อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม 2563

บอร์ดองค์การค้าฯชี้ไม่ได้โยนบาปปลดพนง.961คน

บอร์ดองค์การค้าฯระบุ เลิกจ้าง 961 คนไม่เกี่ยวทุจริต เหตุ ขาดสภาพคล่องจนต้องยืมเงินจนเป็นหนี้สกสค.รวม 3,400 ล้านบาท ส่งผลให้สกสค.ถูกสมาชิกยื่นเรื่องร้องป.ป.ช.ตรวจสอบ พร้อมอนุมัติเงินเยียวยาเร่งด่วนจ่ายทันทีคนละ 1 แสนบาท ศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม 2563 เวลา 13.00 น.


เมื่อวันที่ 3 ก.ค.ที่กระทรวงศึกษาธิการ นายประเสริฐ บุญเรือง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารองค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) วาระพิเศษ ว่า ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบแนวทางการเบิกจ่ายค่าชดเชยบางส่วนให้กับพนักงานองค์การค้าที่ถูกเลิกจ้างจำนวน 961 คน เป็นจำนวนเงินคนละ 100,000 บาท

โดยพนักงานทั้ง 961 คนต้องเซ็นเอกสารบันทึกการรับเงินเยียวยาจากการเลิกจ้างเป็นพนักงานองค์การค้าของสกสค .ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ซึ่งไม่ต้องรอเบิกจ่ายในเดือนก.ค.ตามวงรอบบัญชีเงินเดือน แต่หากไม่เซ็นเอกสารดังกล่าวก็จะเสียสิทธิ์ในการรับเงินเยียวยาเร่งด่วนทันที

“การดำเนินการครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการยุบองค์การค้าฯแต่เป็นการฟื้นฟูองค์กร ให้มีรายจ่ายน้อยกว่ารายได้ เนื่องจาก 18ปีที่ผ่านมา องค์การค้าฯมีผลขาดทุนสะสมมากกว่า 6.7 พันล้านบาท และหากไม่ดำเนินการในลักษณะนี้ก็จะทำให้องค์การค้าฯขาดทุนสะสมเพิ่มไปกว่าหมื่นล้านบาท เพราะผลกำไรมีไม่เท่ารายจ่าย และถึงแม้ว่าองค์การค้าของสกสค.จะได้กำไรจากการจัดพิมพ์หนังสือ 35 ล้านเล่มในปีที่ผ่านมา แต่กำไรก็ยังต่ำกว่าเงินเดือนที่จะต้องเสียประมาณ 40 ล้านบาทต่อเดือน” นายประเสริฐ กล่าว

ปลัดศธ. กล่าวต่อไปว่า สำหรับการจ่ายเงินค่าชดเชยจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท เต็มจำนวนตามกฎหมายกำหนด โดยใช้เงื่อนไขอายุการทำงานและเงินเดือนล่าสุดเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา โดยกลุ่มเจ้าหน้าที่ที่มีอายุงานมากกว่า 20 ปีขึ้นไปจะได้รับเงินชดเชยรวม 400 วัน หรือประมาณ 13 เดือน และกลุ่มเจ้าหน้าที่ที่มีอายุงานต่ำกว่า 20 ปี จะได้รับเงินชดเชย 300 วัน หรือประมาณ 10 เดือน  

รวมถึงจะได้เงินบำเหน็จรวม 4 ล้านบาทเศษ โดยผู้ที่ได้รับต่ำสุดจะได้รับไม่น้อยกว่า 5 แสนบาท ซึ่งการชดเชยโดยรวมครั้งนี้ เจ้าหน้าที่องค์การค้าฯ จะได้รับมากกว่าพนักงานบริษัทเอกชนทั่วไปที่มีการเลิกจ้าง  นอกจากนั้นจะได้เงินในส่วนของค่าขยันในการมาทำงานในช่วงพักร้อนอีกด้วย ดังนั้นพนักงานองค์การค้าฯที่ถูกเลิกจ้างทั้ง 961 คน จะได้รับทั้งเงินชดเชยตามกฎหมาย เงินบำเหน็จ และเงินค่าขยันร่วมด้วย

ด้านนายธนพร สมศรี รองเลขาธิการ สกสค. กล่าวว่า ขณะนี้มีกระแสการบิดเบือนข้อมูลเรื่องการเซ็นเอกสารเพื่อขอรับเงินเยียวยาเร่งด่วนว่า หากมีการเซ็นแล้วจะไม่สามารถดำเนินการฟ้องร้องได้ ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นข้อมูลเท็จ เพราะบันทึกการรับเงินฉบับนี้ ระบุไว้ตอนหนึ่งว่า เงินช่วยเหลือเยียวดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าชดเชยบางส่วนที่จะได้รับรวมทั้งเงินเดือน หรือเงินบำเหน็จ หรือเงินอื่นใดที่มีสิทธิ์ได้รับจากองค์การค้าฯ

