อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 25 พฤศจิกายน 2563

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 25 พฤศจิกายน 2563

"ป้อม – วินิจ" รีวิว 25 ปี พัฒนาตัวเองคือจุดเริ่มต้นที่ไม่สิ้นสุด

เทรนดี้ ฟรีไทม์ : เมคอัพอาร์ทิสต์เบอร์ท็อป “ป้อม – วินิจ” แนะเทรนด์แต่งหน้าซีซั่นใหม่ พร้อมรีวิว 25 ปีฝีมือเป็นเรื่องสำคัญ พัฒนาตัวเองคือจุดเริ่มต้นที่ไม่สิ้นสุด อาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม 2563 เวลา 17.56 น.


ถ้าพูดถึงเมคอัพ อาร์ทิสต์เบอร์ต้น ๆ ของเมืองไทย ต้องยกให้ ป้อม - วินิจ บุญชัยศรี ที่การันตีฝีมือในด้านการเมคอัพยืนหนึ่งมาแล้วกว่า 25 ปีในวงการ และล่าสุดเจ้าตัวได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่คร่ำหวอดและคลุกคลีทั้งในวงการแฟชั่น ความงามและในวงการบันเทิง ก้าวออกมาพิสูจน์ตัวเองกับโปรเจ็คในฝัน ที่อยากมีผลิตภัณฑ์ที่คิดค้นและพัฒนาขึ้นมาเอง นั่นคือการร่วมกับทาง “รัน คอสเมติก (RAN Cosmetic)” พร้อมนั่งแท่นครีเอทีฟ ไดเร็คเตอร์ พัฒนาแป้ง “รัน ออริจินัล พลัส” ล่าสุด “เทรนดี้ ฟรีไทม์” มีโอกาสได้พูดคุยกับเมคอัพ อาร์ทิสต์คนดังถึงโปรเจคต์สุดท้าทายนี้ พร้อมรีวิวเรื่องราวตลอด 25 ปีในวงการ ที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม คราบน้ำตา ความไม่ยอมแพ้ และความสำเร็จ รวมไปถึงอัพเดทเทรนด์แต่งหน้าซีซั่นใหม่ ให้สาว ๆ ได้อ่านกันแบบจัดเต็มด้วย

 

เปิดจุดเริ่มต้นที่ไม่สิ้นสุดในวงการเมคอัพ อาร์ทิสต์
“ก่อนถึง 25 ปีในวงการแต่งหน้า ป้อมทำงานมา 10 กว่าปี ซึ่งเรารู้สึกว่าเราก้าวผ่านการเป็นเมคอัพ อาร์ทิสต์รุ่นเด็ก มาจนถึงเราได้แต่งดาราตัวแม่แล้ว ก่อนหน้านี้ไปทำงานก็คิดแค่ว่าเราจะทำงานแล้วเก็บเงินไว้สักก้อน ไปซื้อบ้านซื้อที่ดิน แล้วเวลามีงานเราก็กลับเข้ามาทำ แต่บังเอิญเราได้ไปเจอคุณแม่ของเจ้าสาวอยู่ท่านนึง ขออนุญาตบอกว่าลูกสาวเขาไม่ได้เป็นพิมพ์นิยมที่คนส่วนใหญ่นิยามว่าสวย แต่เราตั้งใจแต่งหน้าให้น้องอย่างสุดฝีมือ แต่งอยู่ประมาณ 3 ชั่วโมง จนคุณแม่เขาเห็นถึงความตั้งใจของเรา และเขาก็เอ็นดูและเข้ามาถามเรา “หนูจะเป็นยังไงต่อ” เราก็ตอบไปว่า “หนูก็กำลังเก็บเงิน และคิดว่าอีกหน่อย อนาคตเราเป็นช่างแต่งหน้าที่มีอายุแล้ว งานน้อยลง เราก็จะไปซื้อบ้านที่ต่างจังหวัด ปลูกต้นไม้ มีงานค่อยกลับเข้ามาทำ” แต่คุณแม่ของน้องบอกว่า “ทำไมหนูคิดว่ามันจะเป็นจุดสิ้นสุด จริง ๆ แม่คิดว่าหลังจากนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของหนูไปตลอด เพราะว่าหนูได้ผ่านทั้งการลองถูกและผิดมาแล้ว และสิ่งที่คุณแม่เห็นในตัวหนู คือความตั้งใจและยังพัฒนาไปได้ต่ออีกเยอะ แม่ขอให้หลังจากนี้ไป เป็นจุดเริ่มต้นของหนูแล้วกัน” หลังจากนั้นมาเราก็นำคำพูดของคุณแม่ท่านนั้นมาพัฒนาตัวเองจนถึงตอนนี้ ก่อนหน้านี้เราจะได้ยินช่างแต่งหน้ารุ่นพี่บอกว่าเราโตแล้ว มีเด็กรุ่นใหม่เข้ามาแทน แต่ไม่ใช่ จริง ๆ แล้วจะบอกว่าไว้อย่างนึงว่าอาชีพช่างแต่งหน้า เป็นหนึ่งในไม่กี่อาชีพที่ยิ่งมีประสบการณ์มาก จะยิ่งมีฝีมือมาก มีมุมมองและวิสัยทัศน์ที่ดี ซึ่งคำว่าวิสัยทัศน์มันมากกว่าฝีมือที่ผ่านมาด้วยซ้ำ ตรงนี้มันสามารถไปต่อจากจุดสิ้นสุดจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ไม่มีสิ้นสุดเลย”

