อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 28 กันยายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 28 กันยายน 2563

'เนตร'อ้างสั่งไม่ฟ้องบอสทำถูกต้อง ไม่ต้องรายงานอสส.

"อ.วิชา" ชี้ต้องคุ้มครอง ดูแลความปลอดภัยพยาน เผย "บิ๊กตู่" ย้ำคดีขึ้นสู่ศาลให้ได้เพื่อให้ประชาชนประจักษ์ความยุติธรรม "เนตร" ยันสั่งไม่ฟ้องเป็นอำนาจทำโดยถูกต้อง ไม่ต้องรายงานอัยการสูงสุด ด้าน "อรรถพล" เตรียมประชุมคณะกรรมการอัยการ 18 ส.ค.นี้ ซัก "คดีบอส" ศุกร์ที่ 14 สิงหาคม 2563 เวลา 18.59 น.


เมื่อวันที่ 14 ส.ค.นายวิชา มหาคุณ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาที่อยู่ในความสนใจของประชาชน แถลงข่าวภายหลังประชุมนาน4ชั่วโมงว่าประชุมคณะกรรมการชุดใหญ่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงข้อกฏหมายถึงความรับผิด รับชอบของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี นายบอส อยู่วิทยา โดยได้เชิญมา 2 ท่าน คือ นายเนตร นาคสุข อดีตรองอัยการสูงสุด และนายอรรถพล ใหญ่สว่าง อดีตประธานคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) และอดีตอัยการสูงสุด (อสส.)

ทั้งนี้ นายอรรถพล ยืนยันในความเห็นของท่านมีข้อสังเกตุว่า นายพงษ์วิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร อดีตอัยการสูงสุด ได้สั่งฟ้องไปแล้ว แต่นายเนตร หยิบยกเรื่องขอความเป็นธรรม ขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง ทั้ง ๆ อดีตอัยการสูงสุด สั่งยุติเรื่องไปแล้วให้ดำเนินการฟ้องไปตามคำสั่ง อธิบดีอัยการศาลอาญากรุงเทพใต้ ดังนั้นจะหยิบมาไม่ได้ ถ้าจะหยิบต้องรายงานให้ อัยการสูงสุด(อสส.)ปัจจุบันรับทราบด้วย ว่าดำเนินการประการใด จึงถือว่านายเนตร ไม่รอบครอรอบ ถือว่าการสั่งโดยมิชอบ โดยนายอรรถพล ขอให้ติดตามการประชุม ก.อ.วันที่ 18 ส.ค.นี้ ซึ่งในประชุม ก.อ.จะหารือถึงประเด็นการใช้ดุลพินิจที่ชอบหรือไม่ และมีความผิดอย่างไร

ขณะนี้นายอรรถพล ได้พูดกับ อสส.จะเห็นอย่างใดกับคำสั่งของ นายเนตร แต่อสส.ยังเฉย ๆ ไม่ตอบว่าอะไร และกรณีในอสส.ให้มีการแต่งตั้งชุดตรวจสอบดุลพินิจ ชอบมิชอบอย่างไร ทั้งที่น่าเป็นเรื่องของก.อ.สั่งตั้งเอง แต่ผู้นำองค์กร กลับมาตั้งเอง ยุ่งยากหรือไม่ สุดท้ายแล้วต้องฟังวันที่ 18 ส.ค.นี้ นักข่าวขนกองทัพไปที่นั่น ถือว่าเป็นการประชุมครั้งสำคัญ และนายอรรถพล มีความเห็นตรงกับ นายคณิต ณ นคร อดีตอัยการสูงสุด ที่ระบุว่าไม่มีกฏหมาย สั่งเรื่องการร้องขอความเป็นธรรม ผู้ที่ในระดับรอง ต้องได้รับมอบอำนาจจากอสส. ที่น่าสนใจ ขณะปฏิบัติหน้าที่ยังไม่ได้เป็นรองอัยการสูงสุดโดยสมบูรณ์ เพราะยังไม่โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม

"...สิ่งที่น่าสนใจ คือ นายเนตร ขณะปฏิบัติหน้าที่ก็ไม่ได้เป็นรองอัยการสูงสุดโดยสมบูรณ์ หรือ จะเรียกว่ายังไม่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม จะได้สั่งการไปในฐานะของอธิบดีอัยการศาลสูง รักษาราชการในตำแหน่งรองอัยการสูงสุด และปฏิบัติราชการแทนอัยการสูงสุดซึ่งเป็นตำแหน่ง 3 ต่อ จึงเกิดประเด็นปัญหาที่น่าคิดและเป็นข้อกฎหมายที่ต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะทำงานชุดนี้ด้วย โดยจะเชิญ นายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อัยการสูงสุด มาชี้แจงให้ถ้อยคำกับเราด้วย ในสัปดาห์หน้าซึ่งกำหนดไว้แล้ว แต่จะต้องประสานอีกทีว่าจะกรุณามาให้ถ้อยคำได้เมื่อไหร่อย่างไร..." นายวิชา กล่าว

