อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 22 เมษายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 22 เมษายน 2562

สวทน.ส่งต่อ "ฟู้ดอินโนโพลิส"ให้สวทช.ดูแล

สวทน.ได้ฤกษ์โอนย้าย “ฟู้ดอินโนโพลิส” ให้สวทช. ดูแลตามภารกิจกระทรวงใหม่  พร้อมเดินหน้าขยายผลเฟสสอง จันทร์ที่ 18 มีนาคม 2562 เวลา 15.50 น.

วันนี้(18 มีนาคม 2562 )  ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธานการแถลงข่าว“ส่งต่อความสำเร็จโครงการ Food Innopolis จาก สวทน. สู่ สวทช.”  ซึ่งเป็นไปตามมติ คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2561 ที่เห็นชอบในส่วนของการจัดตั้งและดำเนินการเมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) จากการบริหารและดำเนินการของ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) ไปเป็นการบริหารและดำเนินงานโดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)ตามภารกิจกระทรวงที่จัดตั้งขึ้นใหม่

ดร.พิเชฐ กล่าวว่า จากผลสำรวจการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาในภาคอุตสาหกรรมของปี 2561 โดย สวทน. พบว่า อุตสาหกรรมอาหาร ติด 1 ใน 3 อันดับแรกของอุตสาหกรรมที่เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญในการวิจัยและพัฒนาของภาคเอกชน โดยมีมูลค่าการลงทุนวิจัยและพัฒนา 16,203 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นจาก 15,051 ล้านบาท ในปี 2560) ส่วนมากเป็นการวิจัยและพัฒนากระบวนการผลิตด้วยระบบอัตโนมัติ การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ การศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารที่ให้ตรงตามความต้องการที่หลากหลาย และการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารใหม่

ทั้งนี้พบว่า ผู้ประกอบการอาหารในทุกระดับมีการพัฒนาผลิตอาหารใหม่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคและตอบรับกระแสความต้องการของตลาด และหลายบริษัทได้จัดตั้งศูนย์วิจัยพัฒนาและนวัตกรรม ทั้งในพื้นที่ของตนเองและในพื้นที่ที่รัฐจัดโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการวิจัยและพัฒนาให้ เช่น เมืองนวัตกรรมอาหาร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย และ อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค

โครงการเมืองนวัตกรรมอาหาร หรือ ฟู้ดอินโนโพลิส จึงถือว่าเป็นโครงการแฟล็กชิป ที่รัฐบาลตั้งใจพัฒนาในให้เป็นอีกหนึ่งศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารของโลก โดยดึงเอาศักยภาพและความพร้อมด้านเกษตรและอาหารมาผนวกกับข้อได้เปรียบประเทศทั้งในด้านบุคลากรวิจัยในสาขาวิชาเทคโนโลยีอาหารและการเป็นศูนย์กลางคมนาคมของกลุ่มประเทศอาเซียน  นอกจากนี้ รัฐบาลยังมุ่งหวังให้ ฟู้ดอินโนโพลิส เร่งสร้างสภาพแวดล้อมด้านนวัตกรรม ที่เอื้อต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารให้เติบโตอย่างยั่งยืนและแข่งขันได้ในเวทีโลก  โดยเฉพาะการเชื่อมโยงผู้ประกอบการอาหารของไทยในทุกระดับกับห่วงโซ่มูลค่าอาหารโลก รวมทั้งดึงดูดให้มีการลงทุนวิจัยพัฒนาของบริษัทอาหารชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ   ซึ่งจากการดำเนินงานในช่วงเกือบสองปีมานี้  ถือเป็นการเริ่มต้นได้อย่างดีมากและกำลังจะดำเนินต่อไปเข้มแข็งเพื่อให้ประเทศของเราพัฒนาไปสู่สังคมและเศรษฐกิจฐานความรู้อย่างยั่งยืนต่อไป

 ด้านดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ เลขาธิการ สวทน. กล่าวว่า ฟู้ดอินโนโพลิส ภายใต้การบริหารจัดการของ สวทน. มีบริษัทเอกชนทั้งไทยและต่างประเทศมาลงทุนวิจัยพัฒนาและนวัตกรรมในพื้นที่แล้ว 36 บริษัท มี เอสเอ็มอี เข้ามาทำวิจัยและนวัตกรรมในพื้นที่ศูนย์วิจัยอาหารแห่งอนาคต “Future Food Lab” 17 บริษัท และมีผู้ประกอบการกว่า 200 บริษัทเข้ามาใช้บริการศูนย์ RDI One -Stop Service ซึ่งสนับสนุนการทำวิจัยและนวัตกรรมให้มีความคล่องตัว สะดวก และรวดเร็ว รวมทั้งอยู่ระหว่างขยายการดำเนินงานไปยังส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ โดยใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานของมหาวิทยาลัย และอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค

ทั้งนี้ สวทน. ได้วางรากฐานสำคัญ 5 ด้าน ของฟู้ดอินโนโพลิส เพื่อบรรลุเป้าหมายการเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารที่สำคัญของโลก คือ มุ่งส่งเสริมบริษัทอาหารในการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูงด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง   จัดให้มีบริการครบวงจรด้านวิจัยพัฒนาและนวัตกรรมในรูปแบบ “One-stop service” และบริการครบวงจรด้วย Service Platforms ต่างๆ ที่ได้พัฒนาขึ้นร่วมกับพันธมิตร   ส่งเสริมและเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านมาตรฐาน วิเคราะห์ทดสอบ และความปลอดภัยด้านอาหาร  เชื่อมโยงหน่วยงานวิจัยและผู้ประกอบการเพื่อสร้างนวัตกรรมอาหาร       ทั้งการกระตุ้นให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี และบ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยี รวมทั้งเร่งการเติบโตของสตาร์ทอัพ และ   ส่งเสริมและสนับสนุนให้บุคลากรวิจัยจากทั่วโลกมาร่วมวิจัยและพัฒนากับบริษัทและหน่วยงานในเมืองนวัตกรรมอาหาร และพัฒนาบุคลากรด้านอาหารร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช.  กล่าวว่า   เมืองนวัตกรรมอาหารแห่งแรก ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย  ที่ สวทน. ดำเนินงานมาแล้วสองปีสามารถสร้างการรับรู้ถึงหน้าที่ของเมืองนวัตกรรมอาหารต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในวงกว้าง และเริ่มเป็นที่รู้จักในเวทีโลก ที่สามารถสร้างระบบนิเวศน์นวัตกรรม (innovation ecosystem) เอื้อต่อการทำวิจัยพัฒนาและนวัตกรรมของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง ซึ่ง สวทช. พร้อมจะต่อยอดและขยายผลการดำเนินงานของเมืองนวัตกรรมอาหาร ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนา Service Platforms ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการ การให้บริการ One-Stop Service เชื่อมโยงบริการสนับสนุนการวิจัยพัฒนาของหน่วยงานต่าง ๆ และการให้บริการโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการทำวิจัยและพัฒนาของภาคเอกชน อีกทั้งจะพัฒนากลไกสนับสนุนและส่งเสริมผู้ประกอบการในรูปแบบอื่นเพิ่มเติมให้เกิดผลกระทบมากขึ้น เพื่อเร่งให้อุตสาหกรรมอาหารของไทยตลอดทั้งห่วงโซ่เกษตรและอาหาร สามารถพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันเพิ่มมากขึ้นและเติบโตได้อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้จะมีการขยายเครือข่ายเมืองนวัตกรรมอาหาร ไปยังหน่วยงานที่มีศักยภาพและความพร้อมทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค  รวมถึงการทำงานร่วมกับ 4 ศูนย์เทคโนโลยีแห่งชาติของ สวทช. เพื่อให้เกิดการลงทุนวิจัยและนวัตกรรมอาหาร มีความเข้มแข็งและเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารของโลก

อย่างไรก็ดีภายในงานแถลงข่าวได้มีการ ลงนามความร่วมมือระหว่างสวทช. กับบริษัทซันกรุ๊ป และ บริษัทห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย)  เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเมืองนวัตกรรมอาหาร โดยบริษัทซันกรุ๊ป ดำเนินธุรกิจไก่ครบวงจรทั้งไก่เนื้อและไก่ไข่   เป็นหนึ่งในบริษัทที่ตั้งอยู่ในอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทยอยู่แล้ว และเป็นสมาชิกของฟู้ดอินโนโพลิส ในนามบริษัท ซันฟีด จำกัด ตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2558 โดยที่ผ่านมามีความร่วมมือด้านการวิจัย  และได้ทำงานกับเครือข่ายเมืองนวัตกรรมอาหารมาอย่างต่อเนื่อง   ส่วนความร่วมมือกับบริษัทเซ็นทรัลแล็บฯ   เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการอาหารมีผลิตภัณฑ์ที่ผ่านมาตรฐานการตรวจวิเคราะห์อันจะนำไปสู่ความสามารถด้านการแข่งขันสินค้านวัตกรรมเพื่อการส่งออก ตลอดจนเป็นการสนับสนุนให้เกิดมาตรฐานงานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารที่มีคุณภาพ และความปลอดภัยต่อผู้บริโภค และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลก ก่อให้เกิดความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์อาหารไทยที่ได้รับการตรวจวิเคราะห์ภายใต้มาตรฐานการส่งออกสินค้าต่อไป
 
 
 
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    50%
  • ไม่เห็นด้วย
    50%

บอกต่อ : 12