การแข่งขัน อยู่ที่ตัวเรา
“สำหรับมุมมองการแข่งขันในวงการแต่งหน้า สำหรับป้อมคือง่ายมาก อยู่กับตัวเรา ถ้าตัวเรายังคงมาตรฐาน หรือไปได้เยอะกว่านี้ ไม่ต้องไปกลัวอะไรเลย คำตอบสั้น ๆ เลยคือถ้าตัวเราดีขึ้น ทุกอย่างก็เป็นไปตามขั้นบันไดหมด”

เปิดมุมมองคำว่า “สวย”
“สมัยนี้มันสำคัญมากเลยกับคำว่า “เอ็มพาวเวอร์ริ่ง บิวตี้ (Empowering Beauty)” จริง ๆ แล้วนอกจากสิ่งที่เรามองเห็นภายนอก มันต้องมีแอดติจูดที่สามารถทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ต้องใช้ความสวยให้เป็นประโยชน์ ข้างในต้องมีมากกว่าความสวย และมันจะทวีคูณไปเรื่อย ๆ ทำให้คำว่า “สวย” ไม่มีที่สิ้นสุด”

ความสำคัญของการแต่งหน้า
“การแต่งหน้าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ดูได้จากที่มีวันนึงเรากำลังแต่งหน้าให้ดาราท่านนึงอยู่ และมีคนต้องการให้เราแต่งหน้าให้เขาอีก 4 ท่าน แล้ววันนั้นดาราท่านแรกถ่ายงานที่สตูดิโออะไร ในวันนั้นดาราอีก 4 ท่านก็บอกให้ทีมงานมาจองสตูดิโอนี้ เพื่อให้เราสามารถแต่งให้ครบหมดทั้ง 5 ท่าน พอมาเห็นตรงนี้เราคิดว่าการแต่งหน้าสำคัญมาก แต่ตรงนี้ก็ไม่ได้ทำให้เราทนงตัวเลย มันยิ่งทำให้เรารักษามาตรฐานให้ดีมากกว่าเดิม  เหตุการณ์วันนั้นป้อมยอมเหนื่อยมากกว่าเดิมสิบเท่า เพราะทุกคนคาดหวังมาก เราก็ยิ่งต้องทุ่มเท ทีมงานยอมย้ายโลเคชั่นเพื่อมาแต่งหน้ากับเรา ในใจเราคิดตลอดเวลาว่าเขาทุ่มเทมาเพื่อเราแล้ว เราต้องทำกลับให้เขา ทุกคนต้องสวยมากกว่าเดิมอีกหลายเท่า การแต่งหน้ามันสำคัญมากทั้งกับเขาและกับเรา คืออาชีพช่างแต่งหน้าทำงานอยู่กับความคาดหวังของคนที่จะมาให้เราแต่ง ดังนั้นไม่มีวันไหนเลยที่เราคิดว่าการแต่งหน้าเป็นเรื่องเล่น ๆ ซึ่ง 25 ปีที่ผ่านมาเรามีความคิดที่จะต้องทุ่มเทในการแต่งหน้าให้เต็มที่มาโดยตลอด”

