อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 1 มีนาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 1 มีนาคม 2564

'ทนายตั้ม'ไม่ไปบ้านกกกอก ฝากบอก'อัจฉริยะ'อย่ามายุ่ง

'ทนายตั้ม'ไม่เข้ามุกดาหาร ยินดีช่วย 'ลุงพล' หากถูกออกหมายจับ 'คดีน้องชมพู่' ส่วนคดีครอบครองไม้มะค่าแต้ ขอเลื่อนพบตำรวจไปก่อน จันทร์ที่ 25 มกราคม 2564 เวลา 20.45 น.

เมื่อวันที่ 25 ม.ค. ที่โรงแรมแห่งหนึ่งใน ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม พร้อมด้วย นายไชย์พล วิภา หรือ "ลุงพล"  กับ นางสมพร หลาบโพธิ์ หรือป้าแต๋น ร่วมกันแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ในกรณีประเด็นคดีน้องชมพู่ และประเด็นอื่นๆ เกี่ยวกับลุงพลที่สังคมให้ความสนใจอยู่ในขณะนี้ โดย นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม กล่าวว่า ประเด็นแรก ตนไม่สามารถเดินทางไปพื้นที่ บ้านกกกอก จ.มุกดาหารได้ เนื่องจากทางจ.มุกดาหาร มีคำสั่งห้ามให้บุคคลจากพื้นที่เสี่ยงโรคโควิด-19 เดินทางเข้าพื้นที่ หากเดินทางไปแล้วจะต้องถูกกักตัวเป็นเวลา 14 วัน จึงอยากขอโทษ ผวจ.มุกดาหาร และสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) มุกดาหาร ที่พาดพิงไปก่อนหน้านี้ ก่อนที่จะมาถึงที่นี่ทราบอยู่แล้วว่า จะมีการกักตัว ได้ประสานกันแล้วโดยไม่ต้องกักตัว ให้โหลดแอพรายงานตัว แต่เพื่อความมั่นใจ ตนได้ตรวจโควิด-19 โดยนำผลและเอกสารจากจังหวัดในการขอออกนอกพื้นที่มาด้วย เพื่อมาทำภารกิจที่ จ.สกลนคร และมุกดาหาร แต่ด้วยความคลาดเคลื่อน วันนี้จึงต้องเปลี่ยนแผน เพราะไม่อยากขัดต่อกฎหมาย รอคำสั่งผ่อนคลายก่อนเพื่อจะเข้าพื้นที่ได้ในการหาความจริงคดีของน้องชมพู่ ว่าเสียชีวิตได้อย่างไร แล้วลุงพลไปเกี่ยวข้องอย่างไร

นายษิทรา กล่าวต่อว่า ในส่วนคดีเรื่องไม่ทราบว่า พนักงานสอบสวนเรียกพบวันนี้ในคดีไม้ แต่ทนายไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้ จึงขอเลื่อนไปก่อน ตนไม่หนักใจในคดีนี้ แต่ก็ยินดีช่วย วันนี้ได้คุยกับลุงพล เดี๋ยวรับอาสาอีกเรื่อง ส่วนเจตนาคือลุงพลเข้าใจว่า เป็นไม้ชนิดหนึ่งแต่ครอบครองเป็นไม้อีกชนิดหนึ่ง ตั้งไว้เพื่อให้คนกราบไหว้บูชา ไม่มีเจตนาจะครอบครองหรือยึดถือเป็นของตัวเอง ส่วนคดีทำร้ายร่างกายลุงพลกับนักข่าวก็รู้ว่า ผิดอยู่แล้ว เจอกันก็ขอโทษขอโพยไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ก็ว่ากันไปตามขั้นตอนกฎหมาย คดีนี้ลุงพลไม่ได้ต่อสู้อะไร ส่วนเรื่องจีพีเอสเกี่ยวกับหมอปลา คือ หมอปลาต้องการจะพิสูจน์ว่า ความจริงเป็นของใครกันแน่ หากพิสูจน์ได้ก็ถอนแจ้งความออกไป คดีหมิ่นประมาทยอมความได้อยู่แล้ว คนเคยรักกันมาก่อนไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

