อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 21 มิถุนายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 21 มิถุนายน 2564

สธ. ยัน ไม่หว่านแหจ่าย "ยาฟาวิพิราเวียร์"

สธ. ยัน ไม่หว่านแหจ่าย "ยาฟาวิพิราเวียร์" คนติดโควิดไร้อาการ หวั่นเกิดปัญหาดื้อยา-อาการข้างเคียง ลั่นให้ตามหลักเกณฑ์ คนมีความเสี่ยง มีโรคร่วม อาการหนัก เผยแผนกระจายยาทั่วประเทศ พฤหัสบดีที่ 6 พฤษภาคม 2564 เวลา 15.35 น.


เมื่อวันที่ 6 พ.ค. ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวในการแถลงข่าวสถานการณ์โรคโควิด-19 ว่า เนื่องจากมีกระแสข่าวค่อนข้างสับสนเกี่ยวกับการรักษาผู้ป่วย โควิด-19 โดยเฉพาะเรื่องการใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ ดังนั้นนายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข จึงได้สั่งการให้กรมการแพทย์ได้ออกมาแถลงถึงแนวทางการรักษาผู้ติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งที่ผ่านมามีการหารือผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อและผู้เชี่ยวชาญด้านโรคปอด ทั้งจากโรงเรียนแพทย์และสมาคมโรคติดเชื้อ สมาคมอุรเวชช์ มาช่วยกันระดมสมอง โดยดูผลการรักษาตั้งแต่การระบาดตั้งแต่ปีที่แล้ว การระบาดที่สมุทรสาคร รวมถึงการระบาดในช่วงเดือน เม.ย. ซึ่งมีการระบาดสายพันธุ์ที่แตกต่างกัน


ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญจากทุกภาคส่วนยืนยันตรงกันว่า กรณีผู้ติดเชื้อยืนยันที่ไม่มีอาการและไม่มีโรคร่วม จะยังไม่ให้ยารักษาเฉพาะ ส่วนผู้ติดเชื้อยืนยันที่อาจจะมีอาการเล็กน้อย หรือไม่มีอาการแต่มีโรคร่วมหรือมีปัจจัยเสี่ยง ซึ่งนอกเหนือจากการรักษาตามอาการ แล้วสามารถให้ยาต้านไวรัสฟาวิพิราเวียร์ได้ตามดุลพินิจของแพทย์ อาทิ อายุ 60 ปีขึ้นไป เป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง รวมโรคปอดเรื้อรังอื่นๆ โรคไตเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหัวใจแต่กำเนิด โรคหลอดเลือดสมอง เบาหวานที่ควบคุมได้ไม่ดี ภาวะอ้วนน้ำหนักมากกว่า 90 กิโลกรัม ตับแข็ง ภาวะภูมิคุ้มกันต่ำและภาวะอื่นๆที่แพทย์พิจารณาเห็นว่าเป็นปัจจัยเสี่ยง จึงเปิดช่องเอาไว้ให้แพทย์ที่รักษาให้พิจารณาเป็นรายๆ ไป ขณะที่คนติดเชื้อที่เริ่มมีอาการปอดอักเสบเล็กน้อย นอกจากให้ยาฟาวิพิราเวียร์แล้ว การให้ยาสเตียรอยด์ยังสามารถช่วยลดความรุนแรงจนต้องใส่เครื่องช่วยหายใจในอนาคตได้


"ที่เราไม่หว่านแหให้ยาฟาวิพิราเวียร์เลย เพราะมีผลข้างเคียง บางคนจะมีปัญหาตับอักเสบ และในที่สุดจะเกิดปัญหาเชื้อดื้อยาซึ่งเป็นภาวะที่ผู้เชี่ยวชาญเป็นห่วงมาก เพราะตอนนี้เท่าที่ดูยังไม่มียารักษาเฉพาะ มีเพียงการวิจัยระยะ 2, 3 แต่ยังไม่ได้มีการขึ้นทะเบียนและยังเอามาใช้ไม่ได้ ดังนั้นเราจะต้องเก็บยาตัวนี้เอาไว้เป็นอาวุธสำคัญที่ใช้รักษาโรคโควิด จึงไม่อยากหว่านแห ที่สำคัญเราพบว่าผู้ติดเชื้อยืนยันที่ไม่มีอาการและไม่มีโรคร่วมที่มีประมาณ 30-40% นั้น ในจำนวนนี้มี 80-90% ไม่เปลี่ยนไปเป็นผู้ป่วยอาการสีเหลืองหรือสีแดง จึงไม่จำเป็นต้องให้ยาเพราะจะเป็นการให้ยาโดยเปล่าประโยชน์" นพ.สมศักดิ์ กล่าว


อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวต่อว่า สำหรับการบริหารจัดการยายาฟาวิพิราเวียร์ ขณะนี้ มีการกระจายยา 2 ล้านเม็ดไปทั่วประเทศแล้ว อีก 3 ล้านเม็ด จะเข้ามาในประเทศไทยวันที่ 20 พ.ค. นี้ ส่วนปริมาณการใช้ปัจจุบันวันละ 50,000 เม็ด ดังนั้น ใน 5 ล้านเม็ดที่มีอยู่นั้น จะพอใช้สำหรับ 3 เดือนกว่าๆ อย่างไรก็ตามนายอนุทิน ได้สั่งการสั่งการให้องค์กาคเภสัชกรรมจัดหามาเติมในสต๊อกตลอดเวลาจำนวน 2 ล้านเม็ด ทั้งนี้การกระจายยาตามต่างจังหวัดให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุขหารือกันภายในเขต แล้วก็จะยาไปในทุกจังหวัดเพื่อให้การจ่ายยาฟาวิพิราเวียร์เป็นไปด้วยความสะดวก สำหรับพื้นที่กรุงเทพฯ มีการกระจายไปที่เครือข่าย รพ.เอกชน ที่เป็นเครือข่ายใหญ่ๆไปหมดแล้ว ส่วน รพ.เล็กประมาณ 20 แห่ง ก็มีการเอายาไปสำรองและใช้วิธีการเบิกทดแทน จึงไม่มีกระบวนการขาดตกบกพร่องไป ขณะที่โรงเรียนแพทย์ รพ.ของ กทม. หรือ รพ.กลาโหม รพ.ตำรวจ ต้องมีการนำยาไปสำรองไว้เช่นเดียวกัน การเบิกจะเบิกแค่ไปทดแทนของเก่าเท่านั้น นอกจากนี้ยังกระจายยาไปที่ฮอสพิเทล และ รพ.สนาม ด้วย นี่คือกระบวนการที่ปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์การระบาดในปัจจุบัน

นพ.สมศักดิ์ กล่าวอีกว่า สำหรับแนวทางการดูแลในสถานพยาบาล และการบริหารจัดการเตียงนั้น เราอยากให้รักษาใน รพ. 14 วัน แต่ถ้าพื้นที่ไหนมีปัญหาเรื่องการบริหารเตียง แล้วถ้าดูแลผู้ป่วยคนไม่มีอาการ 24-48 ชั่วโมง ให้สามารถจำหน่ายออกจาก รพ.ได้ตั้งแต่วันที่ 10 หลังตรวจเจอเชื้อเป็นต้นไป แต่ขอให้กักตัวที่บ้านอีก 4 วัน ทั้งนี้ ฝากประชาชนด้วยตอนนี้เรากำลังพยายามดึงกราฟลง หากทุกคนช่วยกันเชื่อว่าเราจะสามารถทำได้.
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น