อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม 2563

ตามรอยเบื้องพระยุคลบาท "สืบสาน รักษา และต่อยอด"

“สมเด็จพระราชินีสุทิดา” เจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการทรงประกอบพระราชกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขแห่งปวงชนชาวไทย พุธที่ 3 มิถุนายน 2563 เวลา 06.00 น.


พสกนิกรทั่วหล้าต่างปลื้มปีติ ภายหลังได้ทราบข่าวน่ายินดียิ่ง พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต และทรงสถาปนา พลเอกหญิง สุทิดา วชิราลงกรณ์ ณ อยุธยา ขึ้นเป็น “สมเด็จพระราชินีสุทิดา” และในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อวันที่ 4 พ.ค. 2562 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ สถาปนาเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระราชินีสุทิดาขึ้นเป็น “สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี”

สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ทรงประกอบพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่เพื่อถวายงาน และแบ่งเบาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยพระราชวิริยอุตสาหะมาโดยตลอด ตั้งแต่ครั้งดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ และยังคงเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการทรงประกอบพระราชกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขแห่งปวงชนชาวไทย รวมทั้งทรงได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ในหลายโอกาส



สมดั่งพระราชปณิธานอันตั้งมั่นที่จะสนองพระเดชพระคุณ พระมหากรุณาธิคุณ ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด พระราชปณิธานแห่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เหมือนดั่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตั้งพระราชปณิธานที่จะสืบสาน รักษา และต่อยอด และแผ่ขยายพระบารมีแห่งสมเด็จพระบรมชนกนาถ และสมเด็จพระบรมราชชนนี ที่ทรงได้พระราชทานพระราชดำรัสไว้ เนื่องในวันสตรีไทย ประจำปี 2562 เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2562 ณ ห้องรอยัลจูบิลลี่ อาคารชาเลนเจอร์ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี

สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีทรงเคียงคู่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจสำคัญ ๆ ด้วยความจงรักภักดี อาทิ เมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2562 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ไปทรงประกอบพิธีเจิมเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช ณ ท่าเรือจุกเสม็ด การท่าเรือสัตหีบ ฐานทัพเรือสัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นเรือฟริเกตของกองทัพเรือไทยต่อขึ้นที่ประเทศเกาหลีใต้ พัฒนาขึ้นจากเรือพิฆาตชั้นควังแกโทมหาราช ถือเป็นเรือลำแรกในโครงการเรือฟริเกตสมรรถนะสูงของกองทัพเรือไทย สามารถปฏิบัติการรบ 3 มิติ ทั้งผิว น้ำ ใต้น้ำ และทางอากาศ ขึ้นประจำการเมื่อ วันที่ 7 ม.ค. 2562 มีชื่อเดิมคือ “เรือหลวง ท่าจีน”

ต่อมาด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานชื่อใหม่คือ “เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช” ตาม พระราชนามของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 โดยโอกาสนี้กองทัพเรือจัดพิธียิงสลุตถวายพระเกียรติโดยเรือหลวงปิ่นเกล้าจำนวน 21 นัด



ในวันที่ 6 ธ.ค. 2562 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯไปทรงเปิดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “ใต้ร่มพระบารมี สดุดีมหาจักรีวงศ์” และทรงเยี่ยมราษฎรชาวไทยเชื้อสายจีนบนถนนเยาวราช ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 70 ปี ที่พระมหากษัตริย์ไทยเสด็จฯ ทรงเยี่ยมราษฎรเชื้อสายจีนในย่านเยาวราชอย่างใกล้ชิด นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จฯ เยือนในปี พ.ศ. 2489

