อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม 2563

ปชป.ปิดห้องเคลียร์ปมคาใจ เห็นพ้องขีดเส้น1ด.ต้องดีขึ้น

"พรรคประชาธิปัตย์" จัดสัมมนาระหว่างส.ส.และรัฐมนตรีของพรรค ทั้ง 7 คน พร้อมปิดห้องเคลียร์ใจ เห็นพ้องขีดเส้น 1 เดือน ต้องเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ด้าน "สาทิตย์" พอใจผู้บริหารพรรครับหาทางออก เผย "เฉลิมชัย" รับหาวิธีประเมินผลงาน รมต.พรรค เสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2563 เวลา 18.18 น.


เมื่อวันที่ 11 ก.ค. ที่โรงแรมเสม็ด แกรนด์วิว รีสอร์ท เกาะเสม็ด จ.ระยอง พรรคประชาธิปัตย์จัดสัมมนาระหว่างส.ส.และรัฐมนตรีของพรรค ทั้ง 7 คน โดยมีนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรค และประธาน ส.ส. ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม โดยในช่วงแรกก่อนที่จะให้ส.ส.แสดงความคิดเห็น ได้มีการถ่ายรูปร่วมกันทั้งส.ส.และรัฐมนตรีด้วย ซึ่งการสัมมนาครั้งนี้ ไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าสังเกตการณ์ มีการกันให้ออกนอกพื้นที่ รวมทั้งเจ้าหน้าที่พรรค และผู้ไม่เกี่ยวข้อง เนื่องจากต้องการให้สมาชิกพรรคแต่ละคนได้แสดงความคิดเห็นกันอย่างเต็มที่

โดยในช่วงแรกมีการสรุปภาพรวมการทำงานในสภาผู้แทนราษฎร และการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564  รวมถึงได้วิเคราะห์การเมืองภาพใหญ่ หลังวิกฤตโรคโควิด-19 และวิเคราะห์ถึงทีมเศรษฐกิจของพรรคพลังประชารัฐ รวมทั้งการแสดงความคิดเห็นความเป็นสถาบันพรรคการเมือง จุดยืนและยุทธศาสตร์ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่จะต้องขับเคลื่อนพรรคต่อไปว่าจะทำอย่างไรให้ประสบความสำเร็จเหมือนบางพรรคที่ทำสื่อโซเชียลและประสบความสำเร็จ แม้จะเป็นพรรคการเมืองน้องใหม่ รวมถึงการมุ่งเน้นสร้างผลงานในการแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน และการลงพื้นที่ของส.ส.เพื่อสนองตอบต่อประชาชน 

ทั้งนี้ การสัมมนาเสร็จสิ้นเมื่อเวลา 17.00 น.

จากนั้น  นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตยส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า บรรยากาศเป็นไปด้วยดี และได้พูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา โดยที่ประชุมได้มีการแสดงความคิดเห็นว่าเวลานี้เราต้องยอมรับความจริงว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้อยู่ในสถานะที่มีความนิยมอย่างมากเหมือนในอดีต ทำให้เราต้องมีความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองมากขึ้นครึ่งจะเกี่ยวพันไปถึงเรื่องอื่นๆ ทั้งการต้องทำตามนโยบายที่พรรคได้ประกาศต่อประชาชน และการบริหารจัดการภายในพรรค รวมถึงเรื่องอื่นๆ 

อีกทั้ง สิ่งที่ดีมากในการพูดคุยวันนี้ คือทุกคนยอมรับว่าต้องมีการประเมินการทำงานของรัฐมนตรีของพรรคทุกคน ซึ่งนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะเลขาธิการพรรค รับเรื่องไปกำหนดหาวิธีการประเมินผลงานดังกล่าว อาทิ การทำโพลซึ่งตนคิดว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะเราถือว่าส.ส.เป็นคนเลือกคนไปเป็นรัฐมนตรี แต่ส.ส.ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน ดังนั้นการที่จะให้ส.ส.เป็นผู้ประเมินผลงานของรัฐมนตรี ก็เป็นเรื่องที่ส.ส.ทำในนามตัวแทนของประชาชน ซึ่งการประเมินผลงานรัฐมนตรี มีสองส่วนคือ 1. ประเมินในแง่ความรับผิดชอบต่อนโยบายของพรรคว่ารัฐมนตรีแต่ละคนได้ทำมากน้อยแค่ไหน และ2. การประเมินความพึงพอใจที่เกิดขึ้นซึ่งสิ่งเหล่านี้รัฐมนตรีของพรรคทุกคนไม่มีใครขัดข้อง ซึ่งเลขาธิการพรรคฯ ก็รับประเด็นนี้ไปพิจารณาด้วย ซึ่งตนคิดว่าเป็นประเด็นที่ก้าวหน้า และยืนยันว่าไม่มีความรู้สึกส่วนตัวชอบหรือไม่ชอบเข้าไปเกี่ยวข้อง แต่ในการพูดคุยวันนี้ยังไม่ได้พูดคุยถึงขั้นที่ว่าหลังจากการประเมินผลงานรัฐมนตรีแล้วจะทำอย่างไร และยังไม่ได้พูดคุยถึงการปรับคณะรัฐมนตรี(ครม.) ของพรรค

นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า  พรรคประชาธิปัตย์อยู่มา 70 กว่าปีและในระหว่างที่อยู่มาตลอด 70 กว่าปีนั้น ก็ถึงจุดที่พรรคจะต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง และในที่สุดแล้วเรายังอยากจะเป็นพรรคขนาดใหญ่หรือขนาดกลางหรือจะเป็นขนาดเล็ก ดังนั้นจึงต้องพูดกันตั้งแต่เรื่องของความคิด ประเด็นในการขับเคลื่อนพรรคการตอบรับต่อกระแสการเรียกร้องของประชาชน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ฝ่ายบริหารของพรรคก็รับ แล้วจะไปกำหนดวิธีการต่อไป ขณะเดียวกันมีการกำหนดไว้ว่าเรื่องที่พูดคุยกันจะต้องเห็นผลการเปลี่ยนแปลงภายในหนึ่งเดือน นับจากนี้ ซึ่งผลการประชุมในวันนี้อาจทำให้หลายคนรู้สึกว่าตรงกับสิ่งที่พวกเขาเรียกร้องแม้จะยังไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ตามซึ่งในส่วนของตนพอใจการตอบรับของผู้บริหาร 70 เปอร์เซ็นต์ มากกว่าที่คาดหวังไว้ แต่เชื่อว่าหลังจากนี้ลงมือทำและตนเชื่อว่าหลังจากนี้จะเกิดการลงมือทำเพื่อให้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในหลายๆ เรื่อง ถือว่าการสัมมนาครั้งนี้เป็นสัญญาณที่ดี

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการจัดเวทีเช่นนี้อีกใช่หรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นตรงกันว่าการพูดคุยแบบนี้เป็นสิ่งที่ดีและต้องจัดขึ้นอีกโดยต้องให้ส.ส. และฝ่ายบริหารของพรรคมาพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา ถ้ายังคิดว่าอยากให้พรรคประชาธิปัตย์กลับมาเป็นพรรคชั้นนำของประเทศอีก ซึ่งตนเชื่อว่า 1 เดือน หลังจากนี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลง และคงจะต้องมีการมาพูดคุยกันแบบนี้อีกครั้ง
     

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    67%
  • ไม่เห็นด้วย
    33%

บอกต่อ : 12