อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 20 พฤศจิกายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 20 พฤศจิกายน 2562

'คนใกล้ตัว'ภัยคุกคาม'ด.ญ.' ระวังลูกหลานตกเป็นเหยื่อ

เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น 2 จังหวัด และไม่ใช่คดีที่เกี่ยวข้องกัน แต่กลับเป้นคดีแบบเดียวกันที่เกิดขึ้นกับ "เด็กสาว" เหยื่ออันโอชะของ "คนใกล้ตัว" จันทร์ที่ 21 ตุลาคม 2562 เวลา 05.00 น.


เป็นข่าวสะเทือนใจและสลดใจของใครหลายคน สำหรับคดีข่มขืนกระทำชำเราเด็กสาวที่เกิดขึ้นพร้อมๆกัน 2 คดี ใน 2 จังหวัด ที่สำคัญผู้ที่ลงมือกระทำสิ่งเลวร้ายก็เป็นคนใกล้ตัวใกล้ชิดที่เหยื่อไว้เนื้อเชื่อใจ ทีมข่าวจึงขอนำ 2 คดี มาสรุปนำเสนออีกครั้งเพื่อเตือนสติเตือนใจให้เป็นอุทาหรณ์กับอีกหลายๆครอบครัวในการเฝ้าระวังภัยให้กับลูกหลานที่คุณรัก

คดีแรกเริ่มจากที่ จ.สงขลา ครอบครัวของน้องส้มเขียวหวาน (นามสมมุติ) อายุ 13 ปี อาศัยอยู่ในพื้นที่ ต.นาหว้า อ.จะนะ จ.สงขลา ได้ออกมาร้องเรียนขอความเป็นธรรม หลังจากน้องส้มเขียวหวาน ซึ่งกำลังเรียนอยู่ชั้น ม.1 ถูกชายในหมู่บ้านอายุ 29 ปี บุกเข้ามาข่มขืนถึงบ้านพัก ก่อนจะไปแจ้งความกับ ร.ต.อ .รัฐศักดิ์ เตียนวล ร้อยเวร สภ.จะนะ แต่รู้สึกกลัวเพราะชายคนดังกล่าวยังอยู่ในหมู่บ้านและยังขับรถวนเวียนไปมา เนื่องจากคดียังอยู่ระหว่างรอผลการตรวจร่างกาย ตำรวจถึงจะเอาผิดได้

แม่ของน้องส้มเขียวหวาน เปิดเผยว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อช่วง 15.00 น. วันที่ 18 ต.ค. ชายคนนี้ได้มานั่งตั้งวงดื่มเหล้าอยู่กับพ่อของน้องส้มเขียวหวาน ที่ข้างๆบ้าน กระทั่งต่างคนต่างเมาเพื่อนรุ่นน้องของพ่อน้องส้มเขียวหวานคนนี้จึงฉวยโอกาสบุกเข้าไปปลุกปล้ำข่มขืนลูกสาวที่นอนกับน้องสาว อายุ 4 ขวบ ส่วนตนได้ออกไปเก็บยางก้นถ้วยในสวนยาง พอกลับบ้านลูกสาวจึงบอกว่าถูกข่มขืนแล้ว ในขณะที่พ่อของน้องซึ่งนั่งดื่มเหล้าอยู่ก็ไม่รู้เลยเพื่อร่วมวงย่องไปปล้ำลูกสาวแล้ว

"หลังเกิดเหตุญาติของชายคนนี้พยายามที่จะมาเคลียร์เพื่อขอจบปัญหา แต่ก็ไม่แสดงความจริงใจ จึงต้องการให้ตำรวจดำเนินคดีจนถึงที่สุดและตอนนี้เป็นห่วงสภาพจิตใจของลูกสาวมากที่ต้องมาเจอกับเหตุการณ์แบบนี้"

ขณะที่น้องส้มเขียวหวาน เล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่า ขณะที่ชายคนนี้เข้ามาในบ้านก็พยายามต่อสู้และดันประตูเอาไว้ไม่ให้เขาเข้ามาในห้องได้ แต่ก็สู้แรงเขาไม่ไหวจึงถูกลากเข้าไปในห้องนอนเอามือบีบคอไม่ให้ส่งเสียงร้อง ก่อนจะข่มขืนจนสำเร็จความใคร่ไป 1 ครั้ง พร้อมข่มขู่ไม่ให้นำเรื่องไปบอกใครไม่งั้นจะฆ่าให้ตาย ก่อนที่จะออกจากบ้านขี่ จยย.หายไป

ส่วนทางด้านคดีขณะนี้ทางพนักงานสอบสวน สภ.จะนะ อยู่ระหว่างการรอผลตรวจร่างกายจากแพทย์ รพ.จะนะ ว่ามีร่องรอยของการถูกละเมิดทางเพศหรือไม่ หากผลตรวจยืนยันว่าถูกกระทำก็จะเรียกผู้ถูกกล่าวหามารับทราบข้อกล่าวหาอีกครั้งหนึ่ง



