อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 7 มีนาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 7 มีนาคม 2564

"เนอร์สเซอรี่"ขอคิวผ่อนปรน เสี่ยงต่ำกว่าหิ้วลูกไปทำงาน

สถานรับเลี้ยงเด็กเอกชน วอนกทม.และภาครัฐ เร่งพิจารณาผ่อนปรนให้เปิดสถานประกอบการได้ หลังผู้ปกครองและผู้ประกอบการได้รับผลกระทบ รวมถึงเด็กอาจเกิดความเสี่ยงได้หากต้องไปทำงานกับพ่อแม่ จันทร์ที่ 25 มกราคม 2564 เวลา 15.30 น.


สัปดาห์ที่ผ่านมากรุงเทพมหานคร  มีผลประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 3 พิจารณามาตรการผ่อนปรนการเปิดสถานที่ที่ถูกสั่งปิดตามประกาศกรุงเทพมหานคร ฉบับที่ 15 และฉบับที่ 16 ซึ่งในที่ประชุมได้มีมติ “ผ่อนปรน” ให้บางสถานประกอบการสามารถ “เปิด” ดำเนินการได้ตั้งวันที่ 22 ม.ค.64 แต่ต้องอยู่ภายในมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่ราชการกำหนดอย่างเคร่งครัด 
ขณะที่ยังมีสถานประกอบการอีก 13 แห่ง ที่ยังไม่ถูกพิจารณาผ่อนปรนให้เปิด ประกอบด้วย 1.สถานที่บริการผับบาร์ สถานบันเทิงและสถานประกอบการใด ที่เปิดให้บริการในลักษณะคล้ายสถานบริการ 2. สนามเด็กเล่น เครื่องเล่นสำหรับเด็กในตลาดตลาดน้ำ และตลาดนัด 3. สนามมวย 4. โต๊ะสนุกเกอร์ บิลเลียด 5. สนามม้า 6. สนามชนไก่และสนามซ้อมชนไก่ 

7. สนามชนโค สนามปลากัด หรือสนามแข่งขันอื่นในลักษณะทำนองเดียวกัน 8. สถานรับเลี้ยงเด็ก (ยกเว้นที่มีการรับตัวไว้พักค้างคืนเป็นปกติธุระ) 9. สถานประกอบกิจการอาบน้ำ 10. สถานประกอบกิจการอาบ อบ นวด 11. ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเด็กก่อนวัยเรียน 12. สวนน้ำ สวนสนุก 13. อาคารสถานที่ของโรงเรียนสถาบันกวดวิชาและสถาบันศึกษาทุกประเภทฯ อย่างไรก็ตาม สถานที่เหล่านี้อยู่ระหว่างเตรียมนำเสนอมาตรการป้องกันโรคต่อ ศบค.ชุดใหญ่ เพื่อพิจารณาผ่อนปรนเปิดให้บริการตามเวลาที่เหมาะสมอีกครั้ง 

“สถานรับเลี้ยงเด็ก” เป็นอีกหนึ่งสถานที่ยังไม่ได้รับพิจารณาผ่อนปรนเปิดดำเนินการทำให้ นายไพรัตน์ อุดมไพรพฤกษ์ นายกสมาคมพัฒนาสถานรับเลี้ยงเด็กไทย  พร้อมด้วยตัวแทนผู้ประกอบการและผู้ปกครองเด็ก เข้ายื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้พิจารณาเรื่อง การปลดล็อกเปิดให้บริการสถานรับเลี้ยงเด็ก  เนื่องจากที่ผ่านมาสมาคมฯ ได้รับการร้องขอความช่วยเหลือจากผู้ปกครองที่เคยนำบุตรหลานมาฝากเลี้ยงระหว่างไปทำงานว่า ประสบปัญหาไม่สามารถนำบุตรหลานไปฝากเลี้ยงได้  ขณะที่ผู้ประกอบการสถานรับเลี้ยงเด็กเอกชนที่ได้รับผลกระทบจากการต้องแบกรับภาระต่างๆ อาทิ ค่าเช่าสถานที่ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าทำความสะอาดเชื้อ ดอกเบี้ยธนาคาร เงินต้นยังคงมีกำหนดชำระตามเดิม



นายกสมาคมพัฒนาสถานรับเลี้ยงเด็กไทย  เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิดระลอกใหม่ ตั้งแต่ช่วง พ.ย.63 ภาครัฐสั่งการให้สถานรับเลี้ยงเด็กปิดให้บริการบางส่วน และปิดทั้งหมดใน 28 จังหวัด ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.64 และมีแนวโน้มสั่งปิดต่อเนื่องไม่มีกำหนด  จากการสั่งปิดสถานรับเลี้ยงเด็กเอกชนโดยไม่มีเหตุอ้างอิงที่ชัดเจนว่าเกิดการระบาด และติดเชื้อเกิดขึ้นในภาคส่วนของสถานรับเลี้ยงเด็กเอกชน ทั้งที่ผ่านมาสถานรับเลี้ยงเด็กไม่เคยเป็นต้นตอการระบาด การสั่งปิดจึงส่งผลกระทบต่อเด็กและผู้ปกครองอย่างหนัก รวมทั้งครูผู้ดูแลเด็ก และผู้ประกอบการสถานรับเลี้ยงเด็กทั้งหมด  ยกตัวอย่างความเดือดร้อน อาทิ 1.ผู้ปกครองขาดที่พึ่งในการดูแลลูก แม้บางส่วนจะ work from home แต่ก็ไม่สามารถทำงาน พร้อมกับการดูแลลูกในคราวเดียวกันได้  2.เด็กมีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อมากขึ้น เพราะบางครอบครัวจำเป็นต้องนำลูกไปทำงานด้วย ถึงแม้จะรู้ว่าสภาพแวดล้อมเสี่ยงต่อเด็กมากแค่ไหนก็ตาม ทั้งการเดินทางและจุดที่ทำงานโดยไม่มีทางเลือก  