ซึ่งองค์การค้าฯสามารถนำเงินดังกล่าวไปหักกลบหนี้กับค่าชดเชย และเงินอื่นใดที่ข้าพเจ้าพึงจะได้รับ และในหนังสือดังกล่าวจะไม่มีการระบุว่าเสียสิทธิ์ในการฟ้องร้องทางกฎหมาย ดังนั้นหากพนักงานเซ็นเอกสารดังกล่าวก็ไม่เสียสิทธิ์หากจะดำเนินการฟ้องร้องตามกฎหมายในภายหลัง  และที่ให้เซ็นเพื่อเป็นการหักกลบหนี้เท่านั้น ทั้งนี้พนักงานคนใดต้องการรับเงินเยียวยาในส่วนนี้สามารถติดต่อไปยังฝ่ายบุคคลได้ทันที
 
“การเลิกจ้างพนักงานครั้งนี้ ผมขอยืนยันว่าสาเหตุหลักเกิดจากขาดสภาพคล่องและการเป็นหนี้สะสมจากองค์การค้า ไม่ใช่มาจากเรื่องทุจริต ซึ่งหากคนใดมีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องการทุจริตขององค์การค้าฯผมยินดีที่จะรับข้อมูลทั้งหมด”นายธนพร กล่าว

ด้านนายสมบูรณ์  ม่วงกล่ำ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายของรมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า เรื่องมูลเหตุขาดทุนขององค์การค้าฯ 18 ปีนี้ เนื่องจากก่อนหน้านี้องค์การค้าของสกสค.เป็นองค์กรผูกขาดในการจัดพิมพ์หนังสือเรียน และอื่นๆ ซึ่งทำให้ผลประกอบการดีมาตลอด จนกระทั่งมีพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติพ.ศ.2542 กำหนดให้การจัดพิมพ์หนังสือดำเนินการได้อย่างเสรี ส่งผลให้เอกชนเข้ามาร่วมการแข่งขัน

ขณะเดียวกันศักยภาพขององค์การค้าฯเองก็ไม่สามารถสู่เอกชนได้ ทั้งในด้านนวัตกรรมในการพิมพ์ เครื่องจักร และอื่นๆ  ทำให้องค์การค้าฯขาดทุนมาตลอด แต่ที่พนักงานองค์การค้าฯไม่ได้รับผลกระทบได้รับเงินเดือนอย่างต่อเนื่อง เพราะเมื่อองค์การค้าฯ ขาดสภาพคล่องก็จะไปกู้ยืมเงินจากสกสค.ซึ่งเป็นองค์กรแม่ ซึ่งขณะนี้องค์การค้าของสกสค.เป็นหนี้สกสค.รวมแล้วประมาณ 3,400 ล้านบาท โดยในประเด็นดังกล่าว ทำให้สกสค.ถูกสมาชิกยื่นคำร้องสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ปปช.)เพื่อขอตรวจสอบการใช้เงิน ดังนั้น สกสค.จึงต้องหาทางออกในเรื่องนี้
 
นายสมบูรณ์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับแนวทางเลือกในการบริหารงานองค์การค้า 3 แนวทาง คือ 1.การหยุดกิจการ 2.ดำเนินกิจการเช่นเดิมต่อไป และ 3.การปรับองค์กรด้วยลดจำนวนพนักงาน ซึ่งในแนวทางแรก การหยุดกิจการ ทำให้สกสค.จะสูญเงินทันที 5000 ล้านบาท เพราะหนี้ที่สกสค.ในฐานะนิติบุคคลขององค์การค้า ฯ ยังคงต้องรับผิดชอบในหนี้ 6,700 ล้านบาททั้งหมด  แต่จากมูลค่าทรัพย์สินขององค์การค้า ฯ เช่น ที่ดิน เป็นต้น ได้เพียง 3,000 กว่าล้านบาท

ส่วนแนวทางที่สอง หากยังคงเดินหน้ากิจการต่อไปก็จะเป็นการเพิ่มหนี้สูงถึง 1 หมื่นล้านบาทในระยะเวลาอันใกล้ นั่นหมายความว่า สกสค.ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัด และมีครูทั่วประเทศที่นำเงินมาฝากไว้ จะได้รับผลกระทบจากยอดหนี้ที่สูงมากขึ้น ดังนั้น แนวทางที่3 การปรับองค์กรด้วยการลดจำนวนพนักงาน จึงเหมาะสมที่สุดเพื่อให้องค์กรยังคงอยู่ และคัดสรรบุคคล คิดแผนกลยุทธ์ ปรับทิศทางการดำเนินงาน ให้สามารถดำเนินกิจการ และสามารถแข่งขันในตลาดได้ต่อไป

ทั้งนี้ส่วนกรณีที่เจ้าหน้าที่องค์การค้าไม่ได้เงินเดือนในเดือนมิ.ย.นั้น เนื่องจากบอร์ดองค์การค้าของสกสค.เห็นว่าควรจะรับเงินชดเชยรายเดือนในสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 จากกองทุนประกันสังคม แต่ในเดือนเม.ย.-พ.ค.ซึ่งเกิดโควิด-19 แต่พนักงานได้รับเงินเดือน เพราะองค์การค้าของสกสค.มีมติที่จะจ่ายเงินให้พนักงานเอง จำนวนร้อยละ 75

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    31%
  • ไม่เห็นด้วย
    69%

บอกต่อ : 50