อีกคดีคือที่ จ.นครพนม พ.ต.อ.ต่อศักดิ์ อรัณยกานนท์ ผกก.สภ.เมืองนครพนม ร่วมกับ ปคม.บุกเข้าจับกุม นายสุดตา พรหมภักดี อายุ 57 ปี ตามหมายจับศาลนครพนม ที่ จ.127/2562 ลงวันที่ 18 ต.ค. ในข้อหาพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี เพื่อการอนาจาร เบื้องต้นนายสุดตารับเป็นบุคคลตามหมายจับจริง แต่ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด


สืบเนื่องเมื่อวันที่ 16 ต.ค. ผู้ปกครองของ ด.ญ.อ้อย (นามสมมุติ) วัย 14 ปี แจ้งความว่าลูกสาวซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานของผู้ต้องหา ได้ถูกผู้ต้องหาล่วงละเมิดทางเพศมาตั้งแต่อายุ 9 ขวบ เรียนอยุ่ชั้น ป.3 จนกระทั่งปัจจุบันที่อายุ 14 ปี เรียนชั้น ม.1 รวมระยะเวลาทั้งสิ้น 5 ปี และทุกครั้งที่ถูกกระทำจะพูดข่มขู่ห้ามนำเรื่องดังกล่าวไปเล่าให้ใครฟัง มิฉะนั้นจะฆ่าทิ้งทั้งครอบครัวทำให้เด็กมีความเครียดเพราะมีบ้านอยู่ในรั้วเดียวกัน

กระทั่งมารดาเริ่มเห็นความผิดปกติจากเด็กร่าเริงแจ่มใสกลายเป็นคนเศร้าซึม มักเก็บตัวอยู่คนเดียวในห้อง จนวันหนึ่งเห็นนายสุดตาแอบหอมแก้มลูกสาวจึงเรียกมาถาม ทีแรกเด็กไม่กล้าพูดมีอาการตัวสั่นและร้องไห้ บิดามารดาจึงปลอบประโลมก่อนจะเปิดปากเล่าความจริงว่าถูกนายสุดตาล่วงละเมิดทางเพศ ตั้งแต่เรียนชั้น ป.3 มาถึง ม.1 ประถม 3 ทุกครั้งจะถูกกระทำภายในบ้านของผู้ต้องหาตอนเวลากลางวันช่วงไม่มีใครอยู่บ้าน ปัจจุบันผุ้ต้องหาก็ยังย่ามใจใช้ชีวิตปกติและเป็นเชฟอยู่ในโรงแรม

ด้าน บิดาของ ด.ญ.อ้อย เผยว่า นายสุดตาเป็นน้องชายของพ่อตนจึงมีศักดิ์เป็นอา ส่วนน้องอ้อยลูกสาวก็จะเรียกนายสุดตาว่าพ่อทุกคำ ตนไม่คิดว่าจะกล้าทำหลานได้ถึงขนาดนี้ เสียแรงที่ไว้ใจทุกอย่าง ถึงตอนนี้ก็ขอให้เป็นหน้าที่ของผลกรรมที่ทำไว้ และก่อนที่ตำรวจจะเข้าจุบกุม นายสุดตาประกาศจะฟ้องทุกคน อ้างว่าบริสุทธิ์ ไม่ได้กระทำตามที่เด็กกล่าวอ้าง

ต่อมา พนักงานสอบสวนได้ทำบันทึกและแจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหา ซึ่งตลอดเวลานายสุดตาจะใช้กระดาษปิดบังใบหน้า และต้องนอนห้องขัง 1 คืน เพราะร้อยเวรไม่ให้ประกันตัว ต้องรอในวันที่ 21 ต.ค. จึงจะนำตัวไปฝากขังที่ศาลจังหวัดนครพนม ส่วนเด็กสาวอยู่ในความดูแลของทีมสหวิชาชีพ เพื่อเยียวยาจิตใจให้คลายความเครียดเศร้าซึมจากเหตุการณ์อันเลวร้าย

โดยคดีที่นำมาสรุปข่าวนี้เป็นเพียงแค่ 2 คดี แต่เชื่อว่ายังมีเหตุการณ์ลักษณะนี้อีกมาก แค่ยังไม่เป็นข่าวเป็นคราวเท่านั้น สุดท้ายแล้วบุคคลใดกันแน่ที่เป็นอันตรายกับเด็กสาวและหญิงสาวในสังคมปัจจุบันมากกว่ากันระหว่างคนไม่รู้จักกับคนใกล้ชิดใกล้ตัว อย่างไรเสียผู้เป็นพ่อเป็นแม่คงต้องหมั่นสังเกตุและเอาใจใส่ให้มากขึ้นกว่านี้ หากไม่ต้องการให้ตราบาปบัดซบเกิดขึ้นกับลูกหลาน.



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    100%

บอกต่อ : 31