ด้วยพระปรีชาสามารถด้านต่าง ๆ อาทิ หลักสูตรการบินของหน่วยฝึกการบินพลเรือนกองทัพอากาศ, หลักสูตรการบินทหารบกอากาศยาน ปีกติดลำตัว ชั้นมัธยม ของโรงเรียนการบินทหารบก, หลักสูตรการบินของโรงเรียนการบินกองทัพอากาศ ทรงมีความสามารถผ่านการทดสอบและได้รับใบอนุญาตนักบินของสหภาพยุโรป

โดยสำนักงานการบินพลเรือนแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ได้แก่ ใบอนุญาตนักบินส่วนบุคคล PPL(A) ใบอนุญาตนักบินพาณิชย์ตรี และใบอนุญาตนักบินพาณิชย์เอก ทรงได้รับใบอนุญาตนักบินพาณิชย์เอกจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ส่งพระปรีชาสามารถด้านการบินกับเครื่องบินแบบ Cessna T แบบ Cessna T 41 แบบ CT-4E และแบบ PC-9 ได้เป็นอย่างดี

ปัจจุบันทรงปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนักบินผู้ช่วยทำการบินกับเครื่องบินพระราชพาหนะ Boeing 737-400 และ Boeing 737-800 ซึ่งพระปรีชาสามารถด้านการบินดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพทางด้านคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะด้านการบริหารเทคโนโลยีการบินระดับสูงทางด้านทฤษฎีและการปฏิบัติอย่างลึกซึ้งทำให้การดำเนินงานตามแผนภารกิจต่าง ๆ เป็นไปอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด

ทางมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญจึงได้ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์แด่ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เฉลิมฉลอง 50 ปี แห่งการก่อตั้งมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ณ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ วิทยาเขตสุวรรณภูมิ อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. 2562

นอกจากทรงเคียงคู่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่าง ๆ แล้ว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ยังทรงแบ่งเบาพระราชภารกิจอื่น ๆ อาทิ ทรงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จฯ แทนพระองค์ถวายผ้าพระกฐิน พุทธศักราช 2562 เมื่อวันที่ 25 ต.ค. 2562 ยังวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม,วัดมกุฏกษัตริยาราม และวัดอรุณราชวราราม ทรงถวายผ้าพระกฐินด้วยพระจริยวัตรที่สง่าและงดงามเป็นที่สุด



และเมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2562 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ประทับเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง เสด็จฯ แทนพระองค์ ทอดพระเนตรการแสดงการฝึกทางทหารประกอบดนตรี “ราชวัลลภเริงระบำ” และกองทหารเกียรติยศ ประจำปี 2562 ที่โรงเรียนเตรียมทหาร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ต.ศรีกะอาง อ.บ้านนา จ.นครนายก ซึ่งผู้แสดงจากหน่วยที่ ได้รับคัดเลือกและจัดการแสดงสาธิตการฝึกของกองทัพไทย 3 กรม ประกอบด้วยกรมฮอป (HOP) หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง, กรมฮอป (HOP) หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน, กรมทหารราบที่ 9 กองพลทหารราบที่ 9 จำนวน 837 นาย

ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานคู่มือฝึกทางทหารประกอบดนตรี “ราชวัลลภเริงระบำ” พุทธศักราช 2559 และแบบฝึกทางทหารประกอบดนตรี “ราชวัลลภเริงระบำ” ให้นำไปดำเนินการฝึกกำลังพลของกองทัพไทย โดยกองทัพไทยได้ดำเนินการฝึกตามพระบรมราโชบายและนำไปขยายผลให้ทหารทุกหน่วยจนถึงระดับกองพัน เพื่อให้กำลังพลมีการปฏิบัติที่เข้มแข็งพร้อมเพรียง มีวินัย ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถในการใช้อาวุธของกำลังพล

ทั้งนี้ กองทัพไทย ดำเนินการฝึกกำลังพลอย่างเข้มแข็ง และจัดการแข่งขันการฝึกทางทหารประกอบดนตรี “ราชวัลลภเริงระบำ” โดยมีหน่วยเข้าร่วมการแข่งขันจากทุกเหล่าทัพ จำนวนทั้งสิ้น 17 กรม 51 กองพัน ใช้เวลาในการคัดเลือกเป็นระยะเวลา 3 เดือน จนได้หน่วยที่ดีที่สุด 3 ลำดับ และยังได้ดำเนินการจัดการแข่งขันกองทหารเกียรติยศ