นายษิทรา กล่าวต่อว่า ในส่วนการเดินทางมาพื้นที่ จ.สกลนคร จะมีการร้องเรียนหรือไม่ ตั้งแต่เข้ามาพื้นที่ จ.สกลนคร เจ้าหน้าที่ได้ให้ตนรายงานตัวแล้วผ่านแอพลงทะเบียน บริเวณสนามบินสกลนคร เมื่อมาแล้วจะเชิญพยานมาตอนนี้คงลำบาก เพราะติดขัดในหลายขั้นตอน จึงขอเวลาคุยกับลุงพลป้าแต๋นก่อน ต้องรอเข้าพื้นที่บ้านกกกอกได้ก่อน ทั้งนี้ก่อนที่ตนจะมา นักวิเคราะห์หลายคนระบุว่า น้องชมพู่ขึ้นภูเหล็กไฟได้เอง และขึ้นเองไม่ได้ แต่ตอนกินข้าวกับลุงพล ได้รับการยืนยันหนักแน่นว่า ไม่มีทางที่เด็ก 3 ขวบ จะขึ้นภูเหล็กไฟเองได้ ท้ายที่สุดแล้ว ตนต้องไปดูด้วยตาตนเองก่อนว่าเป็นยังไงกันแน่

นายษิทรา กล่าวอีกว่า ตำรวจระบุว่า เส้นผมของน้องชมพู่มีการถูกตัดเส้นผมให้ขาด ในเรื่องนี้ทราบมาคร่าวๆจากผู้มีประสบการณ์ ตอนนี้ในประเทศไทยยังไม่มีเทคโนโลยีใดระบุได้ว่า เส้นผมเกิดจากการตัดหรือทำอะไร อาจจะเป็นการคาดเดาหรือมีหลักวิชาการรับรองหรือไม่ คดีนี้ผ่านมาตั้ง 8 เดือน แล้วยังไม่ออกหมายจับ เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าต้องรวบรวมหลักฐานให้มากที่สุด โดยเฉพาะกระแสที่ว่าหากจะมีหมายจับออกมาแล้วกลายเป็นลุงพล ตนก็ต้องทำคดีช่วยลุงพลอยู่แล้ว




"กรณีมีแฟนคลับโอนเงินเข้ามูลนิธิ ทีมงานทนายของประชาชน วัตถุประสงค์ของมูลนิธิเพื่อช่วยเหลือคนที่เดือดร้อนไม่ได้รับความเป็นธรรมทุกๆ คน ใครจะช่วยเหลือโอนเงินเข้ามูลนิธินี้ก็ไม่ผิด ส่วนเรื่องที่ว่า จะเอาเงินมาช่วยเหลือลุงพลหรือไม่นั้น ตอนนี้ยัง เพราะลุงพลก็ไม่ได้ร้องขอเข้ามา ถ้าร้องขอเข้ามาต้องผ่านกรรมการก่อน และลุงพลขอให้ช่วยครั้งนี้ ก็ไม่ได้ขอให้ทำฟรี แต่แค่ลุงพลก็ไม่ได้มีเงินมากเท่านั้น แต่หากใครโอนมาแล้วไม่สบายใจ ตนก็ยินดีจะควักส่วนตัวคืนได้" นายษิทรา กล่าว

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามว่า อยากฝากอะไรถึงคุณอัจฉริยะหรือไม่ ทนายตั้ม กล่าวว่า ทำเรื่องของตนเองดีกว่า เรื่องของคนอื่นให้คนที่เกี่ยวข้องเขาจัดการ และฝากถึงคนที่มีข้อมูลเกี่ยวกับการทำคดี โดยปกติเขาไม่เอามาเปิดเผยและมาบอกว่า ตนเองหาข้อมูลมามันดูไม่ดี ความลับราชการ ก็คือความลับราชการ




ด้าน ลุงพล กล่าวว่า อยากฝากให้กำลังใจทุกฝ่ายที่ทำคดีนี้ เพราะกดดันมากจากสังคม ต้องขอเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์และให้กำลังใจทุกๆ คนในการทำดคีนี้

อย่างไรก็ตามในวันพรุ่งนี้ ลุงพลป้าแต๋นจะพาทนายตั้ม เดินทางไปวัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหารเพื่อกราบไหว้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และทำบุญ

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    67%
  • ไม่เห็นด้วย
    33%

ความคิดเห็น