อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 2 ตุลาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 2 ตุลาคม 2563

สหรัฐฉุนหนัก ยูเอ็นเอสซีไม่ต่อเวลาปิดล้อมอาวุธอิหร่าน

การที่สหรัฐไม่ประสบความสำเร็จในการ "โน้มน้าว" ให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติขยายเวลาปิดล้อมด้านอาวุธต่ออิหร่าน สร้างความกังวลให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ว่านับจากนี้รัฐบาลวอชิงตันจะยกระดับ "มาตรการฝ่ายเดียว" เสาร์ที่ 15 สิงหาคม 2563 เวลา 07.40 น.

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 14 ส.ค. ว่าคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ( ยูเอ็นเอสซี ) ประชุมกันเมื่อวันศุกร์ เพื่อพิจารณาญัตติเสนอโดยสหรัฐ ว่าด้วยการให้ขยายระยะเวลามาตรการปิดล้อมด้านอาวุธต่ออิหร่าน "ให้มีผลต่อไปอย่างไม่มีกำหนด" จากการที่เงื่อนไขดังกล่าวที่เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับปี 2558 กำลังจะหมดอายุในวันที่ 18 ต.ค. นี้ อนึ่ง ยูเอ็นเอสซีกำหนดมาตรการปิดล้อมด้านอาวุธต่อรัฐบาลเตหะรานเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2550 แล้วต่อมามีการรวมเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงนิวเคลียร์
 
อย่างไรก็ตาม มีเพียงสหรัฐซึ่งเป็นผู้เสนอญัตติ และสาธารณรัฐโดมินิกันเท่านั้นที่ออกเสียงสนับสนุน ขณะที่รัสเซียและจีนใช้สิทธิ์วีโต้ในฐานะสมาชิกถาวรของยูเอ็นเอสซี ส่วนที่เหลืออีก 11 ประเทศรวมถึงสมาชิกถาวรอีก 2 ประเทศ คือฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร ตลอดจนสมาชิกไม่ถาวรชาติสำคัญคือเยอรมนี พร้อมใจงดออกเสียง
 

 
ด้านนายจาง จุน เอกอัครราชทูตจีนประจำยูเอ็น กล่าวหลังเสร็จสิ้นการลงมติ ว่าเป็นอีกครั้งที่ยูเอ็นเอสซีมีจุดยืนร่วมกันว่า ความพยายามกดดันเพียงฝ่ายเดียวไม่มีทางได้ผล ขณะที่รัฐบาลวอชิงตันเผยแพร่แถลงการณ์ของนายไมค์ ปอมเปโอ รมว.กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ว่ายูเอ็นเอสซี "ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง" ในการปกป้องสันติภาพและความมั่นคงของโลก แม้ไม่ได้ระบุว่าสหรัฐจะดำเนินการอย่างไรต่อไป แต่มีความเป็นไปได้สูงมาก ว่ารัฐบาลวอชิงตันจะ "มีมาตรการของตัวเอง" ทั้งต่อยูเอ็นและอิหร่าน
 

 
ต่อมาทำเนียบเครมลินเผยแพร่แถลงการณ์ของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน เสนอจัดการประชุมระหว่างภาคีข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน คือรัสเซีย จีน สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และเยอรมนี ตลอดจนอดีตสมาชิกคือสหรัฐ "เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดความเสี่ยงครั้งใหม่" ของการยั่วยุและการเผชิญหน้า


เรือบรรทุกน้ำมัน "ฟอร์จูน" ของอิหร่าน สามารถเดินทางถึงเวเนซุเอลา เมื่อปลายเดือนพ.ค. ที่ผ่านมา
 
ทั้งนี้ การลงมติดังกล่าวของยูเอ็นเอสซีเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง หลังกระทรวงยุติธรรมในกรุงวอชิงตันยืนยันการยึดน้ำมันรวมมากกว่า 1 ล้านบาร์เรล จากเรือบรรทุกน้ำมัน 4 ลำของอิหร่าน คือ "เบลลา" "เบริง" "ปานดี" และ "ลูนา" ระหว่างเดินทางผ่านน่านน้ำของสหรัฐ นอกชายฝั่งเมืองฮิวสตัน ในรัฐเทกซัส เพื่อมุ่งหน้าไปยังเวเนซุเอลา ตามหมายจับที่ศาลรัฐบาลกลางในกรุงวอชิงตันอนุมัติเมื่อเดือนที่แล้ว เนื่องจากเรือทั้งสี่ลำเป็นของนายมาห์มูด มาดานิปูร์ นักธุรกิจชาวอิหร่านซึ่งมีสายสัมพันธ์ทางธุรกิจกับกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน ( ไออาร์จีซี ) ที่สหรัฐขึ้นบัญชีดำเป็น "กลุ่มก่อการร้าย".

เครดิตภาพ : REUTERS, AP

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    88%
  • ไม่เห็นด้วย
    13%