ทุกงานคือผลงานมาสเตอร์พีซ
“ถามว่างานไหนยากที่สุด เราไม่ได้ตอบแบบโลกสวยนะ คือมันยากทุกงาน แต่ละงานคนก็คาดหวัง โดยเฉพาะคำว่า “ป้อม วินิจ” แล้ว อาจคาดหวังมากกว่าคำว่าช่างแต่งหน้าธรรมดา จินตนากรคนที่มาแต่งหน้ากับเรา เคยมีแม้กระทั่งแต่งหน้าเจ้าสาว เขาเอารูปคุณ พอลล่า เทเลอร์ มา นั่นคือการคาดหวัง แต่เราไม่เคยคิดว่าหน้าแบบนี้จะเอาขนาดนั้นเลยเหรอ มันไม่ใช่ เราต้องทำให้เขาเหนือกว่าสิ่งที่เขาคาดหวังให้ได้”

ไม่ดูถูกความคาดหวังเรื่องความงาม
ป้อมไม่เคยดูถูกความคาดหวังของคนที่มาให้เราแต่งหน้าเลย เพราะการทำอะไรก็แล้วแต่ เราเอาใจเราเป็นใจเขาทุกงาน  คือทุกคนมีความคาดหวังหมด มีแม้กระทั่งคนที่แต่งหน้าเสร็จแล้วจะร้องไห้ด้วย (ยิ้ม) เขารู้สึกเกินคาด เพราะเขาชอบบอกตัวเองไม่ใช่คนสวย แล้วในวันแต่งานของเขา พอแต่งหน้าเจ้าสาวเสร็จ เจ้าบ่าวเดินมาขอบคุณ และบอกเราว่า “พี่รู้รึเปล่า ผมขอเจ้าสาวแต่งงาน เจ้าสาวไม่ขออะไรเลย แต่ขอให้ผมจ้างพี่มาแต่งหน้าให้เขาให้ได้” โห! นี่มันวันสำคัญที่สุดของเขาและเรากลายเป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญที่สุดของเขาเหรอเนี่ย เพราะฉะนั้นทุกโมเม้นต์มันมีคุณค่าทางจิตใจทั้งของเขาและเรามาก ๆ ป้อมทำงานด้วยศิลปะ เพราะฉะนั้นทุกงานและทุกโมเม้นต์ที่เกิดขึ้นมาจากใจของเราล้วน ๆ บางทีนั่งคุยกับเพื่อนที่เป็นหมอ ก็บอกว่าอาชีพเธอกับอาชีพฉันไม่ต่างกัน จะนอนดึกก็ต้องดึก จะพักผ่อนน้อยก็ต้องพักผ่อนน้อย เคยมีแม้กระทั่งเสร็จงานตี 4 และต่ออีกงานตอน 6 โมงเช้า แต่เราไม่เคยแสดงว่าเราอดนอนมาจากงานไหนเลย ทุกอย่างต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่หมด ต้องสดปิ๊งสำหรับเขาตลอด”

ชื่อเสียงกับการคอยเตือนตัวเอง
“พอคนเรามีชื่อเสียง ถามว่ามันมีที่จะหลุดจากความตั้งใจตรงนั้นมาบ้างมั้ย มันก็มี แต่เราก็คอยเตือนตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพราะเราเคยผ่านตรงจุดที่เป็นช้อยส์สุดท้ายของคนที่จะเลือกมาก่อน เพราะฉะนั้นพอเรามาวันนี้ที่เราเป็นช้อยส์แรก เราจะไม่มีวันลืมวันแรกที่เราเป็นตัวเลือกสุดท้ายมาก่อนเลย”
 



