อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2563

'สมคิด'ย้ำต้องกู้เงินช่วยปชช. ลั่นไม่มีลัทธิ!พ้อเบื่อทำงานแล้ว

"สมคิด"ลั่นไม่มี"ลัทธิสมคิด" ยันจำเป็นต้องออก 3 พ.ร.ก.ชุดกู้เงิน เหตุปัญหา"โควิด"อยู่ยาวข้ามปี-ต้องหาเงินใช้เยียวยา-หมุนเวียนเศรษฐกิจ พร้อมให้ตรวจสอบความโปร่งใส เปรยเบื่อเต็มที่ทำงานมา10ปี อยากสร้างคนใหม่มาทำแทน อาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม 2563 เวลา 16.18 น.


เมื่อวันที่ 31 พ.ค.  ที่รัฐสภา  นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรในการพิจารณาพ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับ วงเงิน1.9ล้านล้านบาท ว่า  คำอภิปรายของ ส.ส.ทุกคนเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ ซึ่งรัฐบาล กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และผู้ที่เกี่ยวข้องจะรับสิ่งเหล่านี้ไปใช้ปรับปรุงและพิจารณา  ทั้งนี้ตนเห็นว่าไม่มีส.ส.คนไหนที่ไม่เห็นด้วยกับการออกพ.ร.ก.ดังกล่าว  แต่ตนเห็นว่ามีบางสิ่งที่ตนอยากชี้แจงสร้างความเข้าใจให้ถูกต้อง เพราะรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรยังต้องร่วมมือกันอีกยาว  เนื่องจาก สถานการณ์โรคโควิด-19 ยังไม่จบง่ายๆ 

โดยการออก พ.ร.ก.ชุดนี้เป็นเรื่องความจำเป็นและเร่งด่วนจริงๆ และถ้าเราไม่รีบยุติการแพร่ระบาดของโรคนี้ จะทำให้มีผู้ติดเชื้อเป็นหมื่นคน ถ้าเราไปถึงจุดนั้น มันจะหยุดไม่อยู่ จึงมาถึงจุดที่รัฐบาลต้องตัดสินใจนำในสิ่งที่ทำให้ต้องคุมโรคให้อยู่ ดังนั้นทุกคนจึงต้องอยู่บ้าน ส่งผลให้ไม่มีการทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และกิจการต่างๆต้องถูกปิด ทุกอย่างต้องหยุด ซึ่งรัฐบาลรู้ถึงสถานการณ์นี้ดี ซึ่งในตอนนั้น นายกรัฐมนตรีเข้าใจสิ่งเหล่านี้ จึงต้องเร่งทำควบคุมเฉพาะหน้าก่อน ทำให้ต้องสร้างดุลยภาพว่าเมื่อถึงจุดต่ำสุดและมีจำนวนผู้ป่วยต่ำกว่า 10 คนแล้ว เราจะพิจารณาถึงการผ่อนคลาย  

ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมา ประชาชนให้ความร่วมมือ ระหว่างเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวมีบางอย่างที่ต้องคิดล่วงหน้า คือ การหาเงินมาใช้ในการเยียวยาในช่วงแรก ทั้งการใช้งบประมาณปกติและการกู้ยืม หลักการเยียวยา คือผู้ที่ได้รับผลกระทบเท่านั้นที่ควรได้รับการเยียวยา  แต่ประเด็นไม่ได้อยู่แค่นั้น ต่อมาเริ่มอาการจากตลาดตราสารที่มีการไถ่ถอน บางกองทุนเริ่มปิดกองทุน ตนเคยผ่านวิกฤติต้มยำกุ้งมาแล้ว รู้ดีว่าเมื่อใดที่เศรษฐกิจจริงมีปัญหาจะพัวพันไปตลาดเงินทันที 

