อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม 2563

วิสัยทัศน์จากแดนกิมจิ

จากการเกิดขึ้นของตลาดใหม่อย่างจีนแผ่นดินใหญ่ ที่ซึ่งมีความต้องการการใช้รถยนต์อย่างยิ่งยวด จวบจนมีรสนิยมที่แตกต่างจนทำให้ประเทศที่ตกผลึกด้านวัฒนธรรมยานยนต์มาช้านานอย่างญี่ปุ่นและยุโรปถึงกับเขวไปพอสมควรเมื่อคิดจะเข้าสู่ตลาดใหม่อย่างจีน อาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2563 เวลา 10.15 น.


ในนาทีนี้อาจจะเรียกได้ว่าเสาหลักแห่งงานออกแบบรถยนต์แห่งเอเชียนั้นสั่นคลอนไม่น้อย จากการเกิดขึ้นของตลาดใหม่อย่างจีนแผ่นดินใหญ่ ที่ซึ่งมีความต้องการการใช้รถยนต์อย่างยิ่งยวด จวบจนมีรสนิยมที่แตกต่างจนทำให้ประเทศที่ตกผลึกด้านวัฒนธรรมยานยนต์มาช้านานอย่างญี่ปุ่นและยุโรปถึงกับเขวไปพอสมควรเมื่อคิดจะเข้าสู่ตลาดใหม่อย่างจีน



ต่างไปจากยักษ์ใหญ่ด้านยานยนต์ตนใหม่ แห่งคาบสมุทรเกาหลี ที่พวกเขาเปิดกว้างและยืดหยุ่นกว่า จากการที่วัฒนธรรมและรากเหง้าเรื่องการสร้างและออกแบบรถยนต์นั้น ยังมีอายุย้อนกลับไปไม่ไกลนัก คือราว 50 ปีเท่านั้น ดังนั้นการที่เป็นหน้าใหม่ในวงการ รวมถึงตลาดรถยนต์ในประเทศนั้นไม่ใหญ่มาก พวกเขาจึงจำเป็นต้องพึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก ดังนั้นรสนิยมการออกแบบจึงพัฒนาไปในแบบสากลสอดคล้องไปกับสไตล์ของผู้บริโภคในต่างประเทศ จึงไม่น่าแปลกใจว่าแม้ที่จอดรถในประเทศเกาหลีจะค่อนข้างแคบ แต่รถของพวกเขานั้นกลับไม่ได้เล็กตามไปด้วย เพราะออกแบบเพื่อขายในสหรัฐอเมริกาด้วยนั่นเอง



ความเป็นหน้าใหม่ในวงการนั้นจึงทำให้พวกเขาจึงกล้าที่จะทำอะไรใหม่ ๆ ที่ท้าทายออกมาได้ และรถแนวคิดรุ่นล่าสุดจากฮุนไดในชื่อว่า “โพรเฟซี” (Prophecy) หรือ “คำทำนาย” ก็เป็นสิ่งที่หลุดกรอบไปจากสิ่งที่เคยปฏิบัติมา

คำว่าโพรเฟซีน่าจะสื่อถึงสิ่งที่จะทำในอนาคตนั่นก็คือวิสัยทัศน์แห่งรถยนต์พลังไฟฟ้า โดยรถแนวคิดคันนี้ช่างละม้ายคล้ายคลึงกับ “ปอร์เช่ 911” ส่วนหนึ่งมาจากความต้องการที่จะทำให้รูปทรงของรถนั้นลู่ลมที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ และความคล้ายคลึงยังไม่หยุดอยู่ที่รูปลักษณ์ภายนอก แต่ยังเข้าไปถึงภายในห้องโดยสาร ด้วยการใช้ลายผ้าหุ้มเบาะ เป็นลายสก็อต (ลายทาร์ทัน) สีเขียวสลับน้ำเงิน ที่ทำให้ย้อนรำลึกไปถึงปอร์เช่ 911 ในอดีต