แรงใจสำคัญในการก้าวผ่านช่วงเวลาเป็นตัวเลือกสุดท้าย
“กว่าจะมีกำลังใจนี่คืออยู่กับตัวเองและนั่งจมกับกองน้ำตามาค่อนข้างเยอะ (ยิ้ม) ซึ่งตอนนั้นป้อมพูดตรง ๆ เลยว่าเราไม่พอใจกับสิ่งที่เรากำลังเป็นอยู่ นั่นคือการเป็นช้อยส์สุดท้าย เราก็ทำอะไรไม่ได้ แต่ตรงนี้ต้องยกความดีให้คุณพ่อคุณแม่ที่เลี้ยงเรามา ให้เราเป็นคนที่เจียมตัวและรักดี คำว่ารักดีโดยความหมายของมัน และถ้าเราทำได้มันจะพาเราไปได้ในทุกอย่าง ง่าย ๆ เลยช่วงเวลานั้น เราอยู่กับตัวเอง และหาคำตอบว่ามีวิธีไหนที่จะทำให้เราออกจากจุดที่เราเป็นอยู่ได้ ตอนนี้เราเป็นใคร ทำอะไรอยู่ เราแต่งหน้าใช่มั้ย ใช่! เราคือช่างแต่งหน้า คนที่มีชื่อเสียงหรือได้รับการยอมรับ ทำไมเขาถึงได้รับการยอมรับ ก็เพราะเขาแต่งหน้าสวย โอเค หลังจากนั้นทุกอย่างที่ทำให้เราได้พัฒนาฝีมือ พัฒนามุมมอง ทั้งการดูหนัง ฟังเพลง ติดตามเทรนด์ และทำตัวรับสิ่งใหม่ ๆ รับนวัตกรรมใหม่ ๆ เข้ามา นี่เป็นองค์ประกอบหลักที่ทำให้เรามีฝีมือ และมุมมองที่ใหม่สดตลอดเวลา ไม่เป็นน้ำเต็มแก้ว ยิ่ง พ.ศ. นี้ ยิ่งอยู่กับการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โลกเราเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เทรนด์ก็เปลี่ยนไวมาก วันนี้ฝั่งเกาหลีมา วันนี้ฝั่งยุโรปมา เราต้องพัฒนา ยอมรับและนำมาปรับใช้”

ส่งต่อคำแนะนำไปยังเมคอัพ อาร์ทิสต์รุ่นน้อง
“อยากเล่าย้อนไปนะ  นึกทีไรมันก็ถือเป็นกำลังใจกับตัวเองทุกที (ยิ้ม) ก่อนหน้าที่เราจะมาเป็นเมคอัพ อาร์ทิสต์ เราก็บอกคุณพ่อคุณแม่ว่าเราอยากทำอาชีพด้านนี้ ด้วยความเป็นผู้ใหญ่ท่านก็ค่อนข้างห่วง เพราะมันเป็นอาชีพที่แบบไม่ถาวรเลย แต่ทุกวันนี้เราทำให้เขารู้แล้วว่าสิ่งที่เราทำอยู่ มันยิ่งใหญ่กว่าที่เขาคิดมาก ทุกวันนี้ตัวป้อมเองเจอคนที่เครซี่การแต่งหน้ามาก ๆ เราเจอคนแม้กระทั่งวิ่งมากอด กระโดดจูบเราเลยด้วยซ้ำ (ยิ้ม) ไม่เคยเจอเรามาก่อน แต่เขาดูงานของเราแล้วรักมาก  เขาแค่มองผลงานของเราแล้วเขารักเรา แสดงว่างานศิลปะทางด้านเมคอัพมีคนให้คุณค่ามาก ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่เราภาคภูมิใจมาก ถามว่าอาชีพเมคอัพจะยั่งยืนมั้ย สำหรับคนที่อยากเข้าเป็นเมคอัพ อาทิสต์รุ่นใหม่ ๆ ป้อมพูดได้คำเดียวว่าฝีมือเท่านั้น จะพาเราไปสู่ในที่ที่เราไม่คิดว่าเราจะได้ไปเกือบทุกด้าน   ไม่ว่าจะสถานที่หรือการเจอบุคคลสำคัญมาก ๆ มันอเมซิ่งมาก องค์ประกอบมันแล้วแต่สไตล์ของแต่ละคน ที่จะทำให้ตัวเองมีฝีมือขึ้นมาได้ยังไง แต่ป้อมพูดได้เลยว่าฝีมืออย่างเดียวเลยจริง ๆ”

