อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 24 กันยายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 24 กันยายน 2562

ต้นทุนจบป.6มานะฝึกภาษา ส่งยาคูลท์สื่อสารกับต่างชาติ

สัปดาห์นี้เปิดชีวิต “สาวลำพูน” จบชั้นป.6 เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เป็นแม่บ้าน ขยันทำงานส่งตัวเองเรียนจบบัญชีปวช. ก่อนเลือกเป็นสาวยาคูลท์ มานะอุตสาหะฝึกฝนภาษาใช้สื่อสารกับลูกค้าชาวต่างชาติ พุธที่ 11 กันยายน 2562 เวลา 07.00 น.


เรื่องราวแง่มุมชีวิตในอาชีพ “สาวยาคูลท์” ที่เป็นแรงผลักดันให้ใครอีกหลายคนนั้น ในครั้งนี้กลับมาพบกันอีกเช่นเคย เธอผู้นี้โลดแล่นบนเส้นทางสาวยาคูลท์มากกว่า 18 ปี แต่หากเทียบกับคนอื่น ๆ ประสบการณ์อาจจะยังน้อยกว่า ซึ่งมุมมองการทำงานของ “โสภี แก้วประเสริฐ” วัย 45 ปี สาวยาคูลท์ประจำเซ็นเตอร์ 1 สุขุมวิท 28 และส่วนมากลูกค้าราว 80% จะเป็นชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวญี่ปุ่น โดยในวันนี้เธอจะมาถ่ายทอดเรื่องราวให้ฟังทั้งหมด

แรกเริ่มเดิมทีเธอก็เป็นเพียงเด็กชาวลำพูน ในฐานะพี่คนรองจากพี่น้องทั้งหมด 6 คน เติบโตในครอบครัวที่พ่อแม่รับจ้างหาเช้ากินค่ำฐานะยากจน จบเพียงชั้น ป.6 จึงเข้ามาทำงานที่กรุงเทพฯ เป็น “แม่บ้าน” ให้กับนายจ้างชาวลำพูนที่ทำเมืองแร่ โดยในปี 2533 เงินเดือนที่ได้ประมาณ 800 บาท ทำอยู่ได้สัก 6-7 ปี คิดเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น และเอ่ยปากขอนายจ้างไปเรียนภาคค่ำที่ รร.วัดยานนาวา จนจบชั้น ม.3 ในที่สุดก็ลาออกจากการเป็นแม่บ้าน

ทว่าเธอไม่หยุดความฝันแค่นั้น เลือกเรียนต่อที่ รร.พณิชยการสีลม ระหว่างนั้นก็ทำงานที่บริษัทแห่งหนึ่ง และได้พบรักกับแฟนหนุ่มช่างซ่อมบำรุงของบริษัท ซึ่งไม่ทำให้การเรียนเสีย สุดท้ายสามารถส่งตัวเองเรียนจนจบบัญชีระดับ ปวช. และตัดสินใจอยู่ด้วยกันจนมีลูกสาว 1 คน



แน่นอนว่าการใช้ชีวิตในเมืองหลวงค่าครองชีพก็จะต้องมากตามไปด้วย เธอหันมาเป็นแม่ค้าขาย “ไส้กรอกอีสาน” ตื่นตี 4 มายัดไส้กรอก แต่รายได้ก็ยังไม่มาก จึงไปรับผลไม้สุกมาขายอีกทาง โชคดีที่เจ้าของบ้านเช่าย่านพระราม 4 เป็นเจ้าของสวนเอง เธอจึงรับซื้อมาในราคาที่ถูกและไม่เสียค่าขนส่ง และรู้สึกว่าได้เจอแต่กัลยาณมิตรที่ดีทั้งนั้น

จนวันหนึ่งราวปี 2544 เธอรู้จักคำว่า “สาวยาคูลท์” และอยากที่จะลองหางานใหม่ ๆ ทำเพิ่มเติม แต่ก็แอบคิดว่า การขี่รถมอเตอร์ไซค์ในกรุงเทพฯ จะรอดไหม? ประกอบกับในยุคนั้น พี่โสเคยอ่านบทสัมภาษณ์ของสาวยาคูลท์ในนิตยสาร ได้เห็นความอดทนและความมุ่งมั่นอย่างที่สุด กระทั่งได้เข้ามาเป็นสาวยาคูลท์ ผ่านการอบรมเพื่อให้ทราบว่า...ประโยชน์ของยาคูลท์ในแต่ละขวดที่ลูกค้าจะได้รับมีอะไรบ้าง เพื่อนำไปบอกต่อกับทุก ๆ คน จนถึงปัจจุบัน

