อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 1 เมษายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 1 เมษายน 2563

ยุบ"อนค."หนุนรัฐบาลปึ้ก! ช่วยดันหุ้นขึ้นช่วงสั้น(คลิป)

โบรกชี้ยุบพรรคอนาคตใหม่เพิ่มเสถียรภาพให้กับรัฐบาล เป็น sentiment เชิงบวกต่อตลาดหุ้นระยะสั้น    จับตาเปิดศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล-ประกาศตัวเลขส่งออก-จีดีพีธปท. -การเคลื่อนไหวนอกสภาฯ อาทิตย์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 18.40 น.


นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. หยวนต้า  เปิดเผยว่า  ตลาดหุ้นสัปดาห์ที่ผ่านปรับตัวลงแรงหลุด 1,500  จุด เนื่องจากมีเหตุการณ์พิเศษ เช่น  บริษัท ท่าอากาศยานไทย หรือทอท.มีมาตาการเยียวยาให้กับผู้ค้าในสนามบิน 6 แห่งที่ได้รับผลกระทบไวรัสโควิด-19 ทำให้หุ้นปรับตัวลง 6-7%  เพราะ AOT เป็นหุ้นขนาดใหญ่ และมีมาร์เก็ตแคปเป็นอันดับ 2 ของตลาดฯ จึงถ่วงดัชนีปรับตัวลง

นอกจากนี้เห็นแรงขายหนักหุ้นที่ปรับขึ้นแรงในปีที่แล้ว เช่น โรงไฟฟ้า ไฟแนนซ์   ขณะที่หุ้นบริษั​ทเซ็นทรัล​ รีเทล​ คอร์ปอเรชั่น​ จำกัด(มหาชน)​ หรือCRC เข้าเทรดในตลาดเมื่อวันที่ 20 ก.พ.ที่ผ่านมาทำให้นักลงทุนมีการปรับพอร์ตน้ำหนักลงทุนส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทย underferform มากกว่าภูมิภาค

ทั้งหากเทียบตลาดหุ้นไทยกับตลาดเอเชียเหนือ โดยเฉพาะจีนพบว่า  ตลาดหุ้นจีนปรับตัวขึ้นมาคืนกลับที่เดิม ซึ่งหมายความว่าลงไปเท่าไหร่ปรับขึ้นมาเท่านั้น  แต่ตลาดหุ้นไทยไม่ดีดกลับเพราะมีปัจจัยเฉพาะตัว แนวรับสำคัญหากมองพักตัวทางเทคนิคบริเวณ 1,450-1,460 จุด มีความเป็นไปได้ที่ลงไปทดสอบ   แต่เชื่อว่าดาวไซด์จำกัด  เพราะอัตราดอกเบี้ยไทยหลังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ลดดอกเบี้ย 0.25% ในวันที่ 5 ก.พ.ที่ผ่านมาทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีอยู่ที่ 1.1% เทียบกับผลตอบแทนการลงทุนในหุ้น  โดยหุ้นตอนนี้เทรด PE ที่ 16 เท่า  Earning Yield Gap 6% กว่า แต่หากดูส่วนต่างแล้วพบว่าการลงทุนในหุ้นได้รับผลตอบแทนดีกว่าการลงทุนในตราสารหนี้ 5.5% ซึ่งเป็นจุด bottom ของ Set ในแต่ละรอบ 

 "แนวรับช่วงสั้นคาดว่าจะอยู่ที่  1,480-1,490 จุด  ถ้าลงลึกหน่อยอยู่ที่ 1,450 จุด  แนวต้านอยู่ที่ 1,500-1,520 จุด  แต่ระยะกลาง 3 เดือนข้างหน้า 1,550-1,560 จุด  และปีนี้จะเห็นดัชนีขึ้นไปทดสอบ 1,700 จุดเป็นไปได้ยาก" 