 

 

เป้าหมายที่อยากให้สำเร็จ กับการทำเครื่องสำอางค์ของตัวเอง
“เป้าหมายต่อไปที่อยากทำให้สำเร็จ คือการทำเครื่องสำอางค์ของตัวเอง โชคดีที่ได้มาเจอกับทาง “รัน คอสเมติก” ซึ่งป้อมก็เล่าเจตจำนงค์ว่าเรามีความฝันไว้ตรงนี้นะที่จะมาทำ จึงได้เริ่มโปรเจค “25 ปีกับป้อม วินิจ” นี้ ตอนนี้เราได้พัฒนาสูตรแป้ง “รัน ออริจินัล พลัส” ตัวใหม่ล่าสุด โดยเรามาเป็นครีเอทีฟ ไดเร็คเตอร์ให้กับทางแบรนด์ ที่จะพัฒนาเครื่องสำอางค์ดี ๆ และเป้าหมายของเราคือการขยายตลาดออกไป อาจเริ่มในเซ้าท์อีส เอเชียก่อน และมองไว้ที่ในระดับโลก ก่อนหน้านี้ที่เราเป็นช่างเด็ก ก็จะทำงานกับช่างรุ่นใหญ่ตลอด แต่คำ ๆ นึงที่เราได้ยินจากช่างรุ่นพี่ก็คือ “เด็กก็มาแย่งงานเราไป” คำนี้เป็นคำที่แบบจะไม่ได้เกิดกับตัวฉัน และอีกอย่างคือ “ตอนนี้เราแต่งหน้าโบราณ” คำนี้ก็จะไม่ให้เกิดกับตัวฉัน เพราะเรารู้แล้วว่าสิ่งที่รอเราอยู่ข้างหน้าคืออะไร แล้วเราจะไปตรงนั้นทำไม โชคดีตรงนี้ว่าป้อมชอบมองไปข้างหน้าค่อนข้างไกล ทุกวันนี้ตรงนี้เลยไม่ปรากฎ เพราะเรารับสิ่งใหม่ ๆ ตลอด เราเรียนรู้ เราไม่ใช้คำว่า “อีโก้” เพราะสิ่งเหล่านี้ ทั้งแฟชั่นหรือเทรนด์ มันเป็นอะไรให้ทุกคนเสพ แล้วเราจะอยู่กับที่ทำไม เราก็ต้องเสพ  อาจารย์ที่สอนป้อมวาดรูปคนแรก ตอนนั้นเรายังไม่ได้เป็นช่างแต่งหน้า ประมาณสัก 30 ปีที่แล้ว เขาบอกว่า “ถ้าคุณอยากทันสมัยหรือเป็นคนเสพศิลปะ คุณต้องดูหนังและฟังเพลงที่มาใหม่ตลอดเวลา” ซึ่งเราก็เลยเป็นคนที่เสพอะไรที่ใหม่ ๆ ตลอดเวลาตั้งแต่ตอนนั้นมาถึงตอนนี้ จะงานผิว เราก็เป็นผิวสมัยใหม่ ใช้นวัตกรรมใหม่ ๆ อาชีพช่างแต่งหน้าก็เป็นไม่กี่อาชีพ ที่ยิ่งแก่ประสบการณ์ ยิ่งมีทักษะเยอะ ๆ จะทำให้เรามองอะไรได้ขาดง่ายด้วย ตรงนี้มันเป็นสิ่งที่ดีที่เราสามารถเอามาพัฒนาตัวโปรดักซ์ได้ดีมาก ก็เป็นอีกความท้าทายของเรา”
 
