อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 22 มกราคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 22 มกราคม 2564

"ทิพย์วิภา กิตติ์อัครานนท์" ใช้หลัก "ทุกอย่างเป็นไปได้" สู่เป้าหมาย "กูตูริเย่" ไทยคนแรก

“เจน-ทิพย์วิภา กิตติ์อัครานนท์” แห่งแบรนด์ ลาสเทล (L'Astelle) ได้รับเลือกจาก 4 ราชนิกูลและชนชั้นสูงฝั่งยุโรปสวมใส่ถ่ายภาพลงนิตยสารดัง ศุกร์ที่ 4 ธันวาคม 2563 เวลา 13.34 น.

ดีไซเนอร์รุ่นใหม่ที่น่าจับตามองขณะนี้คงไม่พ้น “เจน-ทิพย์วิภา กิตติ์อัครานนท์” ดีไซเนอร์และผู้ก่อตั้งแบรนด์ ลาสเทล (L'Astelle) แบรนด์แฟชั่นและชุดเจ้าสาวระดับกูตูร์ชั้นนำ ที่ล่าสุดได้รับเลือกจาก 4 ราชนิกูลและชนชั้นสูงฝั่งยุโรปสวมใส่เพื่อถ่ายภาพลงนิตยสารโว้ก ประเทศไทย ได้แก่ เจ้าหญิงโอลิมเปียแห่งกรีซ, ท่านหญิง คิตตี้ สเปนเซอร์ พระนัดดาในเจ้าฟ้าหญิงไดอานาแห่งเวลส์, ดอนนา เบียงก้า แบรนโดลินี และนิกกี ฮิลตัน รอธไชล์ด



คุณเจนย้อนเล่าถึงความหลงใหลในศิลปะและแฟชั่นว่า แต่เดิมคุณพ่อ “พุทธิณรงค์ กิตติ์อัครานนท์” ทำธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ ส่วนคุณแม่ “กัญรัศมิ์ กิตติ์อัครานนท์” ทำโรงงานผลิตเสื้อผ้าให้แบรนด์ใหญ่ ๆ รวมถึงส่งออกเมืองนอกด้วย ส่วนตัวเองเป็นลูกคนที่ 4 ในบรรดาพี่น้อง 5 คน โชคดีที่ตั้งแต่เด็กคุณพ่อคุณแม่ไม่เคยบังคับว่าต้องทำงานหรือเรียนด้านไหนเป็นพิเศษ แม้ค่อนข้างคลุกคลีกับธุรกิจของคุณแม่ตลอด แต่ธุรกิจของคุณแม่กับธุรกิจของตัวเองตอนนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ส่วนตัวชื่นชอบด้านศิลปะและแฟชั่นมาตั้งแต่เด็ก สิ่งที่มีอิทธิพลอย่างมากคือการเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศกับคุณแม่บ่อย ๆ และค่อย ๆ ซึมซับรายละเอียดด้านสถาปัตยกรรมและประติมากรรมมาเรื่อย ๆ โดยตอนแรกเนื่องจากชอบด้านศิลปะมากจึงคิดว่าจะเรียนด้านไฟน์อาร์ต แต่เมื่อลองเรียนพื้นฐานทำให้รู้จักกับแฟชั่นแบบ “โอต์ กูตูร์” ที่เป็นการผสมผสานระหว่างแฟชั่นและงานศิลปะ



แม้รู้ตัวว่าอยากทำงานด้านแฟชั่นมาตั้งแต่เด็ก เส้นทางกลับไม่เรียบง่ายนัก คุณเจนเผยว่าคุณแม่ไม่เคยบังคับว่าให้เรียนอะไร แต่ขอแค่ให้เรียนที่เมืองไทย ซึ่งตอนสมัยเรียนมัธยมศึกษาเคยติดตามพี่สาวที่ไปเรียนต่อปริญญาโทที่อังกฤษประมาณ 3 เดือน แล้วรู้สึกชอบอยากเรียนต่อที่นั่น แต่คุณแม่ไม่อยากให้ไปและบอกว่าแม่ไม่มีเงินส่งให้เรียน จึงลงมือค้นหาทุนการศึกษาด้วยตัวเองจนได้เรียนไฮสกูลที่อังกฤษประมาณ 1 ปี ก่อนกลับมาสอบเทียบจบวุฒิมัธยมศึกษาตั้งแต่อายุ 16 ปี แต่กว่าจะได้เรียนมหาวิทยาลัยก็ตอนที่อายุ 18 ปีแล้ว เพราะตัวเองอยากไปเรียนต่อที่อังกฤษ แต่คุณแม่ไม่ยอมจนต้องตัดสินใจไปสอบด้านการตลาด ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งสุดท้ายคุณแม่เห็นว่าเรียนแบบไม่มีความสุข หลังเรียนที่มหาวิทยาลัยมหิดล 1 ปี จึงย้ายไปเรียนที่วิทยาลัยแฟชั่น มหาวิทยาลัยศิลปะลอนดอน (London Collage of Fashion, University of Arts London)