แต่ความเหมือนดูเหมือนจะจบอยู่เพียงเท่านี้ เพราะส่วนที่เหลือนั้นคือการออกแบบด้วยแนวความคิดว่ารถแห่งอนาคตจะขับเคลื่อนแบบอัตโนมัติ ดังนั้นพวงมาลัยที่เราคุ้นเคยจึงถูกแทนที่ด้วยแท่งจอยสติ๊ก ซึ่งคล้ายคลึงกับสิ่งที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ เองเลยทดลองใช้กับรถแนวคิดรุ่น F200 จากปี 1996 แต่มันอาจใกล้จะถึงยุคสมัยที่เป็นไปได้แล้วก็เป็นไปได้ การนำพวงมาลัยออกจากห้องโดยสารแม้ดูแล้วน่าหวาดเสียวแต่หากเกิดอุบัติเหตุ ว่ากันว่าโอกาสผู้ขับขี่จะจะปลอดภัยกว่า เนื่องจากโอกาสร่างกายอัดกับพวงมาลัยน้อยกว่า และเทคโนโลยีจอยสติ๊ก และระบบขับเคลื่อนแบบอัตโนมัติเองก็นับว่าก้าวล้ำไปกว่ายุคศตวรรษที่ 20 ของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ F200 มากโขอยู่ จึงค่อนข้างที่จะมีความเป็นไปได้ แม้ว่าอาจจะขัดความรู้สึกของพวกเราอยู่ไม่น้อย จึงอาจจะเป็นเหตุให้เราอาจจะไม่ได้เห็นมันในเร็ววันนี้นั่นเอง



อีกจุดที่นับว่าเป็นจุดเด่นของรถคันนี้ก็คือ ไฟหน้าและไฟท้ายที่เกิดจากแท่งผลึกเล็ก ๆ ที่พวกเขาเรียกว่า “พิกเซล” อันเป็นเทคโนโลยีที่ทางฮุนไดเคยได้ทดลองใช้กับรถแนวคิด “ฮุนได 45” ที่เปิดตัวเมื่อปี 2019 มาแล้ว และพวกเขาบอกว่าจะได้เห็นการใช้งานเทคโนโลยีนี้ในรถฮุนไดรุ่นต่อ ๆ ไปอย่างแน่นอน

และเมื่อสังเกตถึงบุคลิกของรถทั้ง 2 รุ่นที่ออกมาไล่เลี่ยกันคือ ฮุนได 45 และ ฮุนได โพรเฟซี เราอาจจะสงสัยว่าเหตุใดรถทั้ง 2 รุ่นจึงได้มีสไตล์แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ซึ่งในเรื่องนี้ผู้บริหารของฮุนไดกล่าวว่า พวกเขานั้นไม่เชื่อในเรื่องทฤษฎี ตุ๊กตารัสเซีย Matryoshka doll) พวกเขาเชื่อว่ารถในแต่ละรุ่นควรถูกออกแบบให้สอดคล้องกับรสนิยมที่แตกต่างกันของกลุ่มลูกค้า แทนที่จะทำอะไรกลาง ๆ เพื่อให้ถูกใจแค่คนบางกลุ่ม นับว่าเป็นวิสัยทัศน์ที่แตกต่างไปจาก ค่ายญี่ปุ่นและยุโรปไม่น้อย



ในยุคที่แบรนด์น้องใหม่จากจีน กำลังแสดงแสนยานุภาพ และศักยภาพในด้านการออกแบบที่แกร่งกล้าขึ้นทุกวัน เราคงต้องจับตาแบรนด์รถยนต์จากเกาหลี ที่ถูกขนาบบนล่างว่าพวกเขาจะผงาดขึ้นเป็นผู้นำของโลก การออกแบบใหม่ได้เพียงใด แล้วคุณผู้อ่านล่ะ คิดว่าเป็นเช่นไร?.

....................................
ภัทรกิติ์ โกมลกิติ.

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 51