อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคม 2562

ประกาศผล 5 นักวิจัยสตรีทุนวิจัยลอรีอัลฯ ปี 2562

ลอรีอัลประกาศชื่อ  5 นักวิจัยสตรีผู้มีผลงานวิจัยโดดเด่นในโครงการทุนวิจัยลอรีอัล ประเทศไทย เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์ ประจำปี 2562 ศุกร์ที่ 4 ตุลาคม 2562 เวลา 18.56 น.

วันนี้ (4 ตุลาคม 2562) บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด ด้วยความร่วมมือกับสำนักเลขาธิการแห่งชาติ ว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ประกาศรายชื่อ 5 นักวิจัยสตรีผู้มีผลงานวิจัยในการพัฒนาชุมชน สังคม สิ่งแวดล้อมและประเทศชาติอันโดดเด่นที่ได้รับทุนโครงการทุนวิจัยลอรีอัล ประเทศไทย “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” (For Women in Science) ประจำปี 2562 โดยในปีนี้เป็นปีที่ 17 ของการดำเนินโครงการในประเทศไทย   ปัจจุบันมีนักวิจัยสตรีไทยที่ได้รับทุนสนับสนุนจากโครงการนี้รวมแล้วทั้งสิ้น 65 ท่าน

นางสาวอรอนงค์ ประทักษ์พิริยะ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและองค์กรสัมพันธ์ บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า  ลอรีอัล สนับสนุนงานวิจัยของสตรีมาอย่างต่อเนื่อง โดยดำเนินโครงการทุนวิจัยลอรีอัล ประเทศไทย “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” (For Women in Science) มาเป็นปีที่ 17 เพื่อเป็นแรงสนับสนุนให้นักวิจัยสตรีไทยในการสร้างงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับชุมชน สังคม สิ่งแวดล้อมและประเทศชาติ และผลักดันให้พวกเขาสามารถก้าวเข้าสู่วงการวิทยาศาสตร์ในระดับสากลได้ 

สำหรับปีนี้ มีนักวิจัยสตรีที่ได้รับทุนจำนวน  5 ท่าน จาก สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ จำนวน 2 ท่าน คือ ดร. ธัญญพร วงศ์เนตร จากสำนักวิชาวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมชีวโมเลกุล สถาบันวิทยสิริเมธี กับงานวิจัยหัวข้อ “การวิจัยค้นหาหัวเชื้อจุลินทรีย์เพื่อเปลี่ยนขยะอินทรีย์ให้เป็นสารมูลค่าเพิ่มเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” และ ดร. ธิดารัตน์ นิ่มเชื้อ จากศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) กับงานวิจัยหัวข้อ “เอนอีซ (ENZease) : เอนไซม์อัจฉริยะทูอินวันสำหรับกระบวนการผลิตสิ่งทอที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม”         

ส่วนด้านสาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ มีจำนวน 3 ท่าน คือ ดร. จำเรียง ธรรมธร จากสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ กับงานวิจัยหัวข้อ “การสังเคราะห์สารอนุพันธ์ที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพและการศึกษาฤทธิ์ในการยับยั้งเซลล์มะเร็งและเชื้อมาเลเรีย” รองศาสตราจารย์ ดร. ศิริลตา  ยศแผ่น จากภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กับงานวิจัยหัวข้อ “การออกแบบกระบวนการสังเคราะห์สารอินทรีย์วิธีใหม่ด้วยแนวคิด C-H functionalization สู่การพัฒนากระบวนการสังเคราะห์ทางเลือกใหม่ที่ยั่งยืน” และ รองศาสตราจารย์ ดร. พนิดา สุรวัฒนาวงศ์ จากภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กับงานวิจัยหัวข้อ “การศึกษาการทำงานร่วมกันของโลหะและกรดลิวอิสเพื่อการสลายพันธะคาร์บอนออกซิเจนของแอริลอีเทอร์ด้วยวิธีคำนวณทางเคมีควอนตัม”

ทั้งนี้ การคัดเลือกผู้ได้รับทุนทั้งหมดได้ผ่านการพิจารณาอย่างละเอียดจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแถวหน้าในวงการวิทยาศาสตร์ของประเทศไทย โดยใช้หลักเกณฑ์ในการพิจารณาที่คำนึงถึงประโยชน์ของงานวิจัยต่อการพัฒนาสังคมและประเทศชาติอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังต้องมีกระบวนการวิจัยที่เหมาะสม และผ่านเกณฑ์การชี้วัดของโครงการ มีจริยธรรมในการทำงาน และเป็นที่ยอมรับในวงการนักวิจัย

