อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม 2563

นักลงทุนวิตกโควิดระบาดซ้ำ กดดัชนีหุ้นไทยสู่แดนลบ

โบรกมองหุ้นไทยปรับฐานวิตกโควิดระบาดซ้ำทั้งในประเทศ-ต่างประเทศ  ผนวกการเมืองในประเทศไม่มั่นคง แนะหุ้นDefensive Stock –ผลประกอบการไตรมาส2ออกมาดี  อังคารที่ 14 กรกฎาคม 2563 เวลา 13.35 น.


น.ส.วิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก  เปิดเผยว่า   แนวโน้มตลาดหุ้นไทยปรับตัวลง เนื่องจากจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในสหรัฐพุ่งขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดความกังวลว่ารัฐบาลอาจจะกลับมาใช้มาตรการล็อกดาวน์อีกครั้ง และความกังวลไวรัสโควิด-19 ระบาดรอบ 2 ในไทย 

สำหรับการเมืองในประเทศมีความเสี่ยงมากขึ้นจากการปรับครม.ชุดใหม่ ซึ่งนักลงทุนมีความกังวลว่าจะมีการเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจซึ่งจะกระทบความเชื่อมั่นต่อการลงทุน และในช่วงสัปดาห์นี้กลุ่มสถาบันการเงินจะทยอยประกาศผลการดำเนินงานงวดครึ่งปี 63  คาดว่าตัวเลขจะปรับตัวลดลง เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าและช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด  ส่งผลให้ธนาคารออกมาตรการช่วยลูกหนี้ตามแนวนโยบายของธปท.ในการประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 2 ครั้งในเดือนเม.ย. และเดือนพ.ค. และพักชำระหนี้ ยืดหนี้ให้กับลูกหนี้ คาดว่ากรอบดัชนีที่ระดับ 1,310 - 1,370 จุด

ส่วนปัจจัยเชิงบวกที่ส่งผลต่อจิตวิทยาการลงทุน  อาทิ การทดลองวัคซีนในสหรัฐมีความคืบหน้าในทางที่ดี บริษัท Gilead Sciences Inc เปิดเผยผลการทดลองยา Remdesivir พบว่าสามารถลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ติดเชื้อโควิดได้ถึง 62% 

ขณะที่รพ.จุฬา รายงายว่าวัคซีนโควิด-19 ที่ทดลองในลิงได้ผลดีมาก เตรียมทดสอบในมนุษย์ประมาณต.ค.-ธ.ค.63 และทางกระทรวงคมนาคมได้มีการรายงานว่าญี่ปุ่นแสดงความพอใจภาพการดำเนินนโยบายพัฒนาพื้นที่ EEC ของไทยที่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติจริง และรัฐบาลไทยยืนยันว่าจะสามารถเปิดให้บริการโครงการต่างๆ ภายในปี 68 ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นต่อภาครัฐและนักลงทุนของญี่ปุ่น และเอื้อต่อการลงทุนมากขึ้น  

ด้านราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังจากสำนักงานพลังงานสากล (IEA) ปรับคาดการณ์การเติบโตของความต้องการใช้น้ำมันในปี  63 เพิ่มขึ้น 0.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากคาดการณ์ในเดือน มิ.ย. 63 เนื่องจากหลายประเทศผ่อนคลายมาตรการปิดเมือง แม้คาดว่าความต้องการใช้น้ำมันในปีนี้ จะหดตัวที่ระดับ 7.9 ล้านบาร์เรลต่อวันจากปี 62 

อย่างไรก็ตาม  ต้องจับตาปัจจัยต่างๆ  เช่น   การประชุมครม.รวมทั้งจีนเปิดเผยยอดนำเข้า ส่งออก และดุลการค้าเดือนมิ.ย. และอียูเปิดเผยการผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนพ.ค. และความเชื่อมั่นทางศรษฐกิจเดือนก.ค. 

ส่วนสหรัฐเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนมิ.ย.ในวันนี้  และในวันที่15 ก.ค. จะมีการเปิดให้ลงทะเบียนรับสิทธิโครงการ "เราเที่ยวด้วยกัน" ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ประชุมและแถลงมติอัตราดอกเบี้ย และสหรัฐ เปิดเผยดัชนีภาคการผลิตเดือนก.ค.จากเฟดนิวยอร์ก ราคานำเข้าและราคาส่งออกเดือนมิ.ย.

การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนมิ.ย. สต็อกน้ำมันรายสัปดาห์ และรายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจ (Beige Book) จากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งจะรู้ผลในช่วงเช้าวันที่ 16 ก.ค. อีกทั้ง จีนเปิดเผย GDP 2Q63  อัตราว่างงาน ยอดค้าปลีก การผลิตภาคอุตสาหกรรม และการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรในเดือนมิ.ย. และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ประชุมและแถลงมติอัตราดอกเบี้ย 
ส่วนสหรัฐก็จะมีการเปิดเผยยอดค้าปลีกเดือนมิ.ย. ดัชนีการผลิตเดือนก.ค. ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยเดือนก.ค. และสต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจเดือนพ.ค.

ขณะที่กลยุทธ์การลงทุนเน้นหุ้น Defensive Stock  รวมทั้งหุ้นที่มีแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2 ดี   และหุ้นที่ได้ประโยชน์จากแพ็กเกจเราเที่ยวด้วยกัน  ส่วนราคาทองคยังได้แรงหนุนจากการเข้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องของกองทุน SPDR และความกังวลการแพร่ระบาดรอบ 2 ของ COVID-19 สำหรับผู้ที่มีสถานะให้ถือสถานะที่มีเพื่อรันเทรน ดังนั้นผู้ที่รอซื้อเน้นซื้อจังหวะย่อตัว เราคาดกรอบราคาทองคำที่ 1,770 -1,830 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ หรือเทียบเท่าทองคำไทยบาทละ  26,130-27,100 บาท


 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 14