อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 29 กันยายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 29 กันยายน 2563

เขียวๆ ต้องเที่ยว "หน้าฝน"

ช่วงฝนฉ่ำๆ ใครว่าต้องเก็บตัวอยู่บ้าน!! ออกไปสัมผัสความเขียวชอุ่มของต้นไม้ และอากาศฉ่ำๆ แบบที่คุณไม่มีวันได้เจอในฤดูอื่นๆ กันดีกว่า พุธที่ 2 กันยายน 2563 เวลา 14.41 น.


“หน้าฝน” อาจแฉะบ้าง เปียกบ้าง แต่ช่วงนี้นี่แหละที่น้ำตกจะมีน้ำไหลแรง ป่าที่ผ่านพ้นช่วงแล้งจะพากันแตกใบเขียวชอุ่ม แถมบางแห่งยังมีทะเลหมอกมาทักทายช่วงเช้าอีกต่างหาก แล้วอย่างนี้จะไม่รีบลุกขึ้นเก็บกระเป๋า เตรียมอุปกรณ์กันเปียกให้พร้อม แล้วออกเดินทางได้อย่างไร

หนึ่งในน้ำตกที่ต้องไปช่วงฤดุฝนเท่านั้นคือ “น้ำตกถ้ำพระ” ในพื้นที่ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว จ.บึงกาฬ ด้วยความที่ไหลลงมาตามภูเขาหินทรายต่างจากน้ำตกแห่งอื่น ๆ ไม่มีผืนดินคอยทำหน้าที่กักเก็บน้ำ จึงทำให้มีสายน้ำไหลแรงเฉพาะหน้าฝนเท่านั้น และหากช่วงเวลาไหนฝนขาดช่วง น้ำตกแห่งนี้ก็จะมีน้ำไหลน้อยตามไปด้วย แต่แม้จะมีข้อจำกัดเรื่องเวลาท่องเที่ยวเฉพาะช่วง ทว่าน้ำตกถ้ำพระแห่งนี้กลับมีแฟนคลับขาประจำที่เฝ้ารอช่วงเวลานี้เสมอ เพราะนอกจากแอ่งน้ำขนาดไหญ่ที่รองรับสายน้ำที่ไหลลงมาจากหน้าผาสูงแล้ว ลงมาด้านล่างยังมีร่องน้ำที่จะกลายเป็นสไลเดอร์ธรรมชาติในช่วงนี้ด้วย น้ำตกถ้ำพระไปเที่ยวได้ถึงช่วงราวต้นเดือนตุลาคมเท่านั้น

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบความตื่นเต้นเร้าใจห้ามพลาดกับ “ล่องแก่งน้ำเข็ก” จ.พิษณุโลก บอกเลยว่าลำน้ำเข็กที่ไหลมาจากเทือกเขาเพชรบูรณ์ขนานไปกับทางหลวงหมายเลข 12 นั้น จะคึกคักเป็นพิเศษในช่วงเวลานี้ เพราะแต่ละปีจะต้องต้อนรับนักผจญภัยทั้งมือใหม่ และมือเก่าที่ติดใจต้องมาทุกปี ด้วยความที่ไม่ต้องเดินเท้าเข้าป่า ไม่ต้องแบกเรือยาง ไม่ต้องเตรียมเสบียงให้ยุ่งยาก เรียกว่าเข้าถึงความเร้าใจได้ง่าย ๆ และใช้เวลาไม่นาน จึงทำให้ที่นี่ได้รับความนิยม ที่สำคัญคือสนนราคาที่เป็นมิตร ได้พ็อกเก็ตมันนี่จากโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” มาจ่ายยังเหลือไว้ซื้อกาแฟหรือขนมต่อได้ด้วย



แต่หากอยากล่องเรือยางชมธรรมชาติไปเรื่อย ๆ มากกว่า ขอแนะนำ “ทีลอเร” ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งตะวันออก จ.ตาก น้ำตกที่อยู่บนโตรกผา มีลักษณะเป็นเพิงผาคล้ายถ้ำริมลำน้ำแม่กลอง โดยมีลำธารน้ำสายใหญ่ไหลผ่านหน้าผาสูงชันตกลงสู่ลำน้ำแม่กลอง สูง 80 เมตร และจะสวยที่สุดตอนที่แสงอาทิตย์สาดส่องสะท้อนสายรุ้งบนละอองน้ำ หากอยากเห็นภาพแบบที่ว่าต้องเตรียมสัมภารให้พร้อม ทั้งเต้นท์ ถุงนอน ถุงกันน้ำ ชุดพร้อมเปียก และสำหรับกันหนาวเพราะต้องค้างคืนในป่า 1 คืนด้วย เนื่องจากจะต้องล่องเรือยางเข้าไปในป่าระยะทาง 40 กิโลเมตร มีแก่งดักระหว่างทางอีก 11 แก่ง ตั้งแต่ระดับปานกลางถึงยาก ก่อนจะใช้วิธีการเดินป่าออกมาทางหมู่บ้านปะหละทะอีกราว 35 กิโลเมตร



