อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 5 ธันวาคม 2563

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 5 ธันวาคม 2563

บันทึกจากทนายเข้าเยี่ยม'แอมมี่' ก่อนได้รับการประกันตัว

แอมมี่ บอตทอมบลูส์ แชร์ข่าวจากทนายความที่เข้าเยี่ยมตอนโดนคุมตัว ด้านชาวเน็ตแห่แสดงความคิดเห็นมากมาย อังคารที่ 20 ตุลาคม 2563 เวลา 15.35 น.


นับเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่หลายคนในสังคมให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามจลาจล ได้นำกำลังเข้ามาควบคุมตัวหนุ่ม แอมมี่ The Bottom Blues นักร้องและนักดนตรีคนดัง ขณะนำมวลชนเข้าปักหลักพื้นที่ถนนบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อเตรียมชุมนุมใหญ่ม็อบ 14 ตุลา ต่อมาหนุ่มแอมมี่ก็ได้ออกมาโพสต์โซเชียลบอกว่าตนและเพื่อนถูกเจ้าหน้าที่จับกุมไป ทำให้มีการวิจารณ์ถึงประเด็นนี้อย่างดุเดือดในโลกออนไลน์ ก่อนที่ล่าสุดหนุ่มแอมมี่จะได้รับการประกันตัวในที่สุด ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าล่าสุดในเฟซบุ๊กของหนุ่มแอมมี่ก็ได้มีการแชร์ข้อความบันทึกจากทนายที่ไปเยี่ยมตนตอนถูกคุมตัว โดยเนื้อหากล่าวจากเพจ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ซึ่งกล่าวว่า


“บันทึกจากทนายความผู้เข้าเยี่ยมแอมมี่ The Bottom Blues ผู้ชุมนุม #คณะราษฎรอีสาน วันนี้ ก่อนได้รับการประกันตัว



เขาเป็นนักร้อง เป็นนักต่อสู้ ไม่ใช่นักโทษ
.
วันนี้เราไปเยี่ยมแอมมี่ The Bottom Bules และผู้ชุมนุมที่ถูกจับจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยอีก 16 คน ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯในฐานะทนายความ ตำรวจมาแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มอีกจากเหตุวันที่ 13 ต.ค.63 ก่อนเริ่มกระบวนการแจ้งข้อหาเราคุยกับตำรวจ ว่าพี่ตำรวจเค้าใช้กฎหมายกันยังไงย้อนแย้งกันไปหมด ในเมื่อจริงๆแล้วระหว่างประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน(กรณีโควิด)ไม่ใช้กฎหมายชุมนุมสาธารณะ แต่ข้อกำหนดของพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯกำหนดให้ชุมนุมได้ตามเกณฑ์พ.ร.บ.ชุมนุมฯ กลายเป็นว่าคดีนี้นอกจากความผิดตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯแล้วก็ยังกล่าวหาว่าผิดพ.ร.บ.ชุมนุมฯอีก เป็นการใช้กฎหมายที่ย้อนแย้งมาก
.
ตัดมาที่แอมมี่ เขาออกมาจากด้านในเรือนจำมาถึงห้องที่จัดไว้พบทนายความและตำรวจโดยเฉพาะ ภายในห้องแยกส่วนของผู้ต้องขังและทนายความออกจากกันมีลูกกรงและกระจกกั้น พูดคุยผ่านสายโทรศัพท์ มันไม่ได้พบเป็นการส่วนตัวตามที่กฎหมายว่าไว้หรอก เพราะในห้องก็มีทนายความและผู้ต้องหารายอื่นๆเต็มไปหมด ทั้งเรือนจำมีอยู่ห้องเดียว
.
แน่นอนแอมมี่ตัดผมเกรียนแล้ว ถ้านึกภาพไม่ออก ก็ผมทรงเดียวกับไมค์และอานนท์ที่ถูกปล่อยตัวคราวก่อน แอมมี่ยืนกอดอกหน้าเครียด ใส่แว่นสายตากรอบดำ เสื้อผู้ต้องขังสีน้ำตาล ยืนมองหน้าตำรวจที่จะมาแจ้งข้อหาเพิ่ม จ้องมองอย่างนั้นอยู่พักนึงก่อนจะหันมาคุยกับเรา เขาสอบถามความคืบหน้าคดีกับทนาย “วันนี้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่ให้ประกันแล้ว รอฟังผลว่าศาลอุทธรณ์จะว่าอย่างไร” เราตอบ และแจ้งว่าวันนี้ตำรวจจะมาแจ้งข้อหาเพิ่มในคดีเดิม พร้อมทั้งแจ้งข้อกล่าวหาในคดีสาดสีที่สน.สำราญราษฎร์ เมื่อช่วงปลายเดือนก่อนเป็นคดีอีกหนึ่งคดี
.


