อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 21 มิถุนายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 21 มิถุนายน 2564

กก.ลุยถกปม หนุ่มเมืองนนท์ ดับหลังฉีดวัคซีน

กก.พิจารณาอาการไม่พึงประสงค์จากการฉีกวัคซีน ลุยถก ปม หนุ่มเมืองนนท์ ดับหลังฉีดวัคซีน พบกล้ามเนื้อหัวใจตาย พร้อมแจง ประสิทธิภาพวัคซีนทุกตัว รวมซิโนแวค-แอสตราฯ ป้องกันป่วยหนัก 100% แนะ อย่าดูแค่ตัวเลข ระบุการทดลองวัคซีนทำในพื้นที่–เวลา–เผ่าพันธุ์ต่างกัน เปรียบเทียบไม่ได้   พฤหัสบดีที่ 6 พฤษภาคม 2564 เวลา 17.02 น.


เมื่อวันที่ 6 พ.ค. ที่กระทรวงสาธารณสุข รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ กล่าวถึงชายไทย จ.นนทบุรี อายุ 51 ปี พนักงานขับรถเอกซเรย์ เสียชีวิตหลังรับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ได้เพียง 2 วัน โดยผลชันสูตรระบุกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ว่า ในรายนี้คณะกรรมการพิจารณาเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จากวัคซีน อยู่ระหว่างดำเนินการสอบสวนข้อมูลโดยละเอียด ทั้งนี้รายนี้มีรายงานว่า เกิดจากโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน เท่าที่อ่านข้อมูลเบื้องต้นก็ถือว่ามีอาการเข้าได้กับโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายชัดเจน เนื่องจากมีอาการเจ็บหน้าอก แต่หลักฐานข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนที่สุดว่าเป็นโรคนี้หรือไม่ คือ กราฟการเต้นของหัวใจ คาดว่าจะใช้เวลาไม่นาน จะได้ข้อสรุปออกมาเร็วๆ นี้ สำหรับโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันมักพบในคนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และเบาหวาน บางคนเป็นโดยไม่รู้ตัว
 
รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี กล่าวในการแถลงข่าวถึงประสิทธิภาพวัคซีน และประโยชน์จากการฉีด ว่า สิ่งสำคัญของการฉีดวัคซีนโควิด ต้องชั่งน้ำหนักว่าประโยชน์กับโทษอันไหนมากกว่ากัน ซึ่งการวัคซีนมีประโยชน์มากกว่าโทษแน่นอน ทั้งนี้ที่ผ่านมาจะมีข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนแต่ละยี่ห้อ เช่น ไฟเซอร์ 95% โมเดอร์นา 94% สปุตนิก V 92%  นาโนแวค 89% แอสตราฯ 67% และจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน 66%  ซึ่งข้อมูลนี้ไม่มีซิโนแวค เพราะออกมาทีหลัง แต่หลายคนมักยึดติดตัวเลขเหล่านี้ ซึ่งจริงๆ แล้วตัวเลขพวกที่ต่างกันเพราะมีการวิจัยในต่างสถานที่ ต่างช่วงเวลา เช่น เวลามีการะบาดกับ ไม่มีการระบาด เผ่าพันธุ์ต่างกัน บางแห่งมีการกลายพันธุ์ ดังนั้นไปดูเฉพาะตัวเลขอย่างเดียวไม่ได้ สิ่งที่ทางการแพทย์อยากเห็นคือ วัคซีนเกือบทุกอันป้องกันการเสียชีวิตเกือบ 100% ป้องกันการนอน รพ. ป้องกันอาการรุนแรงได้ ซึ่งอาการน้อยๆ ไม่รุนแรงก็ถือว่าไม่กังวล
 
สำหรับวัคซีนซิโนแวคผลการศึกษาพบว่าป้องกันอาการรุนแรงได้ 100% ป้องกันอาการปานกลาง เช่น ป่วยไข้ต้องนอน รพ.แต่ไม่ถึงอาการรุนแรงป้องกันได้ถึง 83.7% และในกลุ่มที่ไม่มีอาการ ป้องกันการติดเชื้อได้อีก 50.7%  อย่างไรก็ตาม กรณีที่บราซิล มีการฉีดวัคซีนซิโนแวค ฉีดไป 2 สัปดาห์ผู้ป่วยลดลง ดังนั้น เราอยากเห็นเวลาใช้จริงว่า ผลเป็นอย่างไร เนื่องจากช่วงวิจัยอาจใช้อาสาสมัคร 3-4 หมื่นคน แต่ความเป็นจริงใช้มากกว่านั้น 
 
