อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม 2563

บทความพิเศษ "ซินเจียง" โดยทูตจีนประจำประเทศไทย

บทความคิดเห็นพิเศษโดย ฯพณฯ หลู่ย์ เจี้ยน เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย เกี่ยวกับประเด็นเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ จากการที่สหรัฐออกกฎหมาย "สิทธิมนุษยชนอุยกูร์ 2019" พุธที่ 11 ธันวาคม 2562 เวลา 13.45 น.

บทความคิดเห็นพิเศษเรื่อง "ความจริงย่อมประจักษ์เหนือวาทกรรม วิญญูชนย่อมมีความยุติธรรมประจำใจ" โดย ฯพณฯ หลู่ย์ เจี้ยน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เกี่ยวกับสถานการณ์ภายในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ และการที่รัฐบาลสหรัฐออกกฎหมาย "สิทธิมนุษยชนอุยกูร์ 2019" ความว่า

เมื่อไม่นานมานี้ สังคมโลกค่อนข้างพุ่งความสนใจเพิ่มขึ้นในประเด็นของเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ซึ่งเป็นกิจการภายในของประเทศจีน ข้าพเจ้ายินดีที่จะอธิบายถึงสถานการณ์ของซินเจียงให้ประชาชนชาวไทยได้รับรู้ดังนี้


 
ตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ประชาชนจากหลากหลายกลุ่มชาติพันธุ์ในซินเจียงต้องทนทุกข์ทรมานจากลัทธิความรุนแรงอันสุดโต่งและลัทธิการก่อการร้ายมาเป็นเวลายาวนาน เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงและการก่อการร้ายขึ้นหลายพันคดี ส่งผลให้ผู้บริสุทธิ์นับพันคนเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของประชาชนทุกกลุ่มชาติพันธุ์ ทั้งด้านชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงสิทธิและเสรีภาพในการนับถือศาสนาอย่างปกติวิสัย 
 
อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ซินเจียงได้ดำเนินมาตรการรับมือสถานการณ์ด้วยวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน นั่นคือการมุ่งป้องกันและขจัดการเผยแพร่ลัทธิความรุนแรงอย่างสุดโต่งและลัทธิการก่อการร้ายที่ต้นเหตุ มาตรการเหล่านี้ไม่เพียงแต่สอดคล้องกับกฎหมายของประเทศจีน และยังสอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติที่ใช้กันทั่วไปในระดับสากล โดยที่ซินเจียงได้จัดตั้งศูนย์การศึกษาและฝึกอบรมทักษะวิชาชีพ เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ถูก “ล้างสมอง” และได้รับผลกระทบจากลัทธิความรุนแรงสุดโต่งและภัยก่อการร้าย รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะวิชาชีพของพวกเขา หาใช่ “ค่ายกักกัน” ดังที่มีผู้กล่าวหาไม่
 
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซินเจียงประสบความสำเร็จในการต่อต้านภัยก่อการร้ายและความรุนแรงสุดโต่ง จนเป็นผลงานที่ประจักษ์ เป็นความจริงที่เหนือกว่าวาทกรรมใด ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมานี้ ในพื้นที่ซินเจียงไม่เกิดเหตุความรุนแรงและก่อการร้ายขึ้นเลยแม้แต่ครั้งเดียว ประชาชนทุกกลุ่มชาติพันธ์ได้รับหลักประกันขั้นพื้นฐานทั้งด้านสิทธิในชีวิต สุขภาพ และการพัฒนาฯลฯ ชาวซินเจียงได้หลุดพ้นจากความหวาดระแวงที่เคยอยู่ภายใต้ภัยคุกคามของลัทธิก่อการร้ายสุดโต่ง และเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างงดงามที่มีความสันติ มั่นคง มั่งคั่งและได้รับการพัฒนา เมื่อปีที่แล้ว จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามณฑลซินเจียงเพิ่มขึ้น 40% ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ( จีดีพี ) เพิ่มขึ้นมากกว่า 6% สิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนาได้รับหลักประกันอย่างเต็มที่ ซึ่งในซินเจียงมีสถานประกอบกิจกรรมทางศาสนามากกว่า 28,000 แห่ง มีครูสอนศาสนากว่า 30,000 คน ค่าเฉลี่ยชาวมุสลิม 350 คนมีมัสยิด 1 แห่ง ซึ่งเป็นอัตราส่วนที่สูงกว่าประเทศมุสลิมหลายประเทศ ข้อเท็จจริงเหล่านี้ไม่อาจปฏิเสธได้ แม้แต่สื่อตะวันตกหลายสำนักที่ไม่ปรารถนาดีก็ตาม
 
