อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 6 พฤษภาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 6 พฤษภาคม 2564

"รีเบ็คก้า" ภาวิณี เพเกน จากเดอะ วอยซ์ คิดส์ สูู่ ดีว่ารุ่นใหม่

ดีว่ารุ่นใหม่วัย 18 ปี สาวน้อยหน้าใส “รีเบ็คก้า” สวยและเก่งขนาดนี้ อนาคตในเส้นทางวงการบันเทิงของเธอไม่หนีหายไปไหนแน่นอน กล้าคิด กล้าทำ กล้าฝัน กล้าลุย อังคารที่ 4 พฤษภาคม 2564 เวลา 14.00 น.


หลายคนรู้จัก รีเบ็คก้า ภาวิณี เพเกน จากการประกวด เดอะ วอยซ์ คิดส์ ไทยแลนด์ ซีซั่นที่ 4 เมื่อปีพ.ศ. 2559 ในฐานะหนึ่งในสมาชิกของทีม โค้ชลุลา เพราะเธอถือเป็นคนหนึ่งที่แจ้งเกิดอย่างเต็มตัว ทั้งจากพลังเสียงที่ฟังแล้วราวกับถูกมนต์สะกด และความน่ารักสดใสสมวัยของเธอ
        
จากวันนั้น “น้องรีเบ็คก้า” ในวัย 13 ปี มาถึงวันนี้ “รีเบ็คก้า” ในวัยเพิ่งครบ 18 ปีเต็มหมาด ๆ เติบโตกลายเป็นสาวน้อยหน้าใส ขวัญใจของใครหลายคน และสิ่งหนึ่งที่ยังไม่เปลี่ยนแปลงก็คือเธอยังคงหลงใหลในการร้องเพลงเหมือนเดิม แถมยังเดินหน้าล่าฝันในการเป็นศิลปินอย่างไม่ลดละ
        
เราจึงดีใจเหลือเกิน ที่วันนี้มีโอกาสได้นั่งคุยกับสาวน้อย ว่าที่ ดีว่ารุ่นใหม่ ของเมืองไทย เพราะแม้จะยังอายุน้อย แต่เธอมีหลายอย่างในตัวที่น่าสนใจ และเชื่อว่าจะทำให้คุณหลงรักเธอได้ไม่ยากเลย

รีเบ็คก้า เล่าให้ฟังว่า เธอเป็นลูกครึ่งไทย-อังกฤษ คุณแม่เป็นคนไทย คุณพ่อเป็นคนอังกฤษ บ้านเธอเป็นครอบครัวใหญ่ มีพี่น้องทั้งหมด 4 คน เธอเป็นพี่คนโต และมีน้องอีก 3 คน แบ่งเป็น ผู้ชาย 2 คน และผู้หญิงอีก 1 คน
เธอเกิดที่เมืองเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ แต่ตอนนี้ครอบครัวย้ายมาอยู่ที่ประเทศไทยหมดแล้ว เพราะคุณพ่อมาทำงาน จะเดินทางกลับไปเยี่ยมครอบครัวคุณพ่อบ้างเป็นครั้งคราว แต่ไม่ได้ไปมาพักใหญ่แล้ว เพราะสถานการณ์โควิด
              
ตอนเด็กเธอย้ายโรงเรียนค่อนข้างบ่อย เพราะต้องย้ายตามคุณพ่อที่ต้องไปทำงานหลายที่ รีเบ็คก้าเคยเรียนทั้งที่โรงเรียนแย้มสะอาด หัวหิน, โรงเรียนเซนต์ จอร์จ ซึ่งตอนนี้ปิดไปแล้ว, โรงเรียนสารสาสน์ และโรงเรียนนานาชาติแอสคอต แถวรามคำแหง
              
ด้วยความเป็นครอบครัวใหญ่ ที่บ้านจึงมีกิจกรรมให้ทำตลอด และเธอชอบเล่นกีฬามาตั้งแต่เด็ก พี่น้อง 4 คน แม้จะหาเรื่องแกล้งกันตลอด แต่ก็รักกันมาก และต่างชอบกิจกรรมผาดโผน เธอจึงเป็นสายลุยตัวจริง ชอบเล่น ชอบหากิจกรรมทำอยู่ตลอดเวลา