ด้านดร. ธัญญพร วงศ์เนตร  จากสำนักวิชาวิทยาศาสตร์ฯ  สถาบันวิทยสิริเมธี กล่าวว่า  จากผลการสำรวจโดยกรมควบคุมมลพิษในปี 2559 พบว่า ประชากรไทยสร้างขยะมูลฝอยหรือขยะชุมชนสู่ระบบนิเวศกว่า 27.37 ล้านตันต่อปี หรือราวๆ 74,998 ตันต่อวัน ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทั้งในระดับชุมชนและประเทศชาติเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้ทีมวิจัยจึงนำเทคโนโลยีการหมักขยะเศษอาหารมาใช้ควบคู่กับหัวเชื้อจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพสูงที่ได้จากผลงานวิจัยเพื่อเปลี่ยนขยะอินทรีย์ให้เป็นสารมูลค่าเพิ่มเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน จะก่อให้เกิดกระบวนการเปลี่ยนขยะมูลฝอยให้กลายเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพและสารชีวภัณฑ์มูลค่าเพิ่มที่มีคุณภาพสูงขึ้น และเป็นพลังงานสะอาด สามารถนำมาใช้เป็นอีกหนึ่งพลังงานทางเลือกได้ใน ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีไปใช้แล้วที่จังหวัดน่าน และที่เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) และกำลังวางแผนที่จะขยายไปยังชุมชนอื่น รวมไปถึงขยายไปในระดับเทศบาลต่อไป เพื่อปลูกฝังให้คนไทยมีพฤติกรรมในการแยกขยะ และช่วยลดปริมาณขยะมูลฝอยที่จะถูกปล่อยออกสู่ระบบนิเวศและธรรมชาติต่อไป

ดร. ธิดารัตน์ นิ่มเชื้อ ผู้ได้รับทุนสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ จากไบโอเทค-สวทช. กล่าวว่า  อุตสาหกรรมสิ่งทอเป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่มีกระบวนการผลิตที่ใช้สารเคมีและพลังงานสูง ซึ่งก่อให้เกิดมลภาวะและปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง ทีมวิจัยจึงมุ่งคิดค้นเทคโนโลยีเอนไซม์จากเชื้อจุลินทรีย์ผ่านกระบวนการที่ซับซ้อน เพื่อให้ได้มาซึ่งเอนไซม์ที่มีศักยภาพสูง และนำไปสู่การพัฒนาเอนไซม์สัญชาติไทยที่สามารถนำไปใช้ทดแทนการใช้สารเคมีในกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมสิ่งทอได้ โดย เอนอีซ (ENZease) เอนไซม์อัจฉริยะทูอินวันสำหรับกระบวนการผลิตสิ่งทอที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ที่คิดค้นได้โดยทีมวิจัยนี้จะเข้ามาช่วยยกระดับคุณภาพของผ้าไทยทั้งในระดับอุตสาหกรรมและสิ่งทอพื้นเมือง รวมทั้งทำให้กระบวนการการผลิตผ้าฝ้ายเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบเชิงบวกทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อสังคม เศรษฐกิจ และชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน โดยเฉพาะประชาชนชาวไทย อย่างมหาศาลต่อไปในอนาคต

สำหรับผู้ได้รับทุนวิจัยสาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ ดร. จำเรียง ธรรมธร จากสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ กล่าวถึง งานวิจัยที่ทำอยู่ว่า  เป็นการศึกษาวิธีการสังเคราะห์สารสำคัญที่มีฤทธิ์ในการยับยั้งเซลล์มะเร็งและการฆ่าเชื้อมาเลเรีย  ทั้งนี้หลังจากที่ได้วิธีการสังเคราะห์สารสำคัญในกลุ่มนี้ ทางทีมวิจัยจะทำการเตรียมอนุพันธ์ของสารเพื่อให้มีความหลากหลายทางโครงสร้าง และนำไปทดสอบฤทธิ์ทางชีวภาพและหลังจากได้สารที่เป็นสารประกอบ ก็จะนำสารนี้ไปพัฒนาต่อยอดเพื่อนำไปสู่การพัฒนาเป็นยารักษาโรคต่อไป