เรื่องของซินเจียงนั้นเป็นกิจการภายในของจีนเท่านั้น อย่างไรก็ตาม สื่อบางแห่งได้ใช้วิธีการที่น่ารังเกียจซ้ำแล้วซ้ำอีก เพื่อสร้างกระแสประโคมข่าวปัญหาที่เกี่ยวข้องกับซินเจียง สาดโคลนใส่ร้ายต่อความพยายามในการต่อต้านภัยก่อการร้ายในซินเจียง ยังมีนักการเมืองบางคนถึงกับไปพบปะหารือกับขบวนการแบ่งแยกดินแดน “เตอร์กิสถานตะวันออก” อย่างประเจิดประเจ้อ แถมมีพฤติกรรมสนับสนุนขบวนการเตอร์กิสถานตะวันออกอย่างออกนอกหน้า พวกเขาเหล่านี้พยายามที่จะสร้าง “ข่าวปลอม” แต่ก็ถูกตบหน้าประจานด้วยข้อเท็จจริงหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งคนเหล่านี้ได้สูญสิ้นทั้งความซื่อสัตย์และคุณธรรมจริยธรรม 

สภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐผ่านร่างกฎหมายที่ใช้ชื่อว่า “กฎหมายว่าด้วยนโยบายสิทธิมนุษยชนชาวอุยกูร์ ปี 2019” ซึ่งเป็นการจงใจให้ร้ายสภาพสิทธิมนุษยชนในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ของจีน และเป็นการใส่ร้ายป้ายสีต่อความพยายามของประเทศจีน ในการขจัดลัทธิความรุนแรงสุดโต่งและปราบปรามภัยก่อการร้ายที่เกิดขึ้นภายในประเทศ อีกทั้งยังเป็นการโจมตีนโยบายในการแก้ไขปัญหาซินเจียงของรัฐบาลจีนด้วยใจคอที่เหี้ยมโหด อันเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและทำลายหลักการพื้นฐานด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง แสดงพฤติกรรมแทรกแซงกิจการภายในของประเทศจีนอย่างป่าเถื่อน ซึ่งประเทศจีนต้องขอแสดงท่าทีเคืองแค้นและต่อต้านพฤติกรรมเช่นนี้อย่างเด็ดขาด


 
ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับซินเจียงนั้น ไม่ใช่ปัญหาสิทธิมนุษยชน ปัญหาชาติพันธุ์ หรือความขัดแย้งทางศาสนา แต่เป็นปัญหาการแก้ไขเหตุการณ์ความรุนแรงและการก่อการร้าย และต่อต้านการแบ่งแยกดินแดนเราต้องขอแจ้งเตือนให้ฝ่ายสหรัฐอเมริกาได้ทราบด้วยว่า กิจการในซินเจียงนั้นเป็นกิจการภายในของจีนเท่านั้น รัฐบาลปักกิ่งไม่อาจยอมรับการแทรกแซงในรูปแบบใดก็ตามจากต่างประเทศ การที่สหรัฐใช้ร่างกฎหมายข้างต้นเพื่อใส่ร้ายป้ายสีต่อมาตรการของประเทศจีนในการต่อต้านภัยก่อการร้ายและขจัดลัทธิความรุนแรงอย่างสุดโต่งนั้น มีแต่จะแสดงถึงสองมาตรฐานในประเด็นปัญหาการต่อต้านการก่อการร้ายของรัฐบาลวอชิงตัน และทำให้ชาวจีนจะได้ประจักษ์ในภาพลักษณ์อันจอมปลอมหลอกลวงและจิตใจอันเลวทรามชั่วช้าของฝ่ายอเมริกา 

รัฐบาลและชาวจีนมีความมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยวในการปกป้องอำนาจอธิปไตย ความมั่นคงและผลประโยชน์ในการพัฒนาชาติ แม้ว่าฝ่ายสหรัฐจะใช้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับซินเจียงมาทำการยุยงปลุกปั่นให้แตกความสามัคคีระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ในจีน หรือเพื่อต้องการทำลายความมั่นคงและมั่งคั่งของซินเจียง หรือจะต้องการยับยั้งการพัฒนาสู่ความแข็งแกร่งของจีนก็ตาม ล้วนไม่อาจสัมฤทธิ์ผลได้อย่างแน่นอน เราขอเตือนให้สหรัฐรีบแก้ไขความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ยับยั้งกระบวนการผ่านร่างกฎหมายดังกล่าว และหยุดใช้ประเด็นปัญหาซินเจียงมาแทรกแซงกิจการภายในของจีน ซึ่งจีนจะเฝ้าสังเกตสถานการณ์ และทำการตอบโต้อย่างทันท่วงทีต่อไป


