อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 25 พฤศจิกายน 2563

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 25 พฤศจิกายน 2563

ผอ.ยันไม่ได้ไล่เด็กชู3นิ้ว แม่โทรแจ้งขอลาออกเอง

เลขาธิการกพฐ.เผย ได้รับรายงานกรณีรร.เบญจมราชูทิศนครศรีธรรมราช แล้ว ยันผอ.รร.ไม่ได้กดดัน-ไล่เด็กออก แม่ยอมรับเสนอทางเลือกให้ลูกเอง อาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม 2563 เวลา 13.07 น.

เมื่อวันที่ 25 ต.ค.นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่โลกออนไฃน์ได้มีการแชร์กรณีโรงเรียนเบญจมราชูทิศ นครศรีธรรมราช บังคับให้ผู้ปกครองนักเรียนเขียนบันทึกลาออกจากโรงเรียน ด้วยเหตุนักเรียนไม่ยอมถวายบังคม ขณะร่วมพิธีวางพวงมาลาในวันปิยมหาราช เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม2563 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นวันสำคัญของชาติและของโรงเรียนเบญจมราชูทิศด้วยนั้น เมื่อเร็วๆนี้ตนได้รับรายงานจากนายสมบูรณ์ เรืองแก้ว ผู้อำนวยการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต12 (ผอ.สพม.12 ) หลังจากผอ.สพม.12 ได้รับทราบข้อเท็จจริงจากการรายงานของผู้อำนวยการโรงเรียน และรองผู้อำนวยการโรงเรียนดังกล่าวแล้ว 

เลขาธิการกพฐ.กล่าวต่อไปว่า สำหรับวันปิยมหาราชนั้น ถือเป็นวันสำคัญของโรงเรียนเบญจมราชูทิศ เนื่องจากโรงเรียนนี้จัดตั้งตามพระราชประสงค์ของรัชกาลที่ห้า  โดยชื่อของโรงเรียนได้รับพระราชทานนามจากรัชกาลที่ห้า ซึ่งมีความหมายว่าสร้างอุทิศแด่พระมหากษัตริย์องค์ที่ห้า และในวันดังกล่าว โรงเรียนได้จัดพิธีวางพวงมาลาและถวายบังคม หน้าพระบรมรูปรัชกาลที่ห้าเช่นทุกปี เพื่อสร้างจิตสำนึกคุณลักษณะความกตัญญูรู้คุณแก่เด็กนักเรียน 

“โดยกิจกรรมนี้ ทางโรงเรียนให้นักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพียง และในระหว่างประกอบพิธีถวายบังคมพระบรมรูปพร้อมกันนั้น เด็กนักเรียนรายนี้  ซึ่งเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โครงการห้องเรียนพิเศษ English Program ยืนตรงชูสามนิ้ว โดยไม่ร่วมถวายบังคมพร้อมกับนักเรียนคนอื่น เมื่อเสร็จสิ้นพิธีการ โรงเรียนให้นักเรียนเดินทางกลับ โดยครู หรือผู้อำนวยการโรงเรียนไม่ได้มีการว่ากล่าวตักเตือน หรือเรียกนักเรียนมาพบแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ในช่วงสายๆ ของวันเดียวกันนั้น คุณแม่ของนักเรียนรายนี้ ได้โทรศัพท์ติดต่อมายัง นายภูตินันทน์ เฮ้งศิริรองผู้อำนวยการโรงเรียนงานกิจการนักเรียน แต่นายภูตินันทน์ไม่ได้รับสาย แต่ต่อมาในช่วงหลังบ่ายโมงของวันเดียวกันนี้ คุณแม่ของนักเรียนได้โทรติดต่อกลับมาหา รองผู้อำนวยการโรงเรียนอีกครั้ง และได้พูดคุยกัน พร้อมกับหารือ  

“โดยคุณแม่บอกว่าตัวเองรู้สึกหนักใจที่ไม่สามารถปรับพฤติกรรมของลูกได้ และคุณแม่ ยังได้แสดงเจตนาที่จะให้นักเรียนลาออก ซึ่งรองผู้อำนวยการ ก็ได้แสดงความเห็นใจ และเข้าใจต่อพฤติกรรมของนักเรียน เนื่องจากเป็นวัยที่เรียนรู้จากเพื่อน เหมือนวัยรุ่นทั่วไป และบอกคุณแม่ว่าไม่จำเป็นต้องลาออกจากโรงเรียน พร้อมกันนั้น ยังได้ให้กำลังใจ และให้คำแนะนำว่า ปัญหาของลูกคุณแม่ เป็นเพียงปัญหาเรื่องทัศนคติทางการเมืองเท่านั้น ไม่ต้องเครียดอะไรมาก” เลขาธิการกพฐ.กล่าวและว่า ทั้งนี้ในช่วงเวลาหลังสามทุ่มของวันที่ 23 ตุลาคม 2563 ครูประจำชั้นของเด็กนักเรียน ได้อ่านเจอการโพสต์ข้อความของนักเรียนที่ปรากฎในสื่อโซเชี่ยล ด้วยความเป็นห่วงจึงโทรหานักเรียนรายนี้โดยนักเรียนได้แจ้งให้ครูประจำชั้นทราบว่า คุณแม่ของนักเรียนเอง ต้องการให้นักเรียนลาออก ดังนั้นครูประจำชั้นจึงขอคุยสายกับคุณแม่ของนักเรียนเองโดยตรง 

นายอัมพร กล่าวอีกว่า ทั้งนี้เท่าที่รับรายงานแจ้งว่าจากการพูดคุยคุณแม่บอกกับคุณครูประจำชั้นว่า คุณแม่เครียดและหนักใจกับพฤติกรรมของลูกมาก จึงได้ยื่นข้อเสนอเพื่อแก้ปัญหานี้กับลูกของตัวเองว่า มี 2 ทางเลือกให้ลูกเลือก คือ ลูกต้องปรับพฤติกรรมตนเอง โดยกลับมาตั้งใจเรียน เป็นเด็กน่ารักเหมือนตอนเรียนชั้น ม.1 หรือหากลูกไม่ปรับพฤติกรรม แม่จะไปขอลาออกจากโรงเรียนเอง ขณะเดียวกัน ครูประจำชั้นยังได้สอบถามกับคุณแม่ว่า มีผู้บริหาร หรือครูท่านใดโทรไปแจ้ง หรือกดดันคุณแม่ตามที่ลูกโพสต์หรือไม่ คุณแม่นักเรียนยืนยันว่าไม่มี อย่างไรก็ตามตนได้สอบถามไปยัง นายภักดี เหมทานนท์ ผู้อำนวยการ โรงเรียนเบญจมราชูทิศ นครศรีธรรมราช แล้ว และได้รับคำยืนยันว่า โรงเรียนไม่ได้มีการดำเนินการใดๆ กับเด็กนักเรียนรายดังกล่าว และไม่ได้มีการไล่เด็กออก ตามที่ปรากฏเป็นข่าวแต่อย่างใด
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 18