ขณะที่รองศาสตราจารย์ ดร. ศิริลตา  ยศแผ่น   จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า  แนวคิดเกี่ยวกับ Carbon-Hydrogen (C-H) bond functionalization คือ การใช้กระบวนการทางเคมีเพื่อเปลี่ยนแปลงสารอินทรีย์ที่พันธะระหว่างคาร์บอนและไฮโดรเจนโดยตรง ซึ่งเป็นหลักการที่ได้รับความสนใจจากนักเคมีเป็นอย่างมากในปัจจุบัน เพราะเป็นวิธีการสังเคราะห์สารอย่างยั่งยืน โดยจะช่วยลดขั้นตอนการผลิต  ลดปริมาณของเสียและสารพิษอื่นๆ ที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาเคมี งานวิจัยที่ทำอยู่จึงมุ่งเน้นการพัฒนากระบวนการสังเคราะห์สารอินทรีย์วิธีทางเลือกใหม่ โดยได้ใช้แนวคิด Carbon-Hydrogen (C-H) bond functionalization ผสมผสานกับการเร่งปฏิกิริยาเคมี (Catalysis) และหลักการทางเคมีสีเขียว (Green Chemistry) ซึ่งจะก่อให้เกิดกระบวนการสังเคราะห์ที่มีประสิทธิภาพสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นำไปสู่การสร้างองค์ความรู้ใหม่ทางเคมี และสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับงานวิจัยทางด้านชีววิทยา วัสดุศาสตร์ เภสัชศาสตร์ การเกษตร หรืออื่นๆ ได้    

รองศาสตราจารย์ ดร. พนิดา สุรวัฒนาวงศ์  จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล  กล่าวว่า   ที่ผ่านมาน้ำมันและก๊าซธรรมชาตินั้นลดลงอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการวิจัยเพื่อพัฒนาพลังงานทางเลือกจากทรัพยากรที่ยั่งยืนจึงเป็นที่ต้องการ การใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาเพื่อสลายพันธะคาร์บอนออกซิเจนเพื่อเปลี่ยนลิกนินให้มีโมเลกุลเล็กลงสำหรับใช้เป็นวัตถุดิบตั้งต้นในอุตสาหกรรมเคมีจึงมีความสำคัญ  จึงได้ทำการศึกษากลไกการทำงานของตัวเร่งปฏิกิริยาโลหะนิกเกิล โดยใช้วิธีการคำนวณบนพื้นฐานเคมีควอนตัมเพื่อศึกษาโครงสร้างและพลังงานของโมเลกุล เพื่อเรียนรู้การทำงานของตัวเร่งปฏิกิริยาที่เข้ามามีบทบาทในการลดการใช้พลังงาน นำไปสู่แนวคิดการออกแบบตัวเร่งปฏิกิริยาที่มีทั้งโลหะและกรดลิวอิสในโครงสร้างโมเลกุลเดียวกัน ซึ่งคาดว่าจะสามารถใช้ย่อยพันธะคาร์บอนออกซิเจนให้ได้โมเลกุลที่มีขนาดเล็กลงเพื่อใช้เป็นสารตั้งต้นในอุตสาหกรรมเคมีได้

ทั้งนี้โครงการทุนวิจัยลอรีอัล “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” ริเริ่มขึ้นในปี 2540  โดย ลอรีอัล กรุ๊ป โดยความร่วมมือขององค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเชิดชูเกียรติและสนับสนุนบทบาทสตรีในสายงานวิทยาศาสตร์ที่มีผลงานโดดเด่น โดยปัจจุบันมีนักวิจัยสตรีที่ได้รับการสนับสนุนภายใต้โครงการนี้มากกว่า 3,100 ท่าน จาก 117 ประเทศทั่วโลก โดยในจำนวนทั้งหมดนี้ได้รับรางวัลเกียรติยศนานาชาติ 107 ท่าน และได้รับรางวัลโนเบลถึง 3 ท่าน สำหรับประเทศไทย โครงการทุนวิจัยลอรีอัล ประเทศไทย “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” ดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 17 มอบทุนวิจัยทุนละ 250,000 บาท ให้กับนักวิจัยสตรีที่มีอายุระหว่าง 25-40 ปี ใน 2 สาขา คือสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ และสาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 54