แต่ในอีกมุม รีเบ็คก้า ก็ยังไม่ทิ้งความเป็นผู้หญิง เธอรักสวยรักงามตามประสาเด็กสาว และในเวลาว่าง เธอชอบอ่านหนังสือ และทำงานศิลปะ        
หนูชอบทำกิจกรรมมาก ทั้งที่บ้าน และโรงเรียน หนูเป็นประธานนักเรียนที่โรงเรียน 6 ปีติด จนขึ้น ม.6 ไม่อยากเป็นแล้ว เลยให้คนอื่นเป็นแทน แต่หนูก็ยังช่วยงานกิจกรรมของโรงเรียน เช่นงานการกุศลหรือกิจกรรมพิเศษ อย่างงานสงกรานต์ หนูก็เป็นตัวแทน และช่วยจัดงาน ถึงจะไม่ได้เป็นประธานนักเรียนแล้ว
               
หนูชอบเล่นกีฬามาก เคยอยู่ทีมฟุตบอล, บาสเกตบอล และวอลเลย์บอลของโรงเรียน ตอนแรกหนูเข้าไปเล่นเพราะคนเขาไม่พอเลยยังเล่นไม่เก่ง และโดนรุ่นพี่ว่า แต่หนูก็พยายามจนเล่นกับเขาได้ หนูยังเคยเล่นคิกบ็อกซิ่งกับเทควันโด และได้เป็นตัวแทนไปแข่งกับโรงเรียนอื่นด้วยค่ะ
              
อีกหนึ่งความชอบของ รีเบ็คก้า ก็คือเสียงเพลง เธอชอบฟังเพลงทุกประเภท เธอชอบร้องเพลงทุกประเภท แม้แต่การแต่งเพลง เธอก็ยังพยายามจะทำตั้งแต่เด็ก จนในที่สุดเธอก็รู้ตัวเองว่าการร้องเพลง และได้เป็นศิลปินคือความฝันของเธอ             
ตอนที่ประกวด เดอะ วอยซ์ คิดส์ ไทยแลนด์ ซีซั่นที่ 4 รีเบ็คก้า อายุแค่ 12 ย่าง 13 ปี เธอเล่าประสบการณ์ครั้งนั้นให้ฟังด้วยแววตาตื่นเต้นว่า ความจริงแล้ว ในรอบคัดเลือก รอบแรกนั้น เธอส่งคลิปวิดีโอการร้องของตัวเองให้กองประกวดไม่ทันด้วยซ้ำ !แต่อาจเป็นเพราะชะตาฟ้าลิขิต เมื่อพี่ ๆ ทีมงานบอกเธอว่า ไม่เป็นไรให้ลองมาคัดเลือก ในรอบที่ 2 ได้เลย ตอนนั้นเธอตื่นเต้นมาก เพราะต้องมาร้องต่อหน้าทีมงานจริง ๆ จนได้ผ่านเข้ารอบ 50 คนสุดท้าย เพื่อคัดเลือกอีกครั้ง และผ่านเข้าไปร้องในรอบ ไบลน์ด ออดิชั่น
              
ถึงเข้ารอบ 50 คนได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้ร้องออกอากาศ ทุกคนจะต้องร้องและทำโชว์ของตัวเองให้ดีที่สุด ทีมงานจึงจะคัดเลือกไปออน และ รีเบ็คก้า ก็มีของเพียงพอที่จะทำให้ทีมงานให้เธอผ่าน จนมีโอกาสขึ้นไปร้องต่อหน้า (หลัง) โค้ชทั้ง 3 คนในซีซั่นนั้น คือ โค้ชรัดเกล้า อามระดิษ, โค้ชติ๊ก ชิโร่ และ โค้ชลุลา
              


มาถึงรอบนี้ รีเบ็คก้า เล่าให้ฟังว่า เธอตื่นเต้นมากจนร้องไห้ และเกือบจะไม่ได้ประกวด หนูไม่เคยประกวดเวทีใหญ่ขนาดนี้มาก่อนเลย เคยร้องแต่ในโรงเรียน มีคนดูไม่กี่คน ครั้งแรก หนูร้องไห้อยู่ครึ่งชั่วโมงจนทีมงานต้องเข้ามาช่วยกันปลอบ ถ้าใครไปย้อนดูคลิปหนูใน ยูทูบ จะเห็นเลยว่าตอนร้องจมูกหนูยังตันอยู่ด้วย
พอพี่ลุลาหันมาหนูดีใจมาก แม้จะหันมาคนเดียวก็ตาม รอบต่อ ๆ ไปก็ยังตื่นเต้นอยู่ แต่ก็เริ่มน้อยลง จนในที่สุดหนูเข้าถึงรอบเซมิไฟนัล หรือ 4 คนสุดท้ายของทีม ซึ่งจะคัดเอาคนเดียวจากแต่ละทีมเข้าไปรอบชิงชนะเลิศ