 
ประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า บางประเทศใช้เครื่องมือสองมาตรฐาน นำเอามาตรการต่อต้านภัยก่อการร้ายมาเป็นเครื่องมือสร้างอิทธิพลทางการเมืองเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ผลก็คือภัยก่อการร้ายกลับยิ่งรุนแรงกว่าเดิม ถึงขั้นนำไปสู่ความหายนะในภูมิภาค การต่อต้านลัทธิก่อการร้ายในซินเจียงของจีน เน้นขับเคลื่อนนโยบายแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ โดยพึ่งมาตรการปรับปรุงคุณภาพชีวิต แก้ไขทั้งต้นเหตุและปลายเหตุควบคู่กันสร้างหลักประกันแห่งความผาสุกของประชาชน 
 
นับตั้งแต่ปลายปีที่แล้วมีองค์กรต่างชาติกว่า 70 คณะเดินทางไปศึกษาดูงานที่ซินเจียง สัมผัสด้วยสายตาของตนเองซึ่งได้เห็นถึงสถานการณ์ความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรื่องในการพัฒนาซินเจียง ซึ่งคณะชาวต่างชาติล้วนแสดงความชื่นชมต่อผลงานความสำเร็จในการต่อต้านภัยก่อการร้ายและขจัดลัทธิความรุนแรงอย่างสุดโต่งในพื้นที่ซินเจียง โดยเห็นว่าเป็นประสบการณ์ความสำเร็จที่ควรค่าแก่การนำไปปรับใช้ในพื้นที่อื่น วิญญูชนย่อมมีความยุติธรรมประจำใจ


 
นอกจากนั้น เมื่อไม่นานมานี้ ผู้แทนกว่า 60 ประเทศได้แสดงท่าทีสนับสนุนนโยบายที่เกี่ยวข้องกับซินเจียงของรัฐบาลจีน ผ่านการปราศรัยในที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ( ยูเอ็นจีเอ ) รวมถึงแสดงท่าทีต่อต้านการกระทำของชาติตะวันตกบางประเทศที่ใช้ "สิทธิมนุษยชน" เป็นข้ออ้างเพื่อแทรกแซงกิจการภายในของประเทศจีน หรือนำเอาปัญหาสิทธิมนุษยชนมาขยายความให้เป็นประเด็นทางการเมือง ในบรรดาผู้นำ 60 กว่าประเทศนี้ มี 30 กว่าประเทศเป็นประเทศอิสราม ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่า ในประเด็นปัญหาสิทธิมนุษยชนและการพัฒนาของซินเจียงนั้น ใครถูกใครผิดสังคมย่อมรู้แก่ใจ
กลอุบายใดที่มุ่งใส่ร้ายป้ายสีต่อจีน ในความพยายามแก้ไขปัญหาภัยก่อการร้ายและลัทธิความรุนแรงสุดโต่งในซินเจียง ย่อมไม่อาจสัมฤทธิ์ผล รวมถึงกลอุบายใดที่คิดจะแอบอ้างปัญหาซินเจียงมาแทรกแซงกิจการภายในของจีน เพื่อทำลายการพัฒนาสู่ความมั่นคงมั่งคั่งของซินเจียง ย่อมต้องแพ้ภัยตนเองอย่างแน่นอน จีนจะยังคงดำเนินงานกิจการภายในของตนเองให้ดีต่อไป ยังคงขับเคลื่อนนโยบายบริหารปกครองซินเจียง เพื่อสร้างความมั่นคงและมั่งคั่ง สร้างความสามัคคีระหว่างชนชาติ สร้างซินเจียงให้เกิดความสมานฉันท์ นี่แหละคือการตอบโต้ที่ทรงพลังที่สุดต่อข่าวลือและคำใส่ร้ายป้ายสีที่มีต่อเรา.
-----------------------------------------------------------------------
ฯพณฯ หลู่ย์ เจี้ยน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย 
 
เครดิตภาพประกอบ : GETTY IMAGES
เครดิตภาพเอกอัครราชทูต : สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย 

 


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    70%
  • ไม่เห็นด้วย
    30%

บอกต่อ : 30