อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2563

'มาดามเดียร์' หนุนรบ.ทุ่มงบช่วยเอสเอ็มอี กู้รากฝอยศก.

มาดามเดียร์" หนุน" รบ.ทุ่มงบช่วยเอสเอ็มอี กู้รากฝอยเศรษฐกิจ ห่วงเงื่อนไข พ.ร.ก.สินเชื่อซอฟท์โลน ทำแบงค์หนักใจไม่อยากปล่อยสินเชื่อ เกรงแบกหนี้ NPL เสาร์ที่ 30 พฤษภาคม 2563 เวลา 19.48 น.


น.ส. วทันยา วงษ์โอภาสี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ กล่าวอภิปรายอภิปราย ถึงพ.ร.ก. กู้เงิน 3 ฉบับว่า ธุรกิจเอสเอ็มอีเปรียบเสมือนรากฝอยของเศรษฐกิจที่ยึดโยงจนเป็นรากฐานสำคัญของประเทศ เพราะ ช่วยสร้างงาน สร้างมูลค่าเพิ่ม เป็นหัวใจในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และสังคม และยังเป็นจุดเชื่อมโยงของช่องว่างระหว่างชนชั้นของสังคม และเป็นจุดเริ่มต้นของคนตัวเล็กทุกๆ คนที่ต้องเรียนรู้เพื่อเติบใหญ่ ดังนั้นมาตรการสินเชื่อซอฟท์โลนที่รัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)ได้ดำเนินการนั้นจึงนับเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งตนเข้าใจถึงข้อจำกัดของรัฐบาลและ ธปท. ที่ต้องใช้เงินซึ่งถือเป็นเงินของงบประมาณแผ่นดินด้วยความระมัดระวังอย่างที่สุด จึงทำให้การออกกฎระเบียบจึงทำให้มีข้อจำกัดในการปฏิบัติหลายประการ ทำให้ SME ได้ประโยชน์จากมาตรการดังกล่าวในปริมาณน้อย ไม่มากเท่าที่ควร 

อย่างไรก็ตามตนมีข้อกังวลในการปฏิบัติ คือธนาคารพาณิชย์ อาจยังมีแรงจูงใจไม่เพียงพอ หรือรายรับไม่คุ้มค่ากับความเสี่ยงในอนาคตและในมาตรา 11 ของพ.ร.ก.ยังกำหนดให้กระทรวงการคลังช่วยชดเชยเงินกู้ส่วนหนึ่งหากเกิดหนี้เสีย หรือNPL ขึ้น เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อ แต่มาตรา 10 ที่กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้ ธปท. โดยมีเงื่อนไขต้องชำระคืนเงินกู้ภายใน 2 ปีพร้อมดอกเบี้ย หนี้เสียที่เกิดขึ้นเมื่อเลยวันครบกำหนดชำระจะตกเป็นภาระของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจของประเทศและทั่วโลกต้องหยุดชะงักเช่นนี้ เป็นที่ทราบกันดีว่าหลายประเภทธุรกิจนั้นต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อยอีก 1-2 ปีจึงจะกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมได้ การให้รัฐเป็นผู้ร่วมชดเชยหนี้เสียจึงไม่อาจคลายความกังวลให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อให้ SME ได้ทั้งหมดโดยเฉพาะอย่างยิ่งการปล่อยสินเชื่อในกลุ่มประเภทที่ต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว รวมถึงค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่ปกติถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางรายได้สำคัญของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งการเห็นถึงประโยชน์ในการแบ่งเบาภาระต้นทุนทางการเงิน แต่ในมุมของธนาคารพาณิชย์ที่เป็นองค์กรประกอบธุรกิจเพื่อแสวงผลกำไรนั้น อาจแตกต่างออกไป เพราะต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าของรายได้ต่อความเสี่ยงของภาระที่อาจตามมาในอนาคต ซึ่งสุดท้ายแล้วผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือ SME เพราะไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินได้ในเวลาที่ต้องการ

น.ส.วทันยา กล่าวว่า ฝากข้อเสนอแนะคือในอีก 6 เดือนข้างหน้าเมื่อสินเชื่อต่างๆที่ได้รับการผ่อนผันการชำระดอกเบี้ยและการชำระหนี้แล้ว ธปท. รัฐบาลควรหารือกับธนาคารพาณิชย์ และสอบถามความเห็นไปยังผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป เพื่อกำหนดมาตรการที่ชัดเจน รัดกุม ไร้ช่องว่างในการปฏิบัติหรือให้มีช่องว่างน้อยที่สุดในการเตรียมรับมือ หากยังไม่มีความเข้มแข็งพอที่จะชำระดอกเบี้ยและสินเชื่อที่มีอยู่ แม้ในปัจจุบันได้มีข้อกำหนดเบื้องต้นจาก ธปท. ห้ามเรียกเก็บเงินจากลูกหนี้ในคราวเดียวกันทีเดียว แต่หลักเกณฑ์ดังกล่าวคงยังไม่เพียงพอในการรองรับปัญหาทั้งหมด

ตนเห็นด้วยกับเจตนารมย์ที่ดีของรัฐบาลและ ธปท. ที่ต้องการช่วยเหลือผู้ประกอบการ แต่ก็ต้องพึงระวังถึงการใช้งบประมาณของประเทศ ซึ่งจากระเบียบดังกล่าวจะเห็นได้ว่า SME นั้นยังคงได้รับประโยชน์อยู่น้อย หวังว่าผู้ให้และผู้ปฏิบัติจะพยายามหามาตรการหรือทางช่วยเหลืออื่นๆเพิ่มเติม และในส่วนของเงินกู้จาก พ.ร.ก.“เราไม่ทิ้งกัน”ฉบับแรก วงเงิน 4 แสนล้านบาท ที่จะใช้ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศ หากถูกนำมาว่าจ้าง SME เพื่อให้ สามารถดูแลลูกจ้างของตนเองให้เกิดการจ้างงานต่อไป ก็จะเป็นประโยชน์ในการใช้เงินอย่างยิ่ง หากนโยบายไหนที่ถูกนำไปใช้แล้วเป็นประโยชน์ก็ควรได้รับการสานต่อในการวางกรอบงบประมาณประจำปีต่อๆไปเพื่อให้เงิน 4 แสนล้านบาทที่เปรียบเหมือนหัวเชื้อนั้นเกิดประโยชน์สูงสุด

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 12