ลงมาที่ จ.พิจิตร บางคนอาจยังไม่รู้ว่า ที่นี่มี “ดอกกระเจียวยักษ์” บานสะพรั่งในช่วงฤดูฝนด้วย พื้นที่เกือบ 500 ไร่ของเขาหัวโล้น ที่เคยเป็นพื้นที่สัมปทานป่าไม้ในอดีต จะเต็มไปด้วยดอกกระเจียวขนาดใหญ่ กลีบดอกสูงประมาณ 20 เซนติเมตร ความกว้างประมาณ 10 เซนติเมตร ชูช่อสีชมพู สลับสีขาว ตัดกับใบสีเขียว กระจายปกคลุมพื้นที่ด้านล่างของป่าชุมชนบริเวณพื้นที่เขาชะอมและเขาตะพานนาก ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมิถุนายนถึงสิ้นเดือนกันยายน ไปช่วงนี้ถึง 25 กันยายน อย่าลืมลงทะเบียนที่ชุมชนบ้านเขาโล้น ลุ้นรับรางวัลพิเศษจาก ททท. 50 รางวัล สอบถามโทร. 0 5622 1811-2

ส่วนผู้ที่ชื่นชอบวิวนาขั้นบันไดต้องที่ “บ้านป่าบงเปียง” อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ อยากไปเห็นตั้งแต่ดำกล้าต้องไปช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม ต้นข้าวยังเล็กและมีแสงสะท้อนจากผิวน้ำที่ขังอยู่ในแปลงนาให้เห็น แต่หากชอบสีเขียวเต็มท้องทุ่งต้องไปช่วงเดือนกันยายนถึงต้นตุลาคม รับรองว่าไม่ผิดหวัง แต่ถ้าไปช้าอีกนิดราวปลายเดือนตุลาคมจะได้ตื่นเต้นกับรวงข้าวสีทองที่กำลังรอเกี่ยวเต็มทุ่ง ไม่ว่าจะไปช่วงเวลาไหนถ้ามีแสงแดดอ่อน ๆ ช่วงเย็นมาช่วยเสริมอีกจะยิ่งสวย แต่หากมาช่วงเช้ามีสายหมอกมาเป็นอีกองค์ประกอบก็ฟินไปอีกแบบ อยากได้แสงเย็น หรือยามเช้าแบบเต็ม ๆ แนะนำให้พักค้างแบบโฮมสเตย์ในหมู่บ้านสักคืน กลางคืนยังออกมาชมหมู่ดาวได้อีกต่างหาก แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องไม่ใช่วันเมฆครึ้มฝนกระหน่ำเท่านั้น



สำหรับคนที่ไม่หลงใหลทุ่งนาแต่ชื่นชอบที่จะสัมผัสวิถีชุมชนมากกว่า ต้องไป “บ้านแม่กำปอง” หมู่บ้านกลางหุบเขาที่ยังคงวิถีดั้งเดิมมีการทำเมี่ยง กาแฟ และชาเป็นอาชีพหลัก ส่วนการต้อนรับผู้มาเยือนเป็นอาชีพรอง จะมาลองเก็บใบเมี่ยงแล้วเอามาหมัก หรือจะช่วยเด็ดใบชา เมล็ดกาแฟ แล้วมาเรียนรู้ขั้นตอนการแปรรูป เพื่อเพิ่มพูนความรู้ แต่หากอยากเข้าป่าเดินไปเที่ยวน้ำตก ชาวบ้านที่นี่ก็พร้อมที่จะนำทางไปพร้อมกับให้ความรู้เกี่ยวกับป่าไปด้วย ทั้งสมุนไพรนานาชนิดและการดูแลรักษาป่า แล้วค่อยเลยไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำหมู่บ้านที่วัด แล้วลงไปชมโบสถ์กลางลำธารอีกอย่าง แต่หากแค่มาพักแล้วนั่งจิบกาแฟเงียบ ๆ ท่ามกลางอากาศเย็นสบายก็ไม่มีใครว่า



หรือจะเปลี่ยนแนวจากเที่ยวธรรมชาติเป็นแนวเมืองเก่า “สุโขทัย” ก็มีโปรแกรมแบบ 3 วัน 2 คืนให้ไปเที่ยวได้หลากบรรยากาศ ตั้งแต่ชมความสวยงามโบราณสถานนอกกำแพงเมือง เที่ยวชมโบราณสถานภายในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ทำกิจกรรม DIY พิมพ์พระ ยิงธนูแบบไทย และดูวิธีการจุดไฟจากหินแบบโบราณ ที่บ้านพระพิมพ์ เช้าไปเดินเลือกซื้ออาหารพื้นบ้านจากตลาดเมืองเก่า มาใส่บาตรสะพานบุญรับรุ่งอรุณสุโขทัย ณ วัดตระพังทอง ชมโครงการเกษตรอินทรีย์ สนามบินสุโขทัย แหล่งผลิตข้าวกล้องหอมอินทรีย์ 100% ที่ทางโครงการฯ ได้พัฒนาสายพันธุ์ขึ้นเอง แล้วอิ่มอร่อยแบบปลอดสารที่ครัวสุโข พลาดไม่ได้กับการเยี่ยมเยือนชุมชนบ้านนาต้นจั่น อ.ศรีสัชนาลัย จุดกำเนิดของผ้าหมักโคลน พักค้างคืนโฮมสเตย์ในหมู่บ้านกลางหุบเขา ทานอาหารพื้นบ้านขันโตกและลิ้มลองเมนูรสเด็ด “น้ำพริกซอกไข่”



ไม่ว่าจะไปเที่ยวไหนสิ่งที่ห้ามลืมสำหรับการท่องเที่ยววิถีใหม่ก็คือ สวมใส่หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าเสมอ ล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์เป็นประจำ ไม่ลืมรักษาระยะห่างบุคคล และอย่าลืมเตรียมอุปกรณ์กันฝนให้พร้อม สอบถามได้ที่ TAT Call Center 1672

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 132