแต่สมัย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรีแล้ว ว่าถ้าจะพูดเรื่องความสามัคคี จะต้องเริ่มตั้งแต่ผู้มีอำนาจเปิดโอกาสให้มีการพูดคุย และใช้กฎหมายต่างๆ ให้เป็นธรรม รวมทั้งการรักษาจริยธรรมการเมืองที่ดีงามถึงจะเกิดได้จริง

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวด้วยว่า ไม่ใช่แค่พูด แต่ต้องเริ่มจากการปฏิบัติจริงๆ จึงจะเกิดความสามัคคีในชาติ ตนเห็นด้วยอย่างยิ่ง ประเทศจะได้เดินหน้าได้ แต่ความสามัคคีนั้น ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของบางกลุ่ม บางพรรคเท่านั้น แต่ความสามัคคีจะต้องเกิดประโยชน์กับคนทั้งหมด โดยเฉพาะคนไทยที่ตลอด 20 กว่าปีมานี้ เกิดการแตกแยกกัน จะทำอย่างไรให้เขาได้รับประโยชน์ ได้รับการเยียวยาในสิ่งที่สูญเสียไป จึงจะเกิดความสามัคคีอย่างแท้จริง

คุณหญิงสุดารัตน์ ยังกล่าวว่า สำหรับกรณีที่กรรมการจริยธรรมต้องสอบ 6 สส. ที่โหวตสนับสนุนให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น พรรคไทยสร้างไทยได้มีมติก่อนที่ตนจะมีการเดินทางไปประเทศจีน โดยหารือกับกรรมการบริหารพรรคว่า จะให้กรรมการจริยธรรมพิจารณาให้โอกาสทุกคนได้ชี้แจง ว่าเหตุใดจึงทำ และมีเหตุผลอย่างไร เราต้องอำนวยความยุติธรรม และเปิดโอกาสให้เขาอย่างเต็มที่ ต้องฟังว่าเหตุใดเขาถึงทำแบบนั้น ดังนั้น ในมติของกรรมการบริหารพรรค จึงบอกว่าขอเชิญมานั่งพูดคุยกันทีละคน เพื่อเปิดโอกาสให้เขาได้ระบาย ได้พูด ได้บอก ถึงความประสงค์อย่างเต็มที่ทีละคน

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า ยกตัวอย่าง สส.คนแรกที่เชิญมา ก็มีการไปปรากฏตัวและร่วมกิจกรรมกับพรรคอื่น อีกทั้งยังการโหวตสวนมติหลายครั้ง ซึ่งภายหลังการประชุมของกรรมการบริหารพรรค ตนก็รับทราบว่า มีมติเสนอให้ลงโทษฐานผิดจริยธรรมร้ายแรง ต่อการทำหน้าที่เป็นผู้แทนราษฎร และต่อประชาชน ซึ่งคงจะต้องมีการประชุมกันอีกครั้งในเรื่องนี้ เนื่องจากเราต้องมีการรายงานนายโภคิน พลกุล ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนประเทศพรรคด้วย ตามระเบียบ และกรรมการจริยธรรมจะทำเรื่องถึงกรรมการบริหารพรรค เพื่อเรียกประชุมตามขั้นตอน

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวต่อว่า สิ่งนี้มีความชัดเจนอยู่แล้ว พรรคไทยสร้างไทย พูดเสมอว่า นักการเมืองเก่งอย่างเดียวไม่พอ จะต้องดี มีจริยธรรมด้วย เราไม่เห็นด้วยกับการส่งเสริมค่านิยมแบบนี้ต่อสังคมไทย คือการที่นักการเมืองจะอ้างประชาชนอยู่ตลอดเวลา แต่ท้ายที่สุดเวลาทำงาน ก็จะทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้องเท่านั้น ประชาชนอยู่ทีหลังเสมอ แล้วก็ไปสร้างค่านิยมผิดๆ ว่าการใช้เงิน ใช้ตำแหน่ง เพื่อดูด สส.จากพรรคอื่นๆ เป็นนิวนอร์มอลที่รับได้ การเลือกตั้งครั้งที่แล้ว ตนก็ประณามสิ่งนี้ เพราะไม่ถูกต้อง นี่เป็นการสร้างค่านิยมที่ผิด เดี๋ยวเยาวชนจะเห็นว่าการทุจริต หรือการผิดจริยธรรม ไม่มีคุณธรรม หรือใช้วิธีเช่นนี้ ใช้เงิน ใช้ตำแหน่งหลอกล่อ เพื่อให้ได้ประโยชน์ เราจะสร้างค่านิยมเช่นนี้ไม่ได้ เราควรเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับสังคม

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า ตอนนี้เป็นช่วงที่การเมืองเลอะเทอะที่สุด ทำให้จริยธรรมทางการเมืองที่ควรจะมีกลับถูกทำลาย และเป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นการทำลายจริยธรรมของนักการเมือง เราควรส่งเสริมให้มีนักการเมืองที่มีคุณภาพ เก่ง และมีคุณธรรม ไม่ใช่นักการเมืองที่ไม่ได้รับศรัทธาจากประชาชน ไม่ได้รับความไว้วางใจ และความเชื่อมั่นจากประชาชนทำในสิ่งเหล่านี้ ส่วนเรื่องใบเสร็จนั้น ก็มีนักข่าวก็รายงานกันเองว่า มีการไปร่วมงานกับพรรคการเมืองอื่นอย่างโจ่งแจ้งแล้วเอามติที่ประชุมไปอ้าง ซึ่งก็สวนมติพรรคหลายครั้ง แต่เราจะไม่เอาสิ่งนี้มาเป็นมาตรฐาน เพราะทั้ง 6 คนไม่เหมือนกัน แต่ละคนมีเหตุผลแตกต่างกัน เราจึงต้องฟังทั้ง 6 คน และอำนวยความยุติธรรมให้เขาอย่างเต็มที่

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า ยืนยันว่าพรรคเองก็ต้องมีจุดยืน เราจะไปทำตัวเลอะเทอะอย่างที่คนอื่นเขาทำไม่ได้ แม้ว่าเราจะไม่มีใครเหลือ ไม่มี สส.เหลือ แต่เราขอรักษาจุดยืน ที่จะไม่ไปทำให้การเมืองเลอะเทอะมากขึ้น ไปทำให้จริยธรรมอันดีที่ควรเกิดขึ้นในสังคมไทยเสียหาย และถูกแปลความเป็นเรื่องผลประโยชน์อย่างเดียว

เมื่อถามว่า เสียดาย สส.ของพรรคหรือไม่ คุณหญิงสุดารัตน์  กล่าวว่า ยืนยันว่า ไม่เสียดาย ถ้าใจเขาไม่อยู่แล้ว แล้วอุดมการณ์เขาไม่ได้นึกถึงอุดมการณ์ของพรรค ย้ำว่า ไม่ได้ไล่ แต่พูดตามหลักการ เราเข้าใจในเหตุผลตามสิ่งที่ถูกต้อง อาจจะเห็นต่างกันได้ แต่ต้องเป็นเพียงมุมมองที่แตกต่าง ไม่ได้เกิดจากการที่เขาทำอะไรที่ไม่สุจริต หรือทำเพื่อประโยชน์ของตัวเอง เราก็จะรับฟัง แต่แน่นอนว่าต้องดูพฤติกรรมในอดีต

ส่วนจะเป็นการตอกย้ำว่าเป็นกระบวนการแก้แค้นเอาคืนได้หรือไม่นั้น คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ แต่ตนโนสนโนแคร์ ใครเป็นคนแค้นก็ต้องทุกข์เอง ตนไม่ทุกข์ คิดว่าได้มาสร้างบ้านหลังเล็กๆ แล้ว อยู่กับคนที่อุดมการณ์เหมือนกัน ไม่โกหก ไม่หลอกลวง ทำงานทุกอย่างอย่างสุจริตเพื่อส่วนรวม ถ้าทำได้อย่างนี้ ก็จะรักษาคุณค่าความเป็นคน ความเป็นนักการเมืองที่สุจริต มีจริยธรรม ตามจุดยืน อุดมการณ์ของเราได้ ไม่โกหกหลอกลวงประชาชน และไม่ผิดคำพูด ตระบัดสัตย์ต่อประชาชน ทำงานด้วยความสุจริต คิดว่าแค่นี้พอแล้ว มีความสุขดีกว่า

เมื่อถามว่าได้มีการพูดคุยกับ สส.ทั้ง 6 คนเป็นการส่วนตัวหรือไม่ คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า มีการพูดคุยกับบางคน ซึ่งเขาก็มีเหตุผล แต่ตนรับฟังในฐานะส่วนตัว อย่างไรก็ต้องผ่านกรรมการจริยธรรม ส่วนจะรับฟังได้หรือไม่นั้น บางคนก็มีเหตุผลที่อาจเชื่อได้ว่าเขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์อะไร ย้ำว่าการเมืองที่ใช้เงิน หรือใช้ตำแหน่งมาหลอกล่อคนจากพรรคอื่น คือการทำลายระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่าจะกับใครก็แล้วแต่ เราไม่สนับสนุน ส่วน สส. 5 คน ที่เหลือนี้ จะเหลือกี่คนนั้น คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า ขอให้กรรมการตอบดีกว่า ตนพูดไปอาจจะไม่ถูกต้อง.