 









เมคอัพเน้นงานผิว เอกลักษณ์การแต่งหน้าของ ป้อม - วินิจ
 

หยิบประสบการณ์ 25 ปีในวงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในฝัน
“จริง ๆ ป้อมทำงานประมาณมา 25 ปีในการแต่งหน้า คิดว่ามันถึงเวลาแล้ว ส่วนตัวเป็นคนที่ชอบพัฒนาตัวเองตลอดเวลา และเรียกว่าตรงนี้ได้เวลาที่เราใช้สิ่งที่เราสะสมมาตลอดระยะเวลาทำงาน มาเริ่มโปรเจ็คนี้เพื่อพัฒนาสูตรแป้งที่ดีที่สุด คือต้องย้อนไปสมัยก่อน เราจะเห็นว่าช่างแต่งหน้าดัง ๆ ต้องใช้เครื่องสำอางค์จากแบรนด์นอก แต่ป้อมอยากให้เราช่วยกันสนับสนุนตัวแป้งที่เป็นแบรนด์คนไทยจริง ๆ ที่สำคัญในส่วนโปรดักซ์เองป้อมก็ตั้งใจมากในการพัฒนาสูตร ใครที่ติดตามจะเห็นว่าป้อมใส่ใจเรื่องการบำรุงมาก ก่อนเปิดตัวแป้งรันป้อมเองก็ใช้แป้งรุ่นนี้ทำงานตลอด คนที่ติดภาพว่าใช้แป้งแล้วงานผิวจะหายไป แต่ถ้าดูงานของเราจากในอินสตาแกรม จะเห็นว่าความเป็นผิวยังอยู่ ส่วนตัวเวลาป้อมแต่งหน้าให้แบบหรือลูกค้า จะไม่ชอบแต่งหน้าหนา เพราะฉะนั้นแป้งตัวนี้จะช่วยอำพรางริ้วรอยได้เพียงแค่ทานิดเดียว ก็ยังดูเป็นงานผิว และสามารถทาเพิ่มการปกปิดจนถึงขั้นสุด และป้อมอยากให้แป้งตัวนี้เหมือนเราได้ใช้ตัวบำรุงผิวมาอยู่บนหน้าเราตลอดเวลา เราปล่อยไม้เด็ดตรงส่วนผสมคือไฮยาลูรอน นอกจากนี้ยังมีแอสตาแซนทิน  ที่ช่วยให้เสริมให้คุณสมบัติด้านกันแดดของแป้งที่เราใส่ลงไปทำงานได้ดีกว่าเดิม”
 

เทคนิคลงแป้งให้สวยเป๊ะ และยังได้งานผิวสวย
“สำหรับเทคนิคการลงแป้งที่ถูกต้องทั่วไป เราต้องเริ่มจากการลงบาง ๆ ก่อน และทาบริเวณหน้าแก้มไปจนถึงใต้ตา หรืออาจใช้พู่กันทาให้แค่เนื้อแป้งโปรยลงไปบนผิว ปกปิดแบบบางเบาแล้วเกลี่ยไปทั่วหน้า มันเหมือนเป็นการโทนอัพผิวหน้าขึ้นมา 1 สเต็ป แต่ถ้าเราอยากได้ลุคการแต่งหน้าแน่น ที่ดูมั่นใจ ก็ใช้พัฟกดลงไป ก็จะได้เป็นผิวที่ปกปิดทุกปัญหา แต่ยังคงความเป็นผิว และเดี๋ยวนี้การแต่งหน้าไม่เป็นกฏเกณฑ์เหมือนสมัยก่อน เด็กรุ่นใหม่ที่เห็นจะไม่มีลงสกินแคร์ ลงรองพื้นและแป้งฝุ่น เป็นสเต็ปอีกต่อไป เด็กรุ่นใหม่จะใช้มิกซ์แอนด์แมชท์ บางทีคนที่มีปัญหาแต่อยากได้งานผิว ป้อมแนะนำแป้งรันรุ่นนี้ในการครีเอทลุค คืออาจลงเพื่อปกปิด หลังจากนั้นก็อาจใช้เป็นพวกมิสต์ฉีดบนใบหน้า เพื่อให้การปกปิดกลายเป็นผิวมากยิ่งขึ้น หรือเดี๋ยวนี้การแต่งหน้าที่ต้องอาศัยเวลาที่รวดเร็ว ในบางขั้นตอนถ้ารีบเร่ง เราสามารถลงน้ำตบแล้วใช้พู่กันเบอร์ใหญ่ ๆ คอนทัวร์หน้าเบา ๆ แล้วปัดแป้งทั่วหน้า ใบหน้าก็จะดูสว่างและปกปิด และได้สีผิวที่สวยตามต้องการ”
 