หลังสำเร็จการศึกษาคุณเจนได้ทำงานในแบรนด์ระดับโลกทันที โดยเล่าว่า เด็กแฟชั่นส่วนใหญ่มักใช้พลังงานไปกับการทำผลงานธีสิส จนหลังจากส่งงานแล้วมักหมดแรงไปตาม ๆ กัน แต่ตัวเองหลังส่งงานช่วงเย็นเสร็จ ตอนค่ำเพื่อนโทรศัพท์มาบอกว่าแบรนด์ที่ชอบเปิดรับสมัครเด็กฝึกงานให้ลองสมัครดู ซึ่งตอนนั้นตัวเองยังไม่มีแผนสมัครงานเลย เพราะคุณแม่อยากให้รีบกลับไทยตั้งแต่รู้ว่ากำลังจะส่งธีสิสแล้ว พอเพื่อโทรศัพท์มาบอกจึงรวบรวมผลงานและเขียนประวัติสำหรับสมัครงานส่งภายในคืนนั้น กระทั่งตอนเช้าได้รับการติดต่อให้เข้าไปสอบสัมภาษณ์ในวันถัดไป และหลังจากสอบสัมภาษณ์เสร็จเย็นวันนั้นเขาก็แจ้งผลทันที และให้ไปทำงานในวันรุ่นขึ้นเลย ใช้กระบวนการทั้งสิ้นเพียง 3 วันหลังจากส่งผลงานธีสิส

“ทุกวันที่ทำงานสนุกมาก ติ่นเช้ามาด้วยความตื่นเต้นทุกวัน ซึ่งได้รับโอกาสให้ทำงานทุกอย่างของทีมออกแบบ จากตอนแรกที่เข้าไปในฐานนักศึกษาฝึกงาน แต่พอเขาเห็นว่าเราได้ก็ให้ทำงานทุกอย่างไม่เว้นแม้แต่ให้เข้าประชุมกับทีมหัวหน้าจากฝ่ายต่าง ๆ รวมถึงทำวีซ่าให้ด้วย แต่คุณแม่มาตามถึงที่ทำงาน จึงทำงานได้เพียงแค่ 8 เดือน ตอนนั้นคิดว่าคุณแม่ไม่น่าตามกลับเลย แต่ตอนนี้รู้สึกขอบคุณคุณแม่เหมือนกัน ไม่อย่างนั้นคงไม่รู้ว่าจะได้เริ่มทำแบรนด์ของตัวเองเมื่อไหร่” คุณเจนเล่าอย่างมีความสุข





หลังเปิดตัวแบรนด์ลาสเทลที่ประเทศฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ คุณเจนเผยว่าคนเห็นภาพแบรนด์ลาสเทลชัดเจนขึ้น และได้รับความไว้วางใจจากคนมีชื่อเสียงในประเทศให้ตัดชุดแต่งงานให้ซึ่งช่วงก่อนสถานการณ์โรคโควิด-19 ระบาด มีคนให้ความสนใจจำนวนมาก ส่วนใหญ่เมื่อเข้ามาเห็นคุณภาพและได้พูดคุยแล้วจะชื่นชอบ เพราะส่วนตัวให้ความสำคัญกับคุณภาพแล้ว ยังให้ความสำคัญกับงานบริการด้วย เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาจนถึงวันที่รับชุด



“เจนเป็นคนที่ไม่เคยมีคำว่าท้ออยู่ในชีวิต หลายคนอาจมองว่าไม่ได้ยากลำบากอะไร แต่การที่คุณแม่ไม่เห็นด้วย ก็ถือเป็นจุดที่ทำให้ต้องต่อสู้มาโดยตลอด และหากรู้สึกท้อก็คงไม่ได้ทำ อย่างแบรนด์ลาสเทลเองก็มีหลายอย่างเกิดขึ้นระหว่างทาง เช่น ข้อจำกัดเรื่องเวลา และการหาทีมงาน สิ่งที่ท้าทายที่สุดคือเจนต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเองทั้งหมด ขณะนี้มีทีมมากกว่า 20 คนแล้ว” ดีไซเนอร์สาวกล่าว ก่อนบอกถึงหลักการทำงานว่า “ทุกอย่างต้องเป็นไปได้” ต้องไม่มีคำว่าทำไม่ได้ ตราบใดที่เรามีความพยายาม กฏในการทำงานคือต้องไม่มีคำว่าไม่ได้ นอกจากนี้พยายามรับโอกาสที่เข้ามาและทำให้ดีที่สุด รวมไปถึงใช้ใจในการทำงาน เพราะเมื่อมีความสุข การทำงานย่อมออกมาดี

นอกจากการทำงานที่ประสบความสำเร็จแล้ว คุณเจนกล่าวถึงความคาดหวังว่า อยากเป็นคนไทยคนแรกที่สามารถนำแบรนด์ลาสเทลเข้าสู่ทำเนียบกูตูริเย่ และได้รับความไว้วางใจจากดาราระดับฮอลิวู้ดสวมใส่เดินพรมแดง.









คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น