สำหรับหุ้นที่น่าลงทุนคือหุ้นที่ปรับตัวลงลึก valuation น่าสนใจ เพราะหุ้น Growth Stock หรือหุ้นเติบโตเร็วไม่ได้โดดเด่นเหมือนที่ผ่านมา เนื่องจากจีดีพีไตรมาส 1/63  คาดว่าติดลบ และจีดีพีทั้งปีเติบโตไม่เกิน 2 %   ดังนั้นการหาหุ้นที่เติบโตและ outferform เป็นไปด้วยความยากลำบากไม่เหมือนช่วง 2 ปีก่อนหน้าที่กลุ่ม Growth Stock คือโรงไฟฟ้า ไฟแนนซ์โดดเด่น  



อย่างไรก็ตาม ปีนี้เน้นเหุ้นแวลูเพย์ และกลุ่ม underferform ปีที่แล้ว เช่น กลุ่มอิเลคทรอนิกส์ ท่องเที่ยว รับเหมาก่อสร้าง สถาบันการเงิน หลายกลุ่มเริ่มฟื้นตัว แต่บางกลุ่มก็ยัง underferform เช่น ท่องเที่ยวควรชะลอออกไปก่อน  เพราะผลกระทบไวรัสโควิดค่อนข้างรุนแรงกว่าจะกลับคืนมาได้ต้องเป็นช่วงครึ่งปีหลัง

นอกจากนี้หากภาครัฐมีการเบิกจ่ายงบปี 63 จะส่งผลดีต่อกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง หลังจากอัดอั้นมาเป็นเวลา 3-4 ปี คาดว่ารัฐเริ่มเบิกจ่ายเดือนมี.ค.นี้   เนื่องจากมีระยะเวลาไม่นานก็จะหมดปีงบประมาณ    ดังนั้นหากราคาหุ้นปรับตัวลงเป็นช่วงทยอยสะสมช่วง 3-6 เดือนข้างหน้า  ขณะที่หุ้น Domestic play ค่อนข้างเหนื่อย ทั้งท่องเที่ยวและบริโภคในประเทศ

 ส่วนกลุ่มที่ปรับตัวลงลึกปีที่่แล้วและไม่กระทบต่อการบริโภคภายในประเทศเท่าไหร่คือกลุ่มปิโตรเคมี และโรงกลั่น   โดยธุรกิจปิโตรเคมีจีนมีปัญหาโอเวอร์ซัพพลายราคาผลิตภัณฑ์ไม่ดี แต่โรงกลั่นเริ่มกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง รวมถึงกลุ่มแบงก์ valuation น่าสนใจ แม้ว่าสินเชื่อภาคครัวเรือนจะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจชะลอตัว แต่ได้รับผลดีจากสินเชื่อโครงการขนาดใหญ่ และรัฐเน้นกู้ในประเทศเป็นหลัก 

ด้านปัจจัยที่ติดตามสัปดาห์หน้าคือกระทรวงพาณิชย์ประกาศตัวเลขส่งออก  คาดว่าจะติดลบ ไม่ใช่เฉพาะไทยแต่เกิดขึ้นกับทั่วโลก   ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) แถลงตัวเลขเศรษฐกิจต้องดูว่าไวโควิดกระทบเศรษฐกิจไทยมากน้อยแค่ไหน และจีดีพีไตรมาส 1 ติดลบเท่าไหร่  โดยเฉพาะส่งออกถ้าติดลบมากจะสะท้อนไปถึงผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนปรับลดลงด้วย 

ขณะเดียวกันต้องติดตามการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล หลังจากศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคอนาคตใหม่ทำให้แรงกดดันดัชนีไม่น่าเกิดขึ้น  แต่ตรงกันข้ามเป็น sentiment เชิงบวกระยะสั้น  ซึ่งเพิ่มเสถียรภาพให้รัฐบาล   แต่ระยะกลางและยาวเป็นลบต่อตลาด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวของพรรคอนาคตใหม่จะไปตั้งพรรคใหม่หรือย้ายไปอยู่ฝ่ายค้านอื่น และมีการเคลื่อนไหวนอกสภาฯหรือไม่


 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    56%
  • ไม่เห็นด้วย
    44%