อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 10 ธันวาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 10 ธันวาคม 2562

ฝ่ายค้านรุมจวก"สนช."เหมือนโรงงานปั๊มก.ม.รายวัน

“สุทิน”จวก ออกพ.ร.ก.แก้ไขพรบ.ครอบครัว พิสูจน์ชัดสนช.ออกกฎหมายโดยไม่ดูความพร้อม ด้าน“ปิยบุตร”เหน็บสนช.เหมือนโรงงานปั๊มก.ม.รายวัน ลั่นไม่ยอมให้ครม.ใช้อำนาจออกพรก.พร่ำเพรื่อจนกลายเป็นม. 44 จำแลง พุธที่ 20 พฤศจิกายน 2562 เวลา 19.28 น.

เมื่อวันที่ 20 พ.ย. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยมีนายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณาพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ. 2562 โ

โดยนายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย และประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) อภิปรายว่า พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ. 2562 มีผลใช้บังคับไปแล้ว แต่มีความไม่พร้อมบางประการที่ทำให้ต้องมีการออกพระราชกำหนดดังกล่าว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเป็นการออกกฎหมายโดยไม่ได้ประเมินว่ารัฐมีความพร้อมที่จะปฎิบัติได้หรือไม่ เป็นการออกกฎหมายโดยไม่ได้ดูความเป็นจริงของสังคมจนทำให้เกิดความเสียหายขึ้น เรื่องนี้ต้องตำหนิสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ออกกฎหมายโดยไม่ได้ดูความพร้อม แต่เพราะเป็นสภาฯ ที่ไม่ได้มาจากประชาชน จึงเพิกเฉยต่อเสียงท้วงติง และยังออกมาโดยมีเสียงเห็นชอบไม่ครบตามองค์ประกอบด้วย ทำให้ไม่ชอบด้วยกระบวนการของสภาฯ และความต้องการของสังคม จนทำให้เกิดผลเสียและต้องตามมาแก้ไขด้วยการขอให้ระงับการใช้ไว้ก่อน

นายสุทิน กล่าวอีกว่า ยังมีกฎหมายอื่นๆ ที่ออกโดยสนช.ที่มีปัญหาอีกเป็นจำนวนมาก อาทิ กฎหมายเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจรักษาความปลอดภัย ซึ่งเราไม่สบายใจและต้องตามแก้อีกมากมาย ดังนั้น ขอตำหนิรัฐบาลว่า การออกพระราชกำหนดนั้นเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่จบ พวกเราจึงไม่เห็นด้วยกับการออกพระราชกำหนด แต่ทางที่ดีที่สุดเพื่อให้เกิดความรอบคอบคือ การแก้ไขโดยทำเป็นพระราชบัญญัติเพื่อแก้ไขกฎหมายดังกล่าว แต่วันนี้เราจำเป็นต้องยอมให้ผ่าน แต่ฝากรัฐบาลรวมไปถึงสนช.ด้วยว่า อย่าให้มีแบบนี้อีก ขอให้เป็นครั้งสุดท้าย เอาเรื่องนี้มาเป็นบทเรียน

ด้านนายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ อภิปรายว่า พระราชบัญญัติฉบับนี้ออกโดยสนช.ที่ใช้เวลาเพียง 7 นาทีเท่านั้น และเมื่อกฎหมายฉบับนี้ออกมาแล้วปรากฎว่าข่าวว่ากระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์มีความพร้อม แต่ถัดมาไม่นานกลับมีพระราชกำหนดออกมาโดยอ้างถึงความไม่พร้อมในการปฏิบัติให้สอดรับกับพระราชบัญญัติ ซึ่งการออกพระราชบัญญัตินั้นไม่ใช่การเล่นขายของ ออกไปแล้วแต่ไปนึกออกว่าไม่มีความพร้อมจึงต้องไปออกพระราชกำหนด ซึ่งแบบนี้ไม่ต่างอะไรกับโรงงานปั๊มกฎหมายรายวัน

นายปิยบุตร กล่าวอีกว่า พระราชกำหนดฉบับนี้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญแล้ว และยืนยันว่าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 แต่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่ผูกมัดต่อการประชุมสภาฯ ในการพิจารณาว่าจะอนุมัติพระราชกำหนดฉบับนี้หรือไม่ ดังนั้น สภาฯ จึงมีดุลพินิจในการพิจารณา ทั้งนี้ รัฐบาลดำรงตำแหน่งมาประมาณ 6 เดือน ออกพระราชกำหนดไปแล้ว 2 ฉบับ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้มีความพยายามในการตราพระราชกำหนดบ่อยครั้งไปหรือไม่ เป็นความกังวลใจว่า นายกฯ และรัฐมนตรีจะติดเป็นนิสัยจากเมื่อครั้งที่มีมาตรา 44 ในมือ ซึ่งเวลานี้ไม่มีอำนาจมาตรา 44 แล้ว ดังนั้น ต้องใช้อำนาจให้รอบคอบเพื่อไม่ให้เกิดการใช้พระราชกำหนดที่คิดว่าเป็นยาวิเศษ ตนจึงไม่เห็นด้วยกับพระราชกำหนดฉบับนี้ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการยุติการออกกฎหมายที่มักง่ายเสียที ยืนยันว่า ตนจะไม่ให้คณะรัฐมนตรีใช้อำนาจออกพระราชกำหนดพร่ำเพรื่อจนกลายเป็นมาตรา 44 จำแลง.


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    27%
  • ไม่เห็นด้วย
    73%

บอกต่อ : 20