แต่กว่าเธอจะรู้จักและคุ้นชินในย่านสุขุมวิท ประสบการณ์จากอาชีพสาวยาคูลท์ได้ให้แง่คิดและมุมมองกับเธอ รู้จักพัฒนาตนเองมากขึ้น เพราะส่วนใหญ่ลูกค้าเป็นชาวญี่ปุ่น ซึ่งทักษะทางด้านภาษาก็จะต้องจดจำและเรียนรู้จากลูกค้า แรก ๆ วิธีแก้ไขปัญหาของเธอ คือ การยื่นเครื่องคิดเลขและปฏิทินให้ลูกค้าชาวญี่ปุ่น เพื่อบอกให้ทราบว่าราคาเท่าไหร่ และจะมาส่งได้วันไหน รวมถึงสื่อสารกับชาวอังกฤษและเยอรมัน

เธอมีเรื่องประทับใจชาวเยอรมันคนหนึ่ง จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีก่อน ชาวต่างชาติรายนี้มีออฟฟิศในย่านสุขุมวิท พนักงาน 5 คน เขาสั่งยาคูลท์ให้ลูกน้องทุกคนทานวันละ 1 ขวด หลายท่านอาจจะมองว่าก็แค่ 5 ขวด แม้จะไม่มากมายอะไร แต่ผ่านมา 10 ปีตอนนี้เพิ่มเป็นวันละ 27 ขวด ซึ่งเธอกลับรู้สึกประทับใจที่ลูกค้าเมตตาเธอจนถึงทุกวันนี้ก็ยังทักทายตลอดเมื่อเจอหน้ากัน “สบายดีไหมครับ” เธอจึงกล้าพูดว่าในชีวิตนี้แทบจะไม่เคยเจอคนที่ไม่ดีเลย

“ตัวพี่โสเองเลือกมองสิ่งดี คนไม่ดีไม่เจอเลยนะ ถ้าเราคิดดี ทำดี พี่โสเชื่อว่าจะได้สิ่งนั้นตอบแทน พี่เชื่อว่าสาวยาคูลท์ทุกคนแยกอารมณ์ได้ พี่เองอยู่ที่บ้านแม้จะมีเรื่องอะไรหนักใจ แต่พอได้ใส่ชุดยาคูลท์ ต้องแยกอารมณ์ให้ออก ถ้าไม่ยิ้มแย้มใครจะยิ้มให้เรา ฉะนั้นทำงานที่เรารัก เราจะทำออกมาได้ดี มีความสุขและไม่เครียด แล้วความสุขนั้นก็จะแสดงออกทางสีหน้าเราเอง”สาวยาคูลท์คนดังกล่าว เผยมุมมองต่อการทำงาน



ขณะเดียวกันผู้ชายที่เข้ามาในชีวิตของเธอ “ธนิต แก้วประเสริฐ” อายุ 51 ปี สามีผู้ที่อยู่เคียงข้างเธอมาตลอดก็เรียกว่าเป็นคนดีที่สุด เพราะเธอบอกให้ฟังว่า “แฟนพี่โสต่างคนต่างสู้ด้วยกัน ผ่านความลำบากด้วยกัน ล้างจาน กวาดบ้าน งานทุก ๆ อย่าง สามีหรือภรรยามันไม่ใช่หน้าที่ที่ใครจะต้องทำ แต่ใครถึงบ้านก่อนก็ทำ ไม่มีการเกี่ยงกัน”

ส่วนลูกสาววัย 21 ปี กำลังเรียนชั้นปีที่ 4 คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ สาขาวิชาการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร ก็ตั้งใจเรียนไม่เคยเกเรหรือไม่ทำอะไรให้พ่อแม่หนักใจ สอนให้ซักผ้าตั้งแต่อนุบาลกระโปรงแดง ซักเองถึงจะรู้ว่าความรับผิดชอบมีกันทุกวัย เพราะทุกคนในบ้านมีหน้าที่ของตัวเอง ก่อนเข้านอนลูกสาวคนนี้ก็ไม่เคยลืมที่จะกราบเท้าพ่อกับแม่ก่อนเข้านอนอีกด้วย

