อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 15 สิงหาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 15 สิงหาคม 2563

'พีระพันธุ์'ชี้'บอส'ซิ่งชนตร. ส่อผิดม.288โทษถึงประหาร

“พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ” ยกกฎหมายอาญา ร่ายบทความ ชี้ “บอส-วรยุทธ อยู่วิทยา” ซิ่งรถเฟอรารี่ในเมืองชนตำรวจตาย ส่อเจตนาย่อมเล็งเห็นผล อาจเข้าข่ายผิดมาตรา 288 มีโทษถึงขั้นประหารชีวิต เสาร์ที่ 1 สิงหาคม 2563 เวลา 20.00 น.

เมื่อวันที่ 1 ส.ค. นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และอดีตรมว.ยุติธรรม โพสต์บทความเรื่อง “ยุติธรรมค้ำจุนชาติ ตอน : ความเร็ว กับ ความผิด” ในเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยมีสาระสำคัญว่า  คำว่า “ยุติธรรมค้ำจุนชาติ” มาจากประสบการณ์และความคิดของตนในฐานะนักกฎหมายที่มีประสบการณ์ทำงานมาแล้วในหลายภารกิจหน้าที่ ทั้งตุลาการ นิติบัญญัติ และบริหาร เห็นว่าความไม่ยุติธรรมหรือความไม่เป็นธรรมจะก่อให้เกิดความไม่สงบขึ้นในชาติบ้านเมืองได้ ยิ่งหากประชาชนรู้สึกถึงความรู้สึกเช่นนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ความมั่นคงเป็นปกติสุขของสังคมและของชาติจะยิ่งตกอยู่ในอันตรายมากขึ้น คำว่า “ยุติธรรมค้ำจุนชาติ” กลับมาดังก้องอีกครั้งในวันที่มีข่าวเกี่ยวกับการใช้ดุลยพินิจของพนักงานอัยการและการเด้งรับลูกของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ในการสั่งไม่ฟ้องคดีขับรถชนตำรวจตายเมื่อ พ.ศ.2555 ตนเชื่อว่าหากปล่อยให้ปัญหานี้ขยายตัวบานปลายไป อาจทำให้ระบบยุติธรรมที่เป็นเสาค้ำจุนประเทศต้องล่มสลาย ประชาชนสิ้นศรัทธาและความเชื่อถือระบบยุติธรรมของประเทศ รวมถึงจะทำให้เกิดกระแสการแบ่งแยกชนชั้นที่จะทวีความรุนแรง จนอาจบานปลายและถูกนำไปใช้ประโยชน์ทางการเมืองจากผู้ไม่หวังดีได้โดยง่าย

นายพีระพันธุ์ ระบุอีกว่า การที่ ตร.และสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) พยายามลดกระแส แค่ตั้งคณะทำงานมาตรวจสอบเรื่องนี้แบบของใครของมัน ช่วยอะไรไม่ได้มาก เพราะความน่าเชื่อถือล้มละลายไปหมดแล้ว แต่ยังมีความหวังจากคณะทำงานที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง ตนจึงขอแสดงความคิดเห็นในฐานะคนในวงการยุติธรรม ตามหลักวิชาการว่า ประเด็นเรื่องความเร็วของรถกับความผิดฐานกระทำโดยประมาทนั้น กรณีที่เป็นปัญหาคือเรื่องความผิดฐานกระทำโดยประมาทตามกฎหมายอาญา ไม่ว่าจะขับรถด้วยความเร็วต่ำหรือด้วยความเร็วสูง ก็ไม่ใช่องค์ประกอบหลักของความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย โดยกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคสี่ บัญญัติว่า “กระทำโดยประมาท ได้แก่การกระทำผิดมิใช่โดยเจตนา แต่กระทำโดยปราศจากความระมัดระวัง ซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจะต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่” จากหลักกฎหมายนี้จะเห็นว่าถ้ามีเจตนา ก็ไม่ผิดฐานประมาท แต่จะผิดฐานประมาทต้อง 1) ไม่มีเจตนา แต่ 2) กระทำโดยปราศจากความระมัดระวัง ซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่

“มาตรา 291 บัญญัติต่อไปว่า ผู้ใดกระทำโดยประมาทและการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ฯลฯ  ประเด็นคือ แม้ขับรถด้วยความเร็วต่ำ หรือด้วยความเร็วตามที่กฎหมายกำหนด แต่เป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุชนคนตาย ก็มีความผิดอาญาฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายได้ หากมีพยานหลักฐานว่า ผู้นั้นขับรถโดยปราศจากความระมัดระวัง ซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้น จะต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่แล้ว ก็ย่อมมีความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามมาตรา 291ได้เสมอ ไม่ว่าคู่กรณีจะมีส่วนประมาทด้วยหรือไม่ ก็ไม่ใช่ประเด็น และไม่ใช่เหตุที่จะนำมาลบล้างความผิดที่เกิดจากการกระทำโดยประมาทของผู้นั้นได้” นายพีระพันธุ์ ระบุ