นายสมคิด กล่าวอีกว่า  เวลานี้ตลาดตราสารใหญ่มาก ขณะที่เมื่อปี 2540 รัฐบาลพรรคไทยรักไทยต้องตามไปเก็บศพด้วยการไปซื้อหนี้เสียจากธนาคาร แต่เวลาปัจจุบันนี้เราจะไม่ทำอย่างนั้นอีก เพราะเคยผ่านบทเรียนมาแล้ว ตอนนี้เราต้องการเดินเชิงรุก เดินก่อน ป้องกันก่อน จึงต้องตั้งกองทุนดูแลตราสารหนี้ แม้มูลค่ามหาศาลขนาดนั้น ตนขออย่าคิดว่าเราอุ้มดูแลเจ้าสัว  แต่ระบบการเงินพันกันไปทุกส่วนถ้าธนาคารมีปัญหา เราจึงออกมาตรการขยายหลักประกันเงินฝากสำหรับเงินฝาก 5 ล้านบาท มิฉะนั้นถ้าเกิดปัญหาใด จะเกิดการแห่ไปถอนเงิน  มาตรการตามพ.ร.ก.จึงเป็นสิ่งจำเป็น และธุรกิจเอสเอ็มอีจำเป็นต้องมีที่ให้เขาพิงหลังได้  

สำหรับการเยียวยา 3 เดือน อย่างเก่งก็ไม่เกินเดือน ก.ค.นี้ เงินก็หมดแล้ว  เราจึงต้องหาแหล่งสร้างเงินหมุนเวียนเศรษฐกิจ ที่ไม่ใช่แค่อาศัยการส่งออกและปัจจัยภายนอก เพราะตอนนี้ไม่มีประเทศไหนที่ไม่เดือดร้อน แต่ประเทศไทยโชคดีที่เราทำให้โครงสร้างของประเทศมีความน่าเชื่อถือ ไม่ต้องไปหากองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เพราะเรามีปริมาณหนี้ต่อจีดีพีน้อยมาก นายกฯยืนยันต้องมีการผ่อนคลาย แต่ก็ต้องระวังว่าหากระบาดขึ้นมาอีกจะเอาเงินที่ไหนมาดูแล"

นายสมคิด กล่าวว่า  สำหรับธปท.ไม่เคยคิดจะเข้ามาแทรกแซง แต่ถ้าครั้งนี้เขาไม่เข้ามา ก็จะทำให้ตลาดเงินตลาดทุนอยู่ไม่ได้ จึงถือว่าเขาเสียสละมาก  การเอาเงินมาฟื้นฟูนั้นต้องทำแบบเดิมไม่ได้ เพราะอะไรที่ช่วยประชาชนในท้องถิ่นจะต้องเข้าไปช่วยกัน จะใช้เป็นฐานที่เข้มแข็งของประเทศไทย และเพื่อไม่ให้การเมืองเข้ามาแทรกแซง จึงจะให้คนกลางเข้ามากลั่นกรองการใช้เงินด้วยการรับฟังจากภายนอกด้วย โดยจะเริ่มกระบวนการรับฟังความคิดเห็นในวันที่ 5 มิ.ย.นี้  

อย่างไรก็ตามขอยืนยันว่าการใช้เงินต้องมีคุณภาพ แม้ใช้เงินไม่หมดก็ไม่เป็นไร เพราะเงินส่วนที่เหลือสามารถถูกนำไปใช้ในการเยียวยาได้ เพราะสถานการณ์ของโรคโควิดอาจลุกลามถึงปี 2564  เราจึงคิดว่าเศรษฐกิจท้องถิ่นจะต้องเป็นจุดแข็ง งบประมาณปี 2564 ต้องปรับแนวทางใหม่ต้องสร้างให้คนมีงานทำ  นอกจากนี้ รัฐบาลยังคิดล่วงหน้าด้วยว่าเพื่อพยุงไปให้ได้ ต้องเตรียมความคิดและโครงการ 

"ผมทำงานรับใช้รัฐบาลและบ้านเมืองมา 10 ปีแล้ว เบื่อเต็มที่แล้ว อยากสร้างคนใหม่ๆเข้ามาดูแล แทนคนเก่าคนแก่ที่อายุมากแล้ว ยืนยันว่าไม่มีลัทธิสมคิด และถ้าเราเตรียมโครงสร้างพื้นฐานไว้พร้อม เมื่อเรื่องโควิดผ่านพ้น เราจะก้าวกระโดดทันที และจะมีข้อมูลจำนวนมหาศาล  และเป็นการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ดังนั้นเหตุการณ์ใน 3 เดือนนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ยังมีอีกยาวที่เราต้องทำงานด้วยกัน ถ้าจะมีการตรวจสอบความโปร่งใส ย่อมเป็นสิ่งที่ดีเพื่อให้เกิดประโยชน์เท่าเทียมกัน" นายสมคิด กล่าว.
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    91%
  • ไม่เห็นด้วย
    9%

บอกต่อ : 18