อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม 2563

ใช้''ฮอร์โมน''สู้มะเร็ง กู้ต่อมลูกหมาก

ก้าวพ้นการรักษามะเร็งต่อมลูกหมากแบบเดิม ด้วยการสร้างสมดุลให้กับฮอร์โมนเพศชายและฮอร์โมนเชิงลบ ตัดผลข้างเคียงจากยาเพื่อให้ชายยังคงความเป็นชาย จันทร์ที่ 13 มกราคม 2563 เวลา 10.30 น.


สายสืบสุขภาพ สัปดาห์นี้เป็นตอนต่อจากเฉลยคำตอบสาเหตุของมะเร็งต่อมลูกหมากว่าอาจเกิดจากการบริโภคผลิตภัณฑ์จากนมมากเกินไป “สัปดาห์นี้”จะขยายความเพิ่ม เรื่องการรักษาโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านฮอร์โมน อย่าง ดร.แซม รอบบินส์ ชาวอเมริกัน บอกว่า หลายสิบปีมานี้การรักษามะเร็งต่อมลูกหมาก พึ่งพาการผ่าตัดและการรักษาด้วยยา แต่ยาที่ให้กับคนไข้ แม้ทำให้อาการดีขึ้นจนไม่เป็นมะเร็ง แต่กลับทำให้คนไข้ขาดความเป็นชายและมีผลกระทบกับสุขภาพในด้านต่างๆไปตลอดชีวิต



ยาที่ว่าคือยากำจัดฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนหรือฮอร์โมนเพศชาย ด้วยแนวทางการรักษาที่มองว่าเพราะมีฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนมากเกินไป จึงทำให้เป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ทางแก้คือ”กำจัด”ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนเสีย

การทำงานของยารักษามะเร็งต่อมลูกหมาก จะทำให้อัณฑะหยุดผลิตฮอร์โมน เบื้องต้นคือหยุดสร้างฮอร์โมนเพศชายหรือเทสโทสเตอโรน ผลลัพธ์ที่ได้คือ ลดการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากลง แต่โชคร้ายที่ตามมาเป็นอาการที่ทำให้ ''ผู้ชายขาดความเป็นชาย'' เพราะพวกเขาจะไม่มีความต้องการทางเพศ กล้ามเนื้อและความแข็งแกร่งของร่างกายลดลง อ้วนลงพุง ความดันเลือดขึ้นสูง ไขมันสูง น้ำตาลในเลือดสูง เสี่ยงเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งเกิดจากปริมาณฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนต่ำ คนไข้บางคนอาจต้องทนยอมรับกับผลข้างเคียงดังกล่าวติดตัวไปตลอดชีวิตเพื่อแลกกับการหายจากโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก



แต่ในมุมของดร.แซมกลับแตกต่างออกไป เพราะเป็นการรักษาในแนวทางที่อาจทำให้ทั้งหายจากโรคและไม่มีผลข้างเคียงด้วย
ดร.แซมให้ข้อมูลว่า การกินยาเพื่อลดเทสโทสเตอโรนอาจไม่ใช่การรักษามะเร็งต่อมลูกหมากที่แท้จริง เพราะมีข้อสังเกตว่ามะเร็งต่อมลูกหมากไม่ได้เกิดจากปริมาณเทสโทสเตอโรนที่มีมากไป จนต้องกำจัดให้สิ้น

แต่เกิดจากปริมาณฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนน้อย ขณะที่มีฮอร์โมนเชิงลบอื่นๆปริมาณมากต่างหาก! (ฮอร์โมนเชิงลบ เช่น ฮอร์โมนเอสโตรเจน ฮอร์โมนดีเอชทีที่ทำให้ผมร่วง ฮอร์โมนความเครียด ฮอร์โมนโปรแลคติน เป็นต้น)



ภาวะนี้ดร.แซมบอกว่าเป็น ''ความไม่สมดุลของฮอร์โมนระหว่างฮอร์โมนเพศชายกับฮอร์โมนเชิงลบ'' เพราะถ้าเทสโทสเตอโรนเป็นจำเลยโรคมะเร็งต่อมลูกหมากจริงๆ ก็คงทำให้ชายวัยรุ่นหรือชายวัย20ตอนต้นเป็นโรคนี้กันไปหมดแล้ว เนื่องจากในอายุช่วงนั้นเป็นช่วงที่ผู้ชายมีปริมาณฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนสูงที่สุด



ในอีกมุมหนึ่งปัญหาต่อมลูกหมากกลับเกิดมากขึ้น ก็ในช่วงผู้ชายเริ่มมีอายุ แล้วมีปริมาณฮอร์โมน ''เทสโทสเตอโรนลดลง''ต่างหาก!!
ทางแก้คือทำให้ฮอร์โมนเพศชายเพิ่มขึ้นโดยวิธีธรรมชาติ และไปลดปริมาณของฮอร์โมนเชิงลบ จึงจะช่วยรักษามะเร็งต่อมลูกหมากได้ และวิธีนี้ก็ไม่ทำให้ผู้ชายมีปัญหาขาดความเป็นชายที่เกิดจากการกินยากำจัดฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนตามมา
โดยระดับฮอร์โมนที่เหมาะสมคืออัตราเดียวกันกับในช่วงอายุ 20 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่แข็งแรงที่สุด



สนับสนุนด้วย18ผลการศึกษาวิจัยในผู้ชาย20,000คนที่ระบุว่า ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนที่เพิ่มมากขึ้น ช่วย ''ต้านมะเร็งต่อมลูกหมาก'' ได้
ปัจจุบัน ในประเทศไทยยังมีแนวทางการรักษามะเร็งต่อมลูกหมากด้วยการผ่าตัด ฉายรังสี ฝังแร่ เคมีบำบัด และควบคุมฮอร์โมนเพศชาย ซึ่งทรรศนะของดร.แซมฟังแล้วผิดเพี้ยนจากปกติที่เคยทราบ แต่หากรักษาได้ผลดีจริงก็เป็นประโยชน์กับคนไข้ได้อย่างมากทีเดียว


ขอบคุณข้อมูลจากดร.แซม รอบบินส์
ศศิวรรณ์ เลิศวิริยะประภา :  สายสืบสุขภาพ 
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 188