ส่วน นายเนตร ในฐานะรองอัยการสูงสุดที่สั่งไม่ฟ้อง ได้บอกว่าเป็นการสั่งเพิ่มเติมไม่ได้ดูรายละเอียดในสำนวน จะสั่งตามที่มีทนายความร้องขอความเป็นธรรมมา แล้วทางผู้ที่ดูแล สำนักคดีกิจการอัยการ เป็นคนที่ตั้งเรื่องมาว่าเห็นสมควรที่จะสั่งสอบเพิ่มเติม และนายเนตร ได้มาดูสำนวนจริง ๆ ก็ตอนที่ตำรวจดำเนินการสอบเพิ่มเติมแล้ว พร้อมกับเรื่องราวทั้งหมด และ นายเนตร ยังยืนยันว่าสั่งไม่ฟ้องโดยถูกต้องและไม่เห็นด้วยกับข้อสังเกตของนายอรรถพล โดยยืนยันว่าทำถูกต้องทุกอย่าง เพราะสั่งโดยมีอำนาจและสั่งเช่นนี้ตลอดเวลา ในกรณีที่หยิบยกเรื่องขอความเป็นธรรมมา ซึ่งจะเห็นว่าทำได้ตลอด ไม่ถือว่าคำสั่งนี้เป็นการลบคำสั่ง นายพงศ์วิวัฒน์ เพราะเป็นการสั่งเฉพาะเรื่องร้องขอความเป็นธรรมเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับเรื่องสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้อง ซึ่งเป็นการสั่งในเรื่องขอความเป็นธรรม เพราะฉะนั้นจึงมีอำนาจเต็มบริบูรณ์ และยืนยันว่าไม่จำเป็นต้องรายงานต่ออัยการสูงสุดเพราะถือว่าตนเองมีอำนาจโดยสูงสุดอยู่แล้ว

ซึ่งทาง ก.อ. จะต้องพิจารณาในเรื่องนี้ต่อไปและที่นายเนตร ตัดสินใจลาออกเพราะตัดสินใจด้วยตัวเอง ว่าจะเป็นผลดีต่อองค์กรให้หมดความยุ่งยากไป ให้เหตุผลว่าไม่อยากเป็นตัวถ่วงและทำให้กลับมาใช้ชีวิตปกติ อย่างไรก็ตามการลาออกมีผล ต่อเมื่ออัยการสูงสุดสั่งอนุญาตหรืออนุมัติการลาออก ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้สั่งอนุมัติการลาออกและยังคงเป็นรองอัยการสูงสุดอยู่ และอัยการสูงสุดจะสั่งเมื่อใดก็ไปติดตามเอาเอง

ส่วนกรณีสอบชุดของปลัดกระทรวงยุติธรรม ซึ่งได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบบุคคลทั่วไป ก็ได้ความคืบหน้านี้ของผู้เชี่ยวชาญเรื่องความเร็วของรถ เรื่องโคเคน โดยได้รับความรู้เพิ่มขึ้นมากมายและจะนำมาประกอบการพิจารณาว่าการทำสำเนาบกพร่องจริงหรือไม่ โดยได้รับสำนวนของทางตำรวจเรียบร้อยแล้วและถ้าตำรวจก็มีความคืบหน้าตลอดเวลาเพราะได้รายงานกับคณะทำงานเราว่า ทางผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติก็กำลังพิจารณาอยู่ว่าจะดำเนินการในเรื่องการใช้อำนาจตามมาตรา 147 หรือไม่อย่างไร ตามประมวลวิธีการพิจารณากฎหมายอาญา หรือจะถือว่ากระบวนการนั้นเป็นกระบวนการที่ไม่ชอบก็เป็นเรื่องที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจะพิจารณาโดยละเอียดในฐานะที่กำกับดูแลด้านกฎหมาย ก็ได้รับปากแล้วเดินหน้าไปในเรื่องนี้ซึ่งทั้งหมดถือว่าคืบหน้าไปพอสมควร