เมคอัพในโทนสนุกสนาน แต่รู้จังหวะ

อัพเดทเทรนด์แต่งซีซั่นหน้า เน้นสนุก แต่รู้จังหวะ
“สำหรับเทรนด์การแต่งหน้า สำหรับในปีนี้และปีที่จะมาถึงจะเป็นเทรนด์สาว ๆ มีความสนุกกับการแต่งหน้ามาก เริ่มมีการใช้สีที่เราไม่คิดว่าจะมีการใช้ได้ เช่น สีแบล็กไลท์ หรือสีที่ฉีกกฎจากที่ชาวไทยเคยใช้ในปีก่อนหน้านี้ อย่างสีโครอล พีช ๆ หรือเอิร์ธโทน แต่ในซีซั่นหน้าจะเป็นสีตรงข้ามกลับมาใช้บ้าง เช่น สีฟ้า สีเขียว หรือสีพวกหวาน ๆ ผสมสไตล์มิกซ์แอนด์แมทช์ค่อนข้างเยอะ จะมีความสนุกสนานมากขึ้น แต่ความสนุกนี้จะมีข้อจำกัด ตรงที่ไม่เยอะจนเป็นแฟนซี แต่เป็นงานกิมมิคและการจัดวางคอมโพซิชั่นบนหน้ามายิ่งขึ้น ดึงเรื่องจังหวะ การฉีกกฎทุกอย่าง แต่ที่สำคัญคืองานผิวยังต้องเนียนเรียบ ไร้ที่ติ ซึ่งการแต่งหน้าในซีซั่นหน้าจะเป็นการนำศิลปะเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย อย่างการเลือกสีลิป อาจเป็นเลือกเป็นคู่สีที่น่าสนใจหรือดูสนุก เช่น ตาทาสีฟ้า ปากอาจทาสีชมพูก็ได้ แต่อาจไม่ได้เป็นสีชมพูแบบรุ่นคุณแม่ใช้ อาจเป็นสีชมพูป็อปอาร์ต หรือแบล็กไลท์ แต่ไม่ใช่ตาสด ปากก็สด อาจมีการลดดีกรี เพื่อให้มีจังหวะในการแต่งหน้า แต่แต่งแล้วก็ให้เดินถนนได้ เป็นงานศิลปะที่ไม่ดูแฟนซี ก็ฝากสาว ๆ ให้ระวังในการแต่งตรงจุดนี้ ต้องใช้ประสบการณ์และรอดูฟีดแบ็กที่ได้รับด้วย”

การไม่หยุดพัฒนาตัวเอง พร้อมเรียนรู้ อัพเดทเทรนด์ตลอดเวลา ไม่ดูถูกคุณค่าและความหวังของความงาม และทำทุกงานให้เป็นผลงานมาสเตอร์พีซ น่าจะเป็นคำนิยามที่ที่สุดสำหรับ “ป้อม – วินิจ” เมคอัพ อาร์ทิสต์ระดับท็อปคนนี้
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 18