ส่วนวัคซีนแอสตร้าเซเนกา ที่จะเข้ามาในล็อตใหญ่เดือน มิ.ย.2564 สำหรับวัคซีนชนิดนี้ใช้อายุ 18 ปีขึ้นไป การฉีดเข็มแรกน่าจะป้องกันได้อย่างน้อย 3 เดือน ส่วนตัวก็ฉีดวัคซีนของแอสตราฯ เมื่อ 6 สัปดาห์ที่ผ่านมา ตนมีภูมิคุ้มกันป้องกันโรคได้ และแน่นอนป้องกันได้ไม่ต่ำกว่าครึ่งจากข้อมูลการศึกษาวิจัย ส่วนประสิทธิภาพที่ฉีด 2 เข็ม มีประสิทธิภาพ 62-81.5% ซึ่งศึกษาหลายที่และศึกษาในช่วงที่มีโรคระบาด อย่างไฟเซอร์และโมเดอร์นา ศึกษาในช่วงที่ไม่ค่อยระบาดมาก 
 
ขณะที่บราซิลได้ศึกษาบุคลากรทางการแพทย์ กำลังมีการติดเชื้ออย่างมาก และเชื้อที่ติดมีส่วนหนึ่งเป็นเชื้อกลายพันธุ์ จึงมีการศึกษาวัคซีนแอสตราฯ มีผลต่อเชื้อกลายพันธุ์หรือไม่ พบว่าค่อนข้างดี โดยเฉพาะสายพันธุ์อังกฤษ B117 ได้ผลประมาณเกือบ 70% ส่วนสายพันธุ์ดั้งเดิมป้องกันได้ประมาณ 80% แต่สายพันธุ์แอฟริกาใต้ B1351 อันนี้วัคซีนแอสตราฯ ไม่ค่อยดี แต่สายพันธุ์อังกฤษ บราซิลค่อนข้างดี ส่วนข้อมูลของไฟเซอร์และโมเดอร์นากำลังศึกษาการป้องกันสายพันธุ์กลายพันธุ์ และวัคซีนแอสตราฯ พบว่าผลข้างเคียงเข็มที่ 1 มากกว่าเข็มที่ 2  ซึ่งวัคซีนทุกอย่างมีผลข้างเคียงหมด เพียงแต่ประโยชน์มากกว่า
 
รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี กล่าวอีกว่า มีการศึกษาในสกอตแลนด์ถึงวัคซีนแอสตราฯ และไฟเซอร์ว่าอันไหนดีกว่ากัน ซึ่งไม่ด้อยกว่ากัน และแอสตราฯ ไม่ได้ขี้เหร่กว่าไฟเซอร์ ซึ่งมีผลศึกษาวิจัยหลังจากเข็มที่ 1 และเริ่มป้องกันโรคตั้งแต่สัปดาห์ที่ 3 เป็นต้นไป แม้ระหว่างการใช้เกิดปัญหาขึ้น ว่ามีผลข้างเคียงกรณีเกิดลิ่มเลือดขึ้นได้นั้น ทางองค์การอนามัยโลกเปิดเผยข้อมูลว่า การเกิดลิ่มเลือดในกลุ่มวัคซีนแอสตราฯ, จอห์นสันพบประมาณ 4 ใน 1 ล้านเข็ม คือ  1 ต่อ 2.5 แสนเข็ม พบเสียชีวิต 1 ใน 4 ราย  หรือ 1 ในล้านเข็ม ที่เสียชีวิตจากโรคลิ่มเลือด แต่คนที่เป็นโควิด 8 คน สามารถเกิดลิ่มเลือดได้ 1 คน และมีอัตราการเสียชีวิตโควิด 2 ใน 100 คน นอกจากนี้โรคลิ่มเลือดยังเกิดในคนสูบบุหรี่จัดประมาณ 1.7 พันกว่าคนต่อล้านประชากรที่สูบบุหรี่จัด อย่างไรก็ตาม โรคลิ่มเลือด ไม่ใช่โรคในคนเอเชีย ซึ่งตอนนี้เรายังใช้วัคซีนน้อย แต่เมื่อใช้เยอะๆ ก็เฝ้าระวังอยู่ แต่ตนเชื่อว่าจะค่อนข้างน้อย ด้วยหลายสาเหตุ โดยเฉพาะสาเหตุจากพันธุกรรม
 
“สิ่งที่เราอยากเห็นคือ การป้องกันป่วยได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งตัวเลขพวกนี้จะออกมาหลากหลาย แต่ตัวเลขสำคัญคือ ป้องกันป่วยหนักได้แค่ไหน ซึ่งทุกตัวป้องกันได้ 100% ทั้งหมด และป้องกันการแพร่เชื้อได้แตกต่างกันไป ดังนั้น การศึกษาข้อมูลวัคซีนต้องพิจารณาด้วยข้อมูลรอบด้าน ซึ่งสรุป คือ ประโยชน์มีมากกว่า อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทยวัคซีนโควิดยี่ห้ออื่นๆ นอกเหนือจากที่มีทุกวันนี้ ต้องบอกว่ากำลังเรียงคิวเข้ามา ซึ่งก็ต้องเป็นไปตามการขออนุญาต” รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี กล่าว.

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น