สำหรับชุดสอบของตำรวจในวันจันทร์นี้ที่ 17 ส.ค. ของ พล.อ.กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการชุดนี้ ก็จะสอบพยานชุดทีมทำงานของ พล.ต.ท.เพิ่มพูน ชิดชอบ ผู้ช่วยผบ.ตร.ที่อาคารเทเวศทั้งชุด และที่สำคัญคือพยานปากที่จะต้องดูแลที่สุดคือ พ.ต.ท.ธนะสิทธิ์ แตงจั่น ที่จะมาให้ถ้อยคำกับคณะกรรมการในวันจันทร์นี้ด้วยซึ่งวันจันทร์ก็จะเป็นวันที่สำคัญอีกวันหนึ่ง ส่งความคืบหน้าของคณะกรรมการดำเนินการไปได้ด้วยดีซึ่งนายกรัฐมนตรีก็พอใจในจุดหนึ่ง แต่อย่าให้สอบให้ประชาชนประจักษ์เหตุผลความยุติธรรม เพื่อนำคดีไปถึงศาลให้ได้ ซึ่งเป็นเป้าหมายของเราคดีจะต้องไม่ยุติอยู่แค่นี้พอดีจะต้องไปให้ถึงศาลให้ประจักษ์แก่ประชาชนทั่วไปว่าความยุติธรรมยังคงอยู่

ส่วน พ.ต.ท.ธนสิทธิ์ ต้องดูแลอย่างดีมีความกังวลอย่างไร นายวิชา กล่าวว่า เราก็กังวลทุกคนยิ่งเป็นคนที่สำคัญที่จะทำให้คดีนำไปสู่ศาลหรือไม่เรื่องนี้ก็ต้องช่วยดูแลต้องประคับประคองไปเพราะไม่ได้เป็นพยานแค่นี้แต่ต้องเป็นพยานในกระบวนการศาลด้วย ซึ่งเราจะต้องดูแลทุกเรื่องรวมถึงเรื่องความปลอดภัยให้ได้รับสิ่งที่เรียกได้ว่าควรจะได้รับในฐานะการเป็นพยาน เมื่อถามว่ารองอัยการสูงสุด เคยดำเนินการในลักษณะเดียวกันหรือไม่ นายวิชา กล่าวว่า นายเนตร ไม่ได้พูดถึง 

"จะเห็นว่าการทำงานของอัยการเห็นแล้วว่ามีช่องโหว่เยอะ และได้ถามถึงระเบียบที่ออกมาว่าเป็นอย่างไร โดยนายอรรถพล ก็ยอมรับว่าระเบียบมีช่องโหว่และจะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขซึ่งจะอยู่ในกระบวนการตรวจสอบข้อกฎหมายและต้องนำเสนอด้วยว่าจะต้องให้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร จะเข้าไปอยู่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาอาญาหรือไม่ หรือจะออกเป็นกฎหมายที่มีศักดิ์สูงกว่า ระเบียบจะใช้บังคับอย่างไร ระยะเวลาเท่าไหร่ ซึ่งไม่มีทั้งนั้น โดยสามารถขอความเป็นธรรมเป็นร้อยครั้งก็ได้ และเมื่อขึ้นไปถึงศาลจะขอให้อัยการถอนฟ้องก็ยังได้" นายวิชา กล่าวและเผยด้วยว่า

ส่วนกรณีเพิกถอนสั่งไม่ฟ้อง ดูยืนยันว่าสั่งฟ้องตามคำสั่งเดิม ตำรวจและตำรวจและอัยการต้องรับผิดชอบอย่างใหญ่หลวง ซึ่งไม่เหมือนที่มีประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 27 เขียนไว้ชัดเจนว่าถ้า หากว่าทำอะไรไปผิดผู้พิพากษาสามารถเพิกถอนได้ตลอดเวลา ซึ่งตนเองก็เคยทำ สั่งผิดแล้ววันรุ่งขึ้นก็สั่งใหม่ เพราะถือว่าคนที่มีความกล้าหาญแก้ไขจากผิดเป็นถูกเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดในโลก

ส่วนคณะกรรมาธิการการกฎหมายค้นพบว่า มีนายตำรวจใหญ่คนหนึ่งเข้ามาเกี่ยวข้อง นายวิชากล่าวว่า ก็อยู่ในกระบวนการตรวจสอบของคณะทำงาน ขอเปิดเผยว่า พอเห็นเรื่องหลักฐานใหม่แต่ยังต้องพิจารณากันให้รอบคอบเพราะว่าหลักฐานใหม่นี้จะใหม่จริงหรือไม่เพราะมีแนวคำพิพากษาศาลฎีกาไว้พิจารณาอยู่. 
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    2%
  • ไม่เห็นด้วย
    98%

บอกต่อ : 26