อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 26 ตุลาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 26 ตุลาคม 2563

สรุปในม้วนเดียว'#คณะราษฎร2563' กับ'หมุด'ที่หายไป!

สรุปประเด็นแฮชแท็กร้อนโลกออนไลน์ “#คณะราษฎร2563” หมุดคณะราษฎร 2563 ที่ท้องสนามหลวง หมุดหมายแห่งชัยชนะของประชาชน แท้จริงแล้วหายไปไหน จันทร์ที่ 21 กันยายน 2563 เวลา 14.30 น.


กลายเป็นเรื่องราวร้อนแรงที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์และเป็นที่สนใจอยู่บนโลกออนไลน์ จนขึ้นเทรนด์ทวิตเตอร์ประเทศเป็นที่เรียบร้อย สำหรับแฮชแท็ก #คณะราษฎร2563 เนื่องจากหมุดคณะราษฎร หมุดที่ 2 ของกลุ่มผู้ชุมนุม “แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม” ที่ได้ทำการฝังไว้ที่บริเวณท้องสนามหลวง ถนนราชดำเนินกลาง แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ เมื่อรุ่งเช้าของวันที่ 20 ก.ย. 2563 ถูกรื้อออกไปแล้ว หลังจากที่ทาง กทม.ได้ปิดพื้นที่ไม่ให้เข้าเมื่อเวลา 22.00 น. วันที่ 20 ก.ย. และได้เปิดประตูรั้วเมื่อเวลา 05.00 น. นั้น



โดยเรื่องราวของ “หมุดคณะราษฎร หมุดที่ 2” นี้ ผู้ชุมนุมได้ร่วมกันทำพิธีฝังหมุดคณะราษฎร 2563 ที่ท้องสนามหลวง เพื่อเป็นหมุดหมายแห่งชัยชนะของประชาชน มีคนไปเข้าคิวรอถ่ายรูปจำนวนมาก พร้อมกับมีข่าวลือตลอดวันว่าจะมีคนมาถอดหมุดไป เมื่อเวลา 05.00 น. ของวันที่ 21 กันยายน พบว่าหมุดคณะราษฎร 2563 หายไปแล้ว มีร่องรอยรื้อถอนออกและโบกปูนทับเรียบร้อย



เจ้าหน้าที่บริเวณสนามหลวงบอกว่าไม่รู้หมุดหายไปตอนไหน เพราะตนเพิ่งมาเข้าเวร โดยเมื่อคืนวันที่ 20 กันยายน ประตูรั้วสนามหลวงปิดในเวลา 22.00 น. ตอนนั้นหมุดยังอยู่ และประตูเปิดอีกครั้งเวลา 05.00 น. ของวันที่ 21 กันยายน พบว่าหมุดหายไปแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้อธิบดีกรมศิลปากรบอกว่า วันนี้จะไปแจ้งความดำเนินคดีคนที่ปักหมุด เพราะ สนามหลวงขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแล้ว การขุดพื้นฝังหมุดจึงถือเป็นการบุกรุกและทำลายโบราณสถาน มีความผิดตาม พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504

ด้านผู้ชุมนุมเห็นต่างว่า จุดที่ฝังหมุดลงไปนั้นเป็นพื้นปูนที่ทำขึ้นมาใหม่ และการเจาะก็เป็นเพียงการเจาะตื้น ๆ ไม่ได้เจาะลงไปถึงพื้นดิน โดยฝั่งผู้ชุมนุมบอกว่า สนามหลวงขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อปี 2520 แต่เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมามีการเทพื้นปูน แล้วเปิดให้รถทัวร์บรรทุกนักท่องเที่ยวเข้ามาจอดจำนวนมากทุกวัน ทำไมกรมศิลปากรไม่มองว่าเป็นการทำลายโบราณสถานบ้าง



อีกทั้งตอนที่หมุดคณะราษฎร 2475 ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์หายไป (แล้วมีหมุดหน้าใสมาปักแทน) กรมศิลปากรกลับบอกว่าหมุดนี้ไม่ใช่โบราณสถาน และไม่มีประโยชน์ในทางประวัติศาสตร์ เป็นเพียงเครื่องหมายระบุตำแหน่งประกาศแถลงการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองเท่านั้น ผู้ชุมนุมจึงมองว่า การตีความของกรมศิลปากร และการอ้างกฎหมายมาจัดการกับคนที่ปักหมุด เป็นเพียงการเอากฎหมายมาใช้เป็นเครื่องมือเล่นงานประชาชนที่เห็นต่างเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม หลังจากเรื่องหมุดคณะราษฎร 2563 ถูกเผยแพร่ออกไปและมีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง ล่าสุดเมื่อวันที่ 21 ก.ย. พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ปฏิเสธกรณีการหายไปของหมุดคณะราษฎร 2 ที่บริเวณท้องสนามหลวง โดยระบุว่า ตำรวจไม่ใช่ผู้รื้อถอนหมุดดังกล่าว แต่ คาดว่ามีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ดำเนินการ หลังการเข้าไปตรวจสถานที่ร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร กรุงเทพมหานคร ตำรวจสน.ชนะสงคราม และตำรวจกองพิสูจน์หลักฐาน จากนั้นเจ้าหน้าที่ดังกล่าวได้ส่งมอบให้ทางพนักงานสอบสวน สน.ชนะสงคราม รับไปเก็บรักษา เพื่อประกอบการดำเนินคดี ตามที่มีการแจ้งความดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.โบราณสถานฯ ข้อหาบุกรุกโบราณสถาน หรือทําให้เสียหายฯ



ด้านนายสถาพร เที่ยงธรรม ผู้อำนวยการกองโบราณคดี ในฐานะตัวแทนจากกรมศิลปากร เข้าแจ้งความกับ ร.ต.ท.วัชรพงษ์ ทองแดง รอง สว.(สอบสวน) สน.ชนะสงคราม ในความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 กรณีกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมจัดการชุมนุม 19 กันยา ทวงอำนาจคืนราษฎร โดยใช้พื้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และท้องสนามหลวง ซึ่งแกนนำผู้ชุมนุมยังได้ปักหมุดคณะราษฎรที่ 2 บริเวณลานปูนที่ท้องสนามหลวง ซึ่งพนักงานสอบสวนกำลังสอบปากคำพร้อมตรวจสอบพยานหลักฐานต่างๆ ที่นำมา

ซึ่งก่อนหน้านี้ ทางกรุงเทพมหานครและสำนักงานเขตพระนครได้แจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.ชนะสงคราม ในกรณีดังกล่าว ในฐานะผู้แจ้งความที่ 1 ส่วนตำรวจถือเป็นผู้แจ้งความที่ 2 เนื่องจากกรมศิลปากรได้จัดให้สนามหลวงเป็นสมบัติของชาติและส่วนรวมที่อยู่ในการควบคุมดูแลของ กทม.เพื่อให้ประชาชนใช้ออกกำลังกายหรือพักผ่อนหย่อนใจ การขุดเจาะต่างๆ ต้องขออนุญาตจากกรมศิลปากร เมื่อเกิดการชุมนุมหรือขุดขึ้นมาจึงถือเป็นความผิดตามกฎหมายอาญา หน่วยงานของเจ้าหน้าที่รัฐจึงมีสิทธิแจ้งความ ฉะนั้นกรมศิลปกากรจึงถือเป็นผู้แจ้งความที่ 3.



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    56%
  • ไม่เห็นด้วย
    44%

บอกต่อ : 24