ระหว่างนั้นนึกขึ้นได้ว่าแม่ของแอมมี่รออยู่ด้านนอก เราแจ้งพนักงานสอบสวนว่ามีแม่ของผู้ต้องหาจะเป็นบุคคลผู้ได้รับความไว้วางใจขอเข้าร่วมการสอบสวนด้วย ตรงนี้เป็นสิทธิตามกฎหมาย ตำรวจอนุญาต แต่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ไม่อนุญาตอ้างว่าห้องดังกล่าวใช้สำหรับทนายความและพนักงานสอบสวนเท่านั้นและนี่เป็นเขตเรือนจำ แม่กับลูกจึงยังไม่ได้พบกันต่อไป (ช่วงนี้เนื่องจากสถานการณ์โควิดทางเรือนจำจะกักตัวผู้ต้องขัง 14 วันแรกที่เข้าเรือนจำ ญาติไม่สามารถเยี่ยมได้)
.
หลังแจ้งข้อกล่าวหาเสร็จ เราสอบถามว่าเขาต้องการอะไรไหม เขาอยากได้กระดาษวาดรูปและปากกาสีดำ และเทปกาว เรายังนึกในใจว่าเขาเป็นศิลปินจริงๆ แต่ขออภัยร้านค้าสวัสดิการเรือนจำไม่มีของพวกนี้ เราจึงไม่สามารถซื้อฝากเข้าไปได้ แอมมี่ฝากข้อความถึงคนข้างนอกว่า
.
“ผมเข้าคุกมาไม่ใช่ในฐานะนักโทษ แต่เข้ามาในฐานะนักต่อสู้ ผมหวังว่าอุดมการณ์ของผมจะยังคงอยู่และขอให้ทุกคนสู้ต่อไป ”

Ammy The Bottom Blues เราจดออกมาเพื่อฝากข้อความให้คนข้างนอก ก่อนจากกัน แม่ฝากข้อความผ่านกระดาษมาบอกแอมมี่ว่าไม่ต้องเครียด แอมมี่ไปขอกระดาษเล็กๆขนาดเท่าฝ่ามือมาจากเพื่อนผู้ต้องขังด้วยกัน เขียนตอบสั้นๆ ชูตรงกระจกให้แม่ที่ยืนอยู่นอกห้องเห็น “ขอโทษแม่” มันเป็นห้วงเวลาที่สั่นไหวภายในของทั้งแอมมี่และครอบครัว รวมถึงคนที่รักความเป็นธรรมและประชาธิปไตย
.
หลังซีนดราม่าน้อยๆนี้ แอมมี่เหมือนจะมีข้อความที่อยากสื่อสารกับคนข้างนอกอีก แต่เขาก็นึกมันไม่ออกแล้ว เขาบอกเราด้วยเสียงสั่นเครือผ่านสายโทรศัพท์ว่ารบกวนทนายช่วยเขียนเรื่องการเข้าเยี่ยมเขาวันนี้ให้หน่อยได้มั้ย
.
เขียนให้แล้วนะและจะไม่เขียนให้อีก ให้ออกมาคุยกับแฟนคลับเอง เพราะคุณคือนักร้อง คือนักต่อสู้ ไม่ใช่นักโทษ
.
19 ต.ค.2563
12345 III”



พอมีการเขียนข้อความไป ก็มีชาวเน็ตเข้ามากดไลค์ พร้อมแสดงความคิดเห็นถึงเรื่องนี้อย่างมากมาย

ขอขอบคุณภาพประกอบจากอินสตาแกรม @ammythebottomblue


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    67%
  • ไม่เห็นด้วย
    33%

บอกต่อ : 38