3.ผู้ปกครองบางส่วนจำเป็นต้องหาทางเลือกอื่นๆ ในการดูแลเด็ก เช่น เลือกฝากลูกกับคนในชุมชนใกล้เคียง ซึ่งอาจก่อให้เกิดเป็นปัญหาสถานรับเลี้ยงเด็กเถื่อนที่ไม่ปลอดภัยหรือการทำร้ายเด็ก 4.จากการระบาดในช่วงที่ผ่านมา สถานรับเลี้ยงเด็กเอกชนได้รับการเยียวยาจากภาครัฐน้อยมาก จนแทบไม่มีการสนับสนุนใดๆ เลยจนทำให้ผู้ประกอบการต้องทยอยปิดกิจการและครูผู้ดูแลเด็กต้องตกงานไปด้วย  นายกสมาคมพัฒนาสถานรับเลี้ยงเด็กไทย  เผยต่อว่า ต้องการให้กรุงเทพมหานครและภาครัฐเร่งพิจารณาผ่อนปรนให้สถานรับเลี้ยงเด็กเอกชนเปิดกิจการตามปกติ พร้อมระบุการแพร่ระบาดในครั้งแรกสมาคมฯ ได้ร่วมกับ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) วางหลักเกณฑ์ผ่านคู่มือมาตรฐานป้องกันโควิด-19 ในสถานรับเลี้ยงเด็ก เป็นการออกแบบและกำหนดกรอบมาตรฐานการปฏิบัติ เพื่อคัดกรองตรวจรับและป้องกันระหว่างการดูแลเด็ก ซึ่งแนวมาตรฐานดังกล่าวค่อนข้างมีมาตรฐานสูงและเข้มงวด  ยกตัวอย่าง

การวัดอุณหภูมิร่างกายทั้งของเด็ก ผู้ปกครองและบุคลากรก่อนเข้ามาในสถานที่เช้าและเย็น ซักประวัติสอบถามผู้ปกครองให้ยืนยันว่าเด็กไม่มีไข้ ไอ จาม มีน้ำมูกหรือเหนื่อยหอบ ก่อนให้เจ้าหน้าที่ใช้สายตาตรวจดูว่า เด็กไม่มีอาการเหล่านั้นจริงรวมถึงไม่ซึม หรือดูอ่อนเพลียผิดปกติ กรณีพบอาการใดคล้ายๆ อาการของโรคติดต่อ งดรับเข้า  ให้หยุดและแนะนำให้ไปพบแพทย์  ซึ่งมาตรการคัดกรองนี้นอกจากจะช่วยป้องกันแพร่ระบาดโควิด-19 ได้แล้ว ยังช่วยคัดกรองการแพร่ระบาดของเชื้อโรคอื่นตั้งแต่เบื้องต้นได้อีกด้วย เช่น โรคมือ เท้า ปาก ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ต่างๆ ไวรัส RSV สำหรับมาตรการในเด็กที่ผ่านการคัดกรองแล้วจะถูกสอนให้ล้างมืออย่างถูกวิธีด้วยสบู่และน้ำเป็นเวลา 20 วินาที หรือใช้แอลกอฮอล์ 70% และล้างเท้าด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรค  เปลี่ยนหน้ากากอนามัย  เปลี่ยนเสื้อผ้า ครูผู้ดูแลจะนำเด็กเข้าห้องเรียนโดยไม่แวะไปจุดอื่น ส่วนผู้ปกครองให้สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่รับ-ส่งเด็ก 



ส่วนเจ้าหน้าที่และครูผู้ดูแลเด็ก ต้องสวมผ้ากันเปื้อน หน้ากากผ้าและ Face shield ตลอดเวลา รักษาระยะห่างระหว่างผู้ปกครอง 1-2 เมตร  ล้างมืออย่างถูกวิธีด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์ และต้องล้างใหม่ทุกครั้งก่อนตรวจคัดกรองและรับ-ส่งเด็กคนถัดไป บรรยากาศด้านในห้องเรียนจะมีการตั้งฉากกั้นบนโต๊ะเรียนระหว่างเด็ก  มีการทำสัญลักษณ์เว้นระยะห่างบนพื้น และเว้นระยะห่างระหว่างนั่งเรียน โดยให้สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาขณะอยู่ในห้องเรียน มาตรการเหล่านี้ทำให้สามารถมั่นใจได้ว่าหากปฏิบัติได้ตามมาตรฐานก็จะลดความเสี่ยงในการกระจายเชื้อได้ 

ทั้งนี้ ทิ้งท้ายว่าผู้ปกครองที่มีเด็กเล็กเป็นกลุ่มคนที่ค่อนข้างจะระมัดระวังตัวในการใช้ชีวิตเพื่อป้องกันโควิด-19 อยู่แล้ว ขณะที่สถานรับเลี้ยงเด็กก็มักมีขนาดไม่ใหญ่มาก เมื่อมีแนวปฏิบัติอย่างเคร่งครัดในการป้องกันโรค เชื่อว่าจุดนี้มีความเป็นไปได้น้อยมากในการแพร่กระจายเชื้อเมื่อเทียบกับจุดอื่น.

..ขอบคุณภาพจากสถานรับเลี้ยงเด็กคิโด้ สาขารัชดา..


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น