เพื่อให้การปฏิบัติของกองทหารเกียรติยศมีความเป็นมาตรฐาน เกิดความสง่างาม และเป็นการแสดงถึงความจงรักภักดีโดยมีหน่วยเข้าร่วมการแข่งขันจากทุกเหล่าทัพ 108 กองพัน ใช้เวลาในการคัดเลือกเป็นระยะเวลา 3 เดือน จนได้หน่วยที่ดีที่สุด 2 ลำดับ จากนั้นได้พระราชทานรางวัลการแข่งขันให้ผู้ชนะ

โอกาสนี้ พระราชทานพระราชดำรัส ความว่า “ขอแสดงความยินดีและชื่นชมที่ทุกท่านมีความตั้งใจ มุ่งมั่น อดทน และพยายามฝึกฝน จนมาถึงวันแห่งความสำเร็จในวันนี้ จากการที่ข้าพเจ้าได้มีโอกาสฝึกฝนและปฏิบัติการแสดงราชวัลลภเริงระบำด้วยตนเองมาแล้วนั้น ทำให้ข้าพเจ้าตระหนักและซาบซึ้งเป็นอย่างดีว่าทุกท่านต้องผ่านการฝึกด้วยความอดทน มุ่งมั่น มีระเบียบวินัย ต้องใช้สมาธิและทักษะเป็นอย่างมาก

ในการที่จะผ่านการแสดงราชวัลลภเริงระบำนี้ไปได้ ทั้งนี้ ผลลัพธ์ที่ได้นอกจากจะทำให้ร่างกายและจิตใจของเราเข้มแข็งแล้ว ยังสามารถนำท่าทางที่เราได้เรียนรู้ไปปฏิบัติหน้าที่ถวายงานได้เป็นอย่างดี อีกทั้งเป็นกิจกรรมส่งเสริมความสามัคคีในหมู่ผู้บังคับบัญชาและกำลังพล ซึ่งสอดคล้องกับชีวิตจริงในการปฏิบัติหน้าที่ร่วมกันเป็นหน่วย ร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่ เพื่อความสำเร็จลุล่วงของภารกิจ

ข้าพเจ้าขอให้ทุกท่านจงรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้ผ่านการฝึกฝนจนมาถึงความสำเร็จในวันนี้ และขอให้ทุกท่านได้นำประโยชน์ของการแสดงราชวัลลภเริงระบำนี้ ถ่ายทอดไปสู่ผู้ใต้บังคับบัญชา ตลอดจนนำไปประยุกต์ปฏิบัติใช้ต่อภารกิจต่าง ๆ ของหน่วย เพื่อความมั่นคงของประเทศชาติและประชาชนสืบต่อไป”



ปลายปีเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ไปทรงเปิดการดำเนินงานตาม “โครงการราชทัณฑ์ปันสุข ทำความดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์” ณ ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ถนนงามวงศ์วาน เขตจตุจักร โดยมี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา องค์ประธานกรรมการโครงการฯ พร้อมด้วยคณะกรรมการโครงการฯ เฝ้าฯ รับเสด็จ โครงการราชทัณฑ์ปันสุข ทำความดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เกิดขึ้นด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ที่ทรงมีพระวิสัยทัศน์กว้างไกล ทรงเห็นว่าสุขภาพกายสุขภาพใจที่ดีนั้น เป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน ไม่เว้นแม้แต่ผู้ต้องขังซึ่งก็คือ ประชาชนเช่นเดียวกัน

ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททั้งสองพระองค์ทรงเห็นว่า “การเข้าถึงบริการทางการแพทย์ การพยาบาล รวมไปถึงการได้รับความรู้ในการดูแลสุขภาพของผู้ต้องขังเป็บสิทธิของผู้ต้องขังที่ควรได้รับเท่าเทียมกับบุคคลภายนอกตามหลักมนุษยธรรมข้อจำกัดในการได้รับความรู้ด้านสุขอนามัย ตลอดจนการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพของผู้ต้องขัง จึงมีความสำคัญที่จะต้องพิจารณาปรับปรุง”

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ริเริ่มโครงการฯ และรับเป็นองค์ประธานที่ปรึกษา โดยเสด็จฯ ไปทรงเปิดการดำเนินงานตามโครงการฯ พระราชทานเครื่องมือแพทย์ รถเอกซเรย์เคลื่อนที่แก่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ โรงพยาบาลแห่งเดียวในสังกัดกระทรวงยุติธรรมที่ให้บริการแก่ผู้ต้องขังจำนวนมาก ทั้งยังขาดแคลนบุคลากร เครื่องมือแพทย์ และเวชภัณฑ์การดูแลสุขภาพ เพื่อเป็นก้าวแรกของการดำเนินงานตามโครงการฯ

ภายหลังยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เสด็จฯแทนพระองค์ไปพระราชทานเครื่องมือทางการแพทย์แก่เรือนจำและทัณฑสถานเป้าหมายรวม 24 แห่ง เพื่อพระราชทานความช่วยเหลือทั้งทางด้านการแพทย์ การพยาบาล และการให้ความรู้ต่าง ๆ ให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรับการรักษาพยาบาลอย่างเท่าเทียมตามหลักมนุษยธรรม เมื่อพ้นโทษจะได้มีสุขภาพสมบูรณ์ทั้งกายและใจ ออกมาสู่สังคมภายนอกและประกอบอาชีพสุจริตได้อย่างมีคุณภาพ



ต่อมาเมื่อวันที่ 18 ม.ค. 2563 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ โดยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งพร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ไปใน “พิธีสวนสนามถวายสัตย์ปฏิญาณของทหาร-ตำรวจ เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 และวันกองทัพไทย” ณ ศูนย์การทหารม้าค่ายอดิศร ต.ปากเพรียว อ.เมือง จ.สระบุรี

ซึ่งการแสดงของ “กำลังสวนสนามภาคอากาศ” ประกอบด้วย หมู่บินปล่อยควันสีรูปธงชาติ จำนวน 3 เครื่อง เฮลิคอปเตอร์บินผ่าน 2 หมู่บิน (ฮ.บินหมู่ 6 เครื่อง และ ฮ.บินหมู่ 9 เครื่อง รวม 15 เครื่อง) เครื่องบินรบบินผ่าน 2 หมู่บิน (เครื่องบินรบ หมู่บิน 9 และเครื่องบินรบ หมู่บิน 10 รวม 19 เครื่อง) และ “กองพันสวนสนาม” ประกอบด้วย กรมเดินเท้าสวนสนาม จำนวน 7 กรม 28 กองพัน กรมวิ่งสวนสนาม จำนวน 1 กรม 4 กองพัน กองพันทหารม้ารักษาพระองค์ จำนวน 1 กองพัน กรมยานยนต์ จำนวน 2 กรม 6 กองพัน โดยในพิธีกำลังพลสวนสนาม ทหาร-ตำรวจ และผู้ร่วมในพิธีฯ ร่วมกันร้องเพลงสดุดีจอมราชาถวาย รวมไปถึงการจุดพลุเฉลิมพระเกียรติจำนวน 500 นัด

เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 42 พรรษา วันที่ 3 มิ.ย. 2563 ข้าพระพุทธเจ้าขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระพรชัยมงคล ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก โปรดอภิบาลบันดาลดลให้ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ทรงพระเกษมสำราญ มีพระชนมพรรษายิ่งยืนนานเทอญ.
.............
ทีมข่าวสตรี เดลินิวส์