หลังจากประกวด เวลามีงานอะไร พี่ติ๊ก ชิโร่ ก็มาชวนหนูไปร้องให้บ้าง บรรยากาศในการประกวดปีนั้นอบอุ่นมาก ทุกคนน่ารัก ดูแลหนูอย่างดี เหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน แต่หนูประกวดร้องเพลงแค่รายการเดียว หลังจากนั้น มีโอกาสลองไปประกวดอย่างอื่นด้วย
           
การประกวดอย่างอื่นที่น้องรีเบ็คก้าพูดถึงก็คือ เวทีประกวด Young Model ปีค.. 2016  และ Miss Teen Thailand ปี ค.. 2018 ซึ่งเธอก็ทำผลงานได้ดีในทั้ง 2 เวที
ตอนที่ประกวดเดอะ วอยซ์ มีพี่คนหนึ่งแนะนำว่า ทำไมไม่ลองไปประกวดยัง โมเดล แต่หนูไม่เคยประกวดนางงามมาก่อนเลย และตอนนั้น อายุแค่ 13 ปี ตัวก็บวมน้ำด้วย แต่ก็ตัดสินใจลองไป ตอนแรกตื่นเต้นมาก จนเขาบอกให้ใจเย็น ๆ แต่ก็สนุกมากเลยค่ะ ได้เพื่อนใหม่เยอะแยะ และได้ฝึกความอดทนของตัวเอง จนในที่สุด หนูเข้าได้ถึงรอบ 7 คนสุดท้ายค่ะ

จากนั้น หนูไปประกวดมิสทีนไทยแลนด์ ตอนอายุ 15 ปี เป็นเด็ก สุดที่เข้าประกวดเลย แต่ก็สนุกมาก และตื่นเต้นน้อยลง แต่เหนื่อย  กว่าตอนยังโมเดล เพราะเป็น เวทีใหญ่มาก ตอนนั้นหนูได้ตำแหน่งรองอันดับ 2 และ ปีนั้น คนที่เข้ารอบ 5 คนสุดท้าย ตอนนี้ก็มีงานในวงการกันหมด
              
เมื่อถามว่า การประกวดร้องเพลง กับนางงามแตกต่างกันอย่างไร รีเบ็คก้า ที่ผ่านมาแล้วทั้ง 2 เวที บอกว่าหนูชอบร้องเพลงอยู่แล้ว ไปประกวดเดอะ วอยซ์ จึงสนุกมาก เพราะมีโอกาสได้ร้องเพลงให้ทุกคนฟัง แต่นางงามก็ทำให้ได้เจอเพื่อนใหม่ เจอพี่ ๆ ใหม่เยอะมาก แถมยังได้ไปที่ใหม่ ๆ ที่ไม่เคยไป

แต่ตอนนั้น หนูคิดว่าหนูยังเด็กเกินไปกับการประกวดนางงาม จำได้ว่าตอนประกวดรอบสุดท้ายที่ลำพูน ช่วงตอบคำถาม หนูสติแตกไปเลย เพราะตื่นเต้นมากจนพูดไม่รู้เรื่อง ทั้งที่เตรียมคำตอบมาดีแล้ว ตอนนั้นมีไลฟ์สดด้วย คนดูเยอะมาก เลยโมโหตัวเองมาจนถึงตอนนี้

แต่ไม่ว่าจะเป็นการประกวดเวทีไหน มันก็เป็นสิ่งที่หนูเลือกเอง ไม่มีใครบังคับให้หนูไปประกวด ดังนั้น หนูจึงต้องทำทุกอย่างให้ดีที่สุด งอแงไม่ได้ เขาไม่ได้จ้างเราไป เราเลือกเอง เราอยากได้เอง จึงต้องพยายาม และไขว่คว้าด้วยมือตัวเอง
       
  
              
แม้จะทำมาหลายอย่าง แต่ รีเบ็คก้า ยืนยันว่า ความฝันสูงสุดของเธอคือการเป็นนักร้อง และเธอก็ไม่เคยหยุดพยายามเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย แถมยัง ติดอาวุธให้ตัวเองอยู่เสมอ รอวันหนึ่งเมื่อโอกาสมาถึง ซึ่งวันนั้นอาจจะมาถึงในไม่ช้านี้ เพราะ รีเบ็คก้า ได้เซ็นสัญญาเป็นศิลปินของค่ายเพลงดังค่ายหนึ่งเรียบร้อยแล้ว
หนูรู้ตัวเองว่าอยากเป็นนักร้องตั้งแต่เด็ก ถึงจะไปทำอย่างอื่นบ้าง และถ้ามีโอกาสก็อยากจะทำหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นงานแสดงหรือโฆษณา แต่หนูไม่เคยหยุดความคิดว่าอยากจะเป็นนักร้อง หนูพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้ไปถึงตรงนั้น จะให้คนอื่นทำเพลงให้ แล้วหนูร้อง หรือให้หนูแต่งเพลงเองแล้วร้องเองก็ได้หมด

