อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2562

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2562

"บิ๊กตู่"เหน็บพูดเก่งในเวทีดีเบตแต่ปฏิบัติไม่ได้

“บิ๊กตู่”ลั่นไม่กดดันหลังตอบรับนั่งแคนดิเดตนายกฯ ยันระมัดระวังตัวมากที่สุด เดินหน้าจัดรายการคืนความสุขต่อ ปัดหาเสียง เหน็บอย่าฟังแค่คนพูดเก่งในเวทีดีเบต ขอร้องอย่าหลงเชื่อข่าวลือกระพือช่วงสถานการณ์อ่อนไหว อังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 เวลา 14.25 น.

เมื่อวันที่ 12 ก.พ. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวภาบหลังเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) กล่าวถึงกรณีที่ถูกเสนอรายชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯบัญชีรายชื่อว่ารู้สึกกดดันหรือไม่นั้น ว่า ตนไม่รู้สึกกดดัน เพราะทุกวันทำงานเต็มที่อยู่แล้ว ในฐานะนายกฯและหัวหน้าคสช. ส่วนเรื่องของการเมืองให้พรรคการเมืองดำเนินการไป ส่วนหลังเกิดเหตุการณ์วันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา  บุคคลที่เกี่ยวข้องควรออกมารับผิดชอบหรือไม่นั้น ตนไม่มีความคิดเห็นเป็นเรื่องของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ สำหรับการวางตัวและบทบาทในตำแหน่งนายกฯหลังจากนี้นั้น ตนจะระมัดระวังให้มากที่สุด โดยจะปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์และกฎหมายของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) แต่กิจกรรมที่เป็นเรื่องสำคัญของประเทศที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลและนายกฯต้องขับเคลื่อนและดำเนินการต่อไป จึงขออย่านำเป็นประเด็นการเมือง ซึ่งเรื่องการเมืองเป็นเรื่องของอนาคต รวมถึงการเลือกตั้งที่เป็นเรื่องของอนาคตเช่นเดียวกันว่าจะกำหนดบทบาทของประเทศอย่างไร ดังนั้นประชาชนต้องเรียนรู้ด้วย 

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงกรณีที่พรรคพลังประชารัฐ หรือ พปชร. ชูชื่อตนเองในการหาเสียงหลังตอบรับเป็นบัญชีนายกฯแล้วว่า เป็นเรื่องของพรรคดำเนินการ ส่วนที่มีชาวบ้านสอบถามว่ามีโอกาสได้เจอกับตนหรือไม่นั้น ทุกวันนี้ก็พบตนอยู่แล้ว เพราะมาทำงานทุกวันไม่เคยหยุดราชการ อยู่บ้านก็ทำงาน จึงขออย่านำทุกอย่างมาเป็นประเด็น และยังมีโอกาสพบประชาชนในหลายโอกาสที่สามารถทำได้โดยไม่ผิดกฎหมาย ซึ่งตนได้หารือกับกกต.มาโดยตลอด ส่วนการร่วมดีเบตกับนักการเมืองในเวทีต่างๆนั้น เป็นเรื่องของพรรคการเมือง และตนต้องพิจารณาว่ากฎหมายสามารถทำได้หรือไม่ได้ และควรหรือไม่ควร 

“อยากฝากข้อคิดว่าการดีเบตและพูดอะไรก็ตามขออย่าเชื่อหรือฟังคนที่พูดเก่งอย่างเดียว แต่ปฏิบัติไม่ได้ในหลายอย่าง ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการใช้จ่ายงบประมาณ รวมถึงวิธีการทำงานก็ไม่ใช่ง่ายๆ เพราะมีสภามีกฎหมายใหม่ และพ.ร.บ.การเงินการคลัง ดังนั้นการให้โน้นนี่และให้ตัวเลขมันไม่ได้ และภาษีเป็นของคนทุกฝ่ายในประเทศ จึงขอให้มองผลสัมฤทธิ์ที่จะเกิดขึ้นว่าเป็นไปได้จริงหรือไม่ ตนไม่ได้เข้าข้างใครแค่นั้น”พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงกรณีการมองถึงความเหมาะสมในการจัดรายการคืนความสุขที่มีการมองว่าได้เปรียบคนอื่นว่า วันนี้เนื้อหารายการเป็นเรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน และไม่ได้เป็นการพูดถึงเรื่องการเมืองและหาเสียงให้ใครเลย เพราะจำเป็นที่ต้องให้ประชาชนเรียนรู้ว่าปัญหาต่างๆว่าแก้ไขอย่างไร จะเห็นได้ว่าการแก้ไขปัญหาบางเรื่องใช้ปัญหา 4 ปี และไม่ได้แก้ไขปัญหาด้วยคำพูด จึงอยากให้เข้าใจตรงนี้ด้วย 

เมื่อถามถึงกรณีนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคไทยรักษาชาติ(ทษช.) ยื่นกกต.สอบคุณสมบัติ โดยพล.อ.ประยุทธ์ ได้ส่ายหัว ก่อนกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า "ไม่มีสาระ"

พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวถึงกรณีการปล่อยข่าวลือและข่าวลวงจำนวนมากในช่วงสถานการณ์ขณะนี้ว่า ขอให้ทุกคนช่วยติดตาม ตนไม่อยากไปเกี่วข้องมากนัก แต่จะดูแลในเรื่องของกฎหมาย และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ โดยขอร้องให้ทุกฝ่ายอย่าหลงเชื่อทันที แต่ต้องคิดถึงความถูกต้องประเทศชาติให้มาก และต้องมีสติในการรับรู้ข่าวสาร ทั้งนี้การบิดเบือนจะทำให้ประเทศเสียหาย ดังนั้นอย่าเผยแพร่ข่าวลือ แต่ควรเผยแพร่ข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ว่า วันนี้มีการแก้ไขไปอย่างไรแล้ว เพื่อให้ประชาชนมีหลักคิดที่ถูกต้องและมีเหตุผลในการเลือกตั้ง มากกว่าการเลือกตั้งแบบเดิมๆ ด้วยความใกล้ชิดและความสัมพันธ์ส่วนตัว จึงต้องทำให้ได้ส.ส.และรัฐบาลที่ดีมีธรรมภิบาลเข้ามา 

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวด้วยในช่วงท้ายด้วยว่า ทั้งนี้เรื่องใดที่จบไปแล้วก็จบไป และอย่าให้มีปัญหาต่อไป เพราะจะมีคนที่โพสต์อยู่ในโซเชียลจำนวนมาก จึงต้องลดความขัดแย้งให้มากที่สุดในสิ่งที่ไม่ใช่ประเด็นและวาระสำคัญ ขณะเดียวกันขอขอบคุณสื่อมวลทุกสำนักและขอให้มีการปรับตัว เพราะตนเองก็ปรับตัว ดังนั้นพรรคการเมืองและนักการเมืองทุกพรรคก็ต้องปรับตัว ไม่ได้หมายความว่าใครทำดีทำเลว แต่ทุกคนต้องปรับตัวเพื่อให้ประเทศเดินไปข้างหน้า เพื่อความมั่งคง มั้งคั่ง และยั่งยืน ต้องขอร้องทุกคน ถือว่านายกฯขอร้องคนทั้งประเทศ ไม่ว่าใครก็ตามว่า ในการเลือกตั้งทั้งหมดต้องมุ่งประเด็นว่าประเทศชาติจะเป็นอย่างไร ปลอดภัยหรือไม่ และประชาชนมีความสุขหรือไม่.


 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    67%
  • ไม่เห็นด้วย
    33%

บอกต่อ : 11