พี่โส บอกว่า ลูกค้าย่านสุขุมวิทนั้น จะมัวรีรอใช้คำว่า “เดี๋ยวค่อยไปส่ง” ไม่ได้เด็ดขาด!!! เพราะส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติมีไฟท์บินกลับ ฉะนั้นต้องขยันให้มากที่สุด ที่สำคัญกระตือรือล้นเพื่อเพิ่มโอกาสได้รู้จักลูกค้าใหม่ ๆ มากขึ้น มันคือหัวใจของการทำงานที่ทุกคนพึงมี

ถ้าลูกค้าปฏิเสธก็จะบอกว่า “ไม่เป็นไรค่ะ ครั้งหน้าเดี๋ยวมาใหม่นะคะ อุดหนุนสาวยาคูลท์ได้นะคะ” โดยใน 1 วันเธอต้องเดินทางไปส่งยาคูลท์ตามคอนโดฯ มากกว่า 20 แห่ง ซึ่งจะต้องแลกบัตรเข้าไป และแลกบัตรขึ้นคอนโดฯ ตรงนี้เองทำให้เธอรู้สึกดีที่สาวยาคูลท์เป็นที่ไว้วางใจ แม้บางคอนโดฯ จะเข้าไม่ได้ เพราะเรื่องความปลอดภัยของลูกบ้านที่เป็นสิ่งสำคัญต้องมาเป็นลำดับแรก เธอก็จะแก้ไขด้วยการโทรศัพท์แจ้งลูกค้าและรบกวนฝากไว้ที่นิติฯ ด้านล่าง และไม่ลืมที่จะแนะนำว่าควรแช่เย็นเพื่อรักษาจุลินทรีย์ที่ดีไว้



แรก ๆ เธอยอมรับรู้สึกอึดอัดที่ไม่กล้าพูดออกไปว่า จุลินทรีย์ยาคูลท์มีประโยชน์ต่อลำไส้ของมนุษย์อย่างไร เพราะคำว่า ...ไม่กล้าที่จะพูด” กลัวการสื่อสารกับชาวต่างชาติ พอวันหนึ่งเธอกล้าก้าวผ่านความกลัวและพูดออกมา ความรู้สึกกลัวนั้นละลายหายไปหมด เธอจึงอยากฝากบอกสาวยาคูลท์รุ่นใหม่ ว่า กล้าที่จะพูดและสื่อสาร หากยังไม่กล้าพูดเต็มประโยค ก็เพียงกล่าวคำทักทาย ยิ้มแย้มแจ่มใส ลูกค้าก็จะเปิดใจรับเราเข้าไปเป็นสาวยาคูลท์ประจำครอบครัว

อย่างเช่นเด็ก ๆ ที่เธอจำได้ดีว่า เมื่อ 10 กว่าปีก่อนพวกเขายังตัวเล็ก ๆ แต่พอมาวันนี้พวกเขาได้เป็นหมอ จบแพทย์ หรือไปเรียนกลับจากเมืองนอก แม้พี่โสจะเป็นแค่สาวยาคูลท์ แต่เด็ก ๆ ในวันนั้นได้กลายเป็นคุณหมอและยังยกมือไหว้ เข้ามากอด และมอบความรักให้สาวยาคูลท์คนนี้

ทุกวันนี้สาวยาคูลท์วัย 45 ปีคนนี้ ไม่เคยทิ้งความรู้ด้านบัญชีที่เคยทำงานส่งตัวเองเรียนจนจบในระดับ ปวช. เธอรู้จักแบ่งเงินเดือนดังนี้ โดยก้อนหนึ่งเธอจะแบ่งให้พ่อแม่ทุกเดือน และส่วนหนึ่งเลือกนำไปลงทุน LTF กองทุนรวมหุ้นระยะยาว ซื้อที่เก็บไว้บ้าง อาทิ สวนลำไยและมะม่วงอย่างละ 8 ไร่ รวม 16 ไร่ สร้างบ้านที่ จ.ลำพูน 1 หลัง และสร้างที่ จ.สุริทน์ 1 หลัง (บ้านเกิดสามี) และมีบ้านที่สุขุมวิท 101/1 อีก 1 หลัง นี่แหละเรื่องราวทั้งหมดของเด็กบ้านนอกที่สู้ชีวิตและในวันนี้กลายมาเป็นสาวยาคูลท์ในเมืองหลวง.
...............................
รู้จักยาคูลท์เพิ่มเติมที่ : @บริษัท ยาคูลท์ (ประเทศไทยจำกัด 

คลิกที่นี่...อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับยาคูลท์



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 26