อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 26 ตุลาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 26 ตุลาคม 2563

ผู้เชี่ยวชาญวสท.ลงตรวจโค้งศาลอาญา หลังเกิดเหตุบ่อยครั้ง

วสท.ร่วมกับกทม. ลงพื้นที่บริเวณโค้งศาลอาญาถนนรัชดาภิเษก เพื่อตรวจวิเคราะห์ทางวิศวกรรมภายหลังเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งจนมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต พฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2563 เวลา 17.00 น.


เมื่อวันที่ 1 ต.ค. ที่บริเวณถนนรัชดาภิเษก ฝั่งตรงข้ามตึกสำนักงานอัยการสูงสุด ขาเข้าเมือง(โค้งศาลาอาญา)  ศาสตราจารย์ ดร.พิชัย ธานีรณานนท์ ประธานคณะอนุกรรมการสาขาป้องกันอุบัติเหตุทางถนนและการเสียชีวิต วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) พร้อมด้วย นายธนันท์ชัย เมฆประเสริฐวนิช ผอ.กองนโบายและแผน ในฐานะผู้ช่วยเลขาฯ ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน กรุงเทพมหานคร (ศปถ.กทม.) สำนักการจราจรและขนส่ง กทม. และฝ่ายโยธา เขตจตุจักร ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจวิเคราะห์บริเวณโค้ง 100 ศพ หรือโค้งศาลอาญา หลังเกิดอุบัติเหตุหลายครั้งและมีผู้เสียชีวิต ล่าสุดในเดือน ก.ย.63 มีอุบัติเหตุ 41 ครั้ง และมีเสียชีวิต 4 ราย 


ศาสตราจารย์ ดร.พิชัย ธานีรณานนท์ ประธานคณะอนุกรรมการสาขาป้องกันอุบัติเหตุทางถนนและการเสียชีวิต วสท. กล่าวว่า ถนนรัชดาภิเษกซึ่งเป็นถนน 8 เลน(ฝั่งขาเข้าเมือง 4 เลนและฝั่งขาออก4เลน )ในช่วงโค้งถนน ถัดจากอุโมงค์ทางลอดแยกรัชโยธิน ผ่านซอยรัชดา 36 (เสือใหญ่อุทิศ) ถึงซอยรัชดา 32 มีรัศมีโค้งกว้างมาก รวมความยาวเกือบ 2 กม. ลักษณะของอุบัติเหตุส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในเวลากลางคืน ในช่วงเวลาที่ทัศนวิสัยไม่อำนวย อาทิ ขณะฝนตก ในยามดึกที่ถนนโล่ง ทำให้ผู้ขับขี่หลายคนใช้ความเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนดไว้




แต่เดิมอุบัติเหตุบนโค้งศาลอาญา มักจะเกิดที่ฝั่งขาออก แต่หลังจากอุโมงค์ทางลอดแยกรัชโยธินภรัชดา สร้างเสร็จแทนแยกไฟแดงนั้น ทำให้บริเวณเกิดอุบัติเหตุส่วนใหญ่เปลี่ยนมาอยู่ฝั่งขาเข้าเมือง เนื่องจากรถลอดอุโมงค์แยกรัชโยธิน มักจะต้