อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม 2563

ฝรั่งเทกระจาดหุ้นเอเชีย5หมื่นล้านเหรียญสูงสุดรอบ3ปี(คลิป)

 ต่างชาติถล่มขายหุ้นเอเชีย 5 เดือน ทะลุ 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐทุบสถิติมากสุดในรอบ 3 ปี หุ้นไทยรั้งอันดับ 3 ขายสุทธิ 6,000  ล้านเหรียญสหรัฐ  ชี้ valuation แพง  PE  21  เท่า  ความหวังแรงซื้อสถาบันพยุงแผ่วเตือนระวังพักฐาน  ชูหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่ง พุธที่ 3 มิถุนายน 2563 เวลา 17.00 น.


นายชาญชัย พันทาธนากิจ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.เอเชียพลัส เปิดเผยว่า   ตลาดหุ้นไทยในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้(ม.ค.-พ.ค.) การลงทุนเปรียบเสมือนสมรภูมิลบตลาดผันผวนมาก  โดยในช่วงต้นปีมีประเด็นบวกสงครามทางการค้าสหรัฐและจีนยุติลงชั่วคราวทำให้ดัชนีขึ้นไปอยู่จุดสูงสุด 1,600 จุด  แต่หลังจากนั้นมีปัญหาโควิด และการเจรจาลดกำลังการผลิตรัสเซียและกลุ่มโอเปกที่ไม่ได้ข้อยุติทำให้น้ำมันดิบปรับลงแรง โดยเบรนท์ลงต่ำสุด 15 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

ทั้งนี้ปัจจัยดังกล่าวเป็นความเสี่ยงที่ไม่คาดคิดทำให้เป็นแรงกดดันให้ดัชนีปรับลง 969 จุด หรือปรับลงไปมากถึง 38% หลังจากนั้นมี.ค.ค่อยฟื้นตัวกลับขึ้นมาได้ และปัจจุบันกลับขึ้นมายืนที่ระดับ  1,340 จุด  

สำหรับตลาดหุ้นไทยปัจจุบันพบว่า  ติดลบน้อยลง  จากเดิมที่ลบ 38%  ตอนนี้ติดลบเหลือ 13%  และถ้ามาดู Fund Flow ในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมาต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 1.98 แสนล้านบาท หรือประมาณ 6,200 ล้านเหรียญสหรัฐ  และถ้าเทียบกับเพื่อนบ้านตลาดหุ้นไทยถือว่าขายหนักเป็นอันดับ 3 รองจากตลาดหุ้นไต้หวัน และเกาหลีใต้ที่ถูกขายสุทธิประเทศละ   21,000 ล้านเหรียญสหรัฐ



ขณะที่กลุ่ม TIP ก็ถูกเทขายเช่นกัน ทั้งฟิลิปปินส์ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ อินโดนีเซีย 767 ล้านเหรียญสหรัฐ รวม 5 เดือนต่างชาติขายหุ้นในภูมิภาคนี้ไปแล้ว 50,000 กว่าล้านเหรียญสหรัฐหรือมากสุดในรอบ 3 ปี

ส่วนประเด็นที่ต้องติดตามในเดือนมิ.ย.เน้นใน 4 ประเด็นหลักคือ 1.หลังจากคลายล็อกดาวน์ไป 3 เฟสกำลังซื้อของประชาชนจะกลับมามากน้อยแค่ไหน 2. มาตรการฟื้นฟูกระตุ้นเศรษฐกิจอะไรออกมาบ้าง จากที่ก่อนหน้านี้เตรียมมีแผนมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว เช่น การออกคูปองท่องเที่ยวลด 50%  หรือมาตรการลดหย่อนภาษีอื่น ๆ 

 3. การกลับมาเป็นซ้ำ หรือ Second Wave หลังคลายล็อกดาวน์จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นหรือไม่  และ 4.  เทรดวอร์ระหว่างสหรัฐกับจีนจะกลับมาเข้มข้นอีกครั้งหรือไม่  เพราะจากท่าทีล่าสุดพบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ เป็นภาพตึงเครียดมากขึ้น  หลังจากจีนบังคับใช้กฏหมายฉบับใหม่กับฮ่องกง และสหรัฐฯไม่พอใจและเตรียมออกมาตรการตอบโต้จีนหรือไม่

นอกจากนี้ต้องรอดูว่าสหรัฐฯจะขยายการคว่ำบาตรออกไปยังภาคอื่น ๆ เช่น Financial จากที่ก่อนหน้านี้วุฒิสภาสหรัฐผ่านร่างกฏหมาย "Holding Foreign Companies Accountable Act"  ซึ่งอาจทำให้บริษัทสัญชาติจีนที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐถูกถอดออกจากตลาด  และขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาล่าง ทำให้ความเสี่ยงสงครามทางการค้าอาจขยายวงกว้างออกไป

ส่วนสิ่งที่ต้องเพิ่มความระมัดระวังคือ valuation เพราะระดับดัชนีปัจจุบัน 1,340 จุด  PE  21  เท่า  ถือว่าสูงกว่าภูมิภาคที่อยู่ระดับ 11-17.5 เท่า และถ้ามอง earning ปีหน้า PE อยู่ที่ 17.4 เท่า สะท้อนว่าหุ้นไทยไม่ถูก จึงเชื่อว่าทิศทาง Fund Flow  ไม่น่าไหลกลับเข้ามาลงทุนในหุ้นไทย ดังนั้นสิ่งที่คาดหวังดัชนีแรงผลักดันมาจากแรงซื้อนักลงทุนในประเทศ

แต่ถ้าดูการซื้อหุ้นไทยของนักลงทุนสถาบันในประเทศ 3 เดือนที่ผ่านมาเริ่มแผ่วลง โดยมี.ค. ซื้อสุทธิ 4.2 หมื่นล้านบาท เม.ย. 2.4 หมื่นล้านบาท  พ.ค. 1.8 หมื่นล้านบาท ดังนั้นหากในเดือนมิ.ย.ไม่มีแรงซื้อเข้ามาเพิ่มเติม  ประกอบกับ valuation  ที่แพงถ้ามีประเด็นลบเข้ามาจะทำให้ภาพของดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับฐาน และขึ้นได้จำกัด  ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนเน้นหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่งและมีปันผลสูง  ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวเดือนมิ.ย.แนวรับ 1,250 จุด แนวต้าน 1,390 จุด   
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    40%
  • ไม่เห็นด้วย
    60%