ถึงหนูจะเล่นดนตรีได้แค่ดีดเปียโนได้นิดหน่อย แต่ตอนนี้ หนูเริ่มทำเพลงเองแล้ว ลองแต่งด้วยคอร์ดง่าย ๆ และทุกวันนี้มีโปรแกรมทำได้ในคอมพิวเตอร์ทำให้ง่ายขึ้นเยอะ หนูจึงเริ่มทำเพลงเองในคอมพ์ หนูแต่งทั้งเพลงไทย, เพลงฝรั่ง และแต่งทุกสไตล์ ทั้งอาร์แอนด์บี, ฮิปฮอป หรือแร็พ
              
สวยและเก่งขนาดนี้ น่าจะมีงานในวงการบันเทิงได้ไม่ยาก เกี่ยวกับเรื่องนี้ รีเบ็คก้า บอกกับเราว่า มีคนมาชวนเข้าวงการเหมือนกันค่ะ เคยไปแคสต์งาน ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่ก็ไม่ได้เซ็นสัญญากับใคร เพราะหนูอยากเต็มที่กับการร้องเพลงก่อนอันดับแรก แต่ถ้าหากในอนาคตมีคนมาชวน และโอกาสเหมาะสมหนูอาจจะไปก็ได้ แต่ตอนนี้โฟกัสกับการร้องเพลงเต็มที่ค่ะ
              
แม้แต่อนาคตเรื่องการเรียน รีเบ็คก้า ก็ยังคำนึงถึงโอกาสในการร้องเพลงควบคู่ไปด้วย โดยบอกว่า ตอนนี้ หนูจบ ม.6 แล้ว และก็สอบเรียบร้อย พร้อมจะเอาไปยื่นเข้ามหาวิทยาลัย ตอนเด็ก ๆ หนูอยากไปเรียนต่างประเทศ เพื่อไปเห็นโลกกว้าง ไปเจออะไรใหม่ ๆ แต่ตอนนี้หนูมีคนรู้จักในไทยเยอะกว่า หนูเลยคิดว่า ถ้าหากอยู่ไทย หนูจะมีโอกาสได้ร้องเพลงมากกว่า หนูเลยอยากอยู่ที่ไทยต่อไป

อ่านถึงตรงนี้ หลายท่านอาจสงสัยว่า ทำไมเด็กสาววัยแค่ 18 ปี จึงทำอะไรได้มากมาย และกล้าคิด กล้าฝัน และกล้าจะเดินไปสู่ฝันขนาดนี้ แต่ถ้าหากได้รู้ว่า คติประจำใจของน้อง รีเบ็คก้าคืออะไร คุณอาจจะไม่สงสัยอีกต่อไป
แม่หนูเป็นคนฉลาดมาก รอบรู้ทุกด้าน และยังเป็นคนมองโลกในแง่ดี วันไหนที่หนูอารมณ์ไม่ดีหรือคิดไม่ดี แม่จะค่อย ๆ เข้ามาพูดกับหนู บอกให้หนูใช้ชีวิตเหมือนทุกวันเป็นวันสุดท้าย เพราะถ้าหากคิดแบบนี้ เราก็จะทำทุกอย่างให้ดีที่สุด และไม่เสียใจกับบางอย่างที่ไม่ได้ทำ เพราะถ้าหากเป็นวันสุดท้ายจริง ๆ เราก็ได้ทำทุกอย่างหมดแล้ว

หนูบอกตัวเองเสมอว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราต้องเดินไปข้างหน้า เราย้อนเวลาไม่ได้ เราเปลี่ยนอะไรไม่ได้ แต่เราเลือกได้ว่าจะทำอะไรต่อไป และเราเลือกได้ว่าอนาคตของเราจะเป็นอย่างไร หนูจึงขอเลือกอนาคตของตัวเองด้วยตัวของหนูเองค่ะ
เห็นเด็กไทยรุ่นใหม่ กล้าคิด กล้าทำ กล้าฝัน กล้าลุย ขนาดนี้แล้วก็ชื่นใจ ดังนั้นโปรดเตรียมตัวเตรียมใจ รอต้อนรับ ดีว่ารุ่นใหม่ ของเมืองไทยกันได้เลย !.

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น