นายพีระพันธุ์ ระบุว่า  ดังนั้น แม้ผู้ที่ถูกชนตายจะมีส่วนประมาทด้วย ก็ไม่เป็นเหตุให้ผู้กระทำผิดโดยประมาทไม่มีความผิด หรือไม่ต้องรับโทษทางอาญา แต่เป็นเหตุลดหย่อนความรับผิดทางแพ่ง ส่วนทางอาญานั้นอย่างมากก็เป็นเหตุให้ศาลลงโทษน้อยลงได้บ้าง แต่ไม่ใช่เหตุที่จะสั่งไม่ฟ้องผู้กระทำผิดในฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามกฎหมายอาญา มาตรา 291  อย่างไรก็ตาม ความเร็วของรถอาจเป็นส่วนหนึ่งของข้อเท็จจริงที่จะเป็นหลักฐานของความประมาทได้  คดีนี้รถที่ผู้กระทำผิดขับขี่ขณะเกิดเหตุ คือ รถสปอร์ตเฟอรารี่ เป็นประเภทรถแข่งที่มีความเร็วและอัตราเร่งสูง การขับขี่รถประเภทนี้ไปในเมืองหรือทางสาธารณะ ตามวิสัยและพฤติการณ์แล้วผู้ขับขี่จะต้องใช้ความระมัดระวังยิ่งกว่าการขับรถยนต์ปกติ  แต่เมื่อดูจากคลิปวีดีโอจากกล้องวงจรปิด เห็นว่าผู้กระทำผิดขับรถมาด้วยความเร็วสูง และรถของผู้กระทำผิดลากตัวตำรวจที่ถูกชนไปกว่า 200 เมตร ยิ่งแสดงให้เห็นว่ารถของผู้กระทำผิดต้องวิ่งมาด้วยความเร็วสูง  เมื่อดูจากสภาพความเสียหายของรถของผู้กระทำผิดกับสภาพที่มีน้ำมันไหลตลอดทาง แสดงว่า รถของผู้กระทำผิดได้รับความเสียหายอย่างมาก ซึ่งน่าจะเกิดจากการชนอย่างแรง  ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนถึงการขาดการใช้ความระมัดระวังของผู้กระทำผิด ตามองค์ประกอบความผิดของกฎหมายอาญา มาตรา 291  นี่ยังไม่นับรวมถึงผลการตรวจพิสูจน์หลักฐานที่พบสารเสพติดในร่างกายของผู้กระทำผิดด้วยซ้ำ

นายพีระพันธุ์ ระบุอีกว่า การที่มีพยานที่เพิ่งระลึกชาติได้หลังเหตุการณ์ผ่านไป 8 ปี มาบอกว่า อยู่ในเหตุการณ์ และเห็นว่าผู้กระทำผิดขับรถไม่เร็วนั้น นอกจากจะเป็นพยานบอกเล่า ไม่ใช่พฤติการณ์ปกติของพลเมืองดี กลับมีพิรุธน่าสงสัยอีกหลายประการ อีกทั้งไม่มีหลักฐานอะไรที่ยืนยันชัดว่าพยานผู้นั้นอยู่ตรงจุดเกิดเหตุจริง จึงไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟังได้ในทางกฎหมายและในทางสอบสวน นอกจากนั้น การที่พยานผู้นี้จะมาช่วยบอกว่า ผู้กระทำผิดขับรถไม่เร็วก็ไม่ใช่ประเด็นที่จะนำมาพิสูจน์หรือลบล้างพยานหลักฐานอื่นที่แสดงให้เห็นถึงการขาดความระมัดระวัง ดังนั้น การที่ผู้มีอำนาจใช้ดุลยพินิจวินิจฉัยเป็นคุณแก่ผู้กระทำผิดโดยอ้างพยานผู้นี้ จะไม่สอดคล้องกับหลักกฎหมายว่าด้วยการรับฟังพยานหลักฐานและเรื่องความรับผิดในการกระทำโดยประมาท และยังล้มล้างเสาแห่งความยุติธรรมที่ค้ำจุนชาติในความเชื่อของประชาชนด้วย อย่างไรก็ตาม หัวใจของการกระทำผิดอาญาจริงๆแล้ว คือ “เจตนา” การกระทำโดยเจตนาตามกฎหมายอาญามี 2 ประเภท คือ 1) เจตนาประสงค์ต่อผล และ 2) เจตนาย่อมเล็งเห็นผล

“หากการขับขี่รถสปอร์ตเฟอรารี่ที่เป็นรถประเภทรถแข่งที่มีความเร็วและอัตราเร่งสูงไปในเมืองหรือทางสาธารณะในเวลากลางคืนที่แสงสว่างต่างจากเวลากลางวัน ด้วยความเร็วสูงกว่า 100 กม.ต่อชั่วโมง หรือ เกือบ 170 กม.ต่อชั่วโมง ย่อมถือได้ว่า ผู้กระทำย่อมเล็งเห็นหรือคาดการณ์ได้ว่าอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุ และอาจมีคนได้รับผลร้ายจากการกระทำนั้นถึงขั้นบาดเจ็บหรือล้มตายได้  แต่หากผู้นั้นยังกระทำการดังกล่าวลงไปคือขับรถต่อไปด้วยความเร็วสูงจนเกิดอุบัติเหตุชนตำรวจถึงแก่ความตาย เช่นนี้ ต้องถือว่าผู้นั้นมีเจตนาย่อมเล็งเห็นผล ทำให้กลายเป็นความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 288 โทษถึงประหารชีวิต มิใช่ความผิดฐานขับรถโดยประมาท ตามกฎหมายอาญา มาตรา 291 ที่มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี  ลองคิดกันดูนะครับว่า ความเร็วกับความผิดในกรณีแบบนี้จะเข้าเงื่อนไขข้อไหน ถ้าเข้าเงื่อนไขตามมาตรา 288 ก็ถือเป็นประเด็นใหม่ที่ยังไม่เคยฟ้องเลย” นายพีระพันธุ์ ระบุ

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    98%
  • ไม่เห็นด้วย
    2%

บอกต่อ : 21