อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563

ศาลโลกสั่งเมียนมา "ป้องกันการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" โรฮีนจา

ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศพิพากษาให้เมียนมาต้องดำเนินการตามกรอบของกฎหมาย "ป้องกัน" เพื่อไม่ให้ "มีการละเมิดอนุสัญญาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" ในรัฐยะไข่ พฤหัสบดีที่ 23 มกราคม 2563 เวลา 17.57 น.

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 23 ม.ค.ว่านายอับดุลกาวี อาเหม็ด ยูซูฟ ประธานคณะตุลาการศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ( ไอซีเจ ) ขึ้นนั่งบัลลังก์เมื่อวันพฤหัสบดี อ่านคำพิพากษาในคดีที่แกมเบียเป็นโจทก์ในนามองค์การความร่วมมืออิสลาม ( โอไอซี ) และ “ตัวแทนของชาวโรฮีนจา” ยื่นฟ้องรัฐบาลเมียนมาว่าละเมิดอนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันและลงโทษความผิดอาญาฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ฉบับปี 2491 จากสถานการณ์ในรัฐยะไข่ โดยไอซีเจทำการไต่สวนแบบเปิดเมื่อเดือนธ.ค.ปีที่แล้ว
 


ประธานไอซีเจกล่าวว่า คณะตุลาการทั้ง 17 คนมีมติเป็นเอกฉันท์ ว่าไอซีเจมีความชอบธรรมในการพิจารณาคำฟ้องของโจทก์และคำแก้ต่างของจำเลย และมีมติให้รัฐบาลเมียนมาต้องดำเนินมาตรการที่จำเป็น และเหมาะสมภายในกรอบอำนาจตามกฎหมาย ยับยั้งไม่ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกระทำการที่ถือเป็นการละเมิดอนุสัญญา ซึ่งรวมถึง “การสังหารสมาชิกของชุมชน” “เจตนาในการสร้างความเดือดร้อนและความเสียหายต่อคุณภาพชีวิตของชุมชน ไม่ว่าจะเป็นความสูญเสียอย่างเป็นรูปธรรมทั้งหมดหรือเพียงส่วนหนึ่ง” และการเก็บรักษาหลักฐานที่เข้าข่ายเป็นการก่ออาชญากรรมต่อชาวโรฮีนจา เพื่อรอการตรวจสอบจากหน่วยงานระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ รัฐบาลเมียนมาต้องส่งรายงานกลับมายังสำนักงานเลขานุการของไอซีเจ ณ กรุงเฮก ภายในเวลา 4 เดือน นับตั้งแต่มีศาลประกาศคำพิพากษา และต่อจากนั้นให้ส่งรายงานแจ้งความคืบหน้าทุก 6 เดือน คำสั่งของไอซีเจถือเป็นสิทธิ์ขาด มีผลผูกพันตามกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่สามารถอุทธรณ์ได้อีก



อย่างไรก็ตาม คำพิพากษาของไอซีเจไม่ได้ระบุชัดเจนว่า สถานการณ์ด้านความมั่นคงในรัฐยะไข่ที่เกิดความวุ่นวายเมื่อกลางปี 2560 และส่งผลให้ชาวโรฮีนจามากกว่า 740,000 คนลี้ภัยไปยังบังกลาเทศนั้น ถือเป็น “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” หรือไม่ ซึ่งนางออง ซาน ซูจี มนตรีแห่งรัฐและรมว.กระทรวงการต่างประเทศเมียนมา ให้การด้วยตัวเองต่อไอซีเจ เมื่อเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา ว่าแม้มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของเมียนมา “กระทำการเกินกว่าเหตุไปบ้าง” แต่เป็นไปด้วยวัตถุประสงค์ของการปกป้องอธิปไตยและรักษาเสถียรภาพของบ้านเมือง สถานการณ์ที่เกิดขึ้น “ไม่สมควรถือเป็น” การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    50%
  • ไม่เห็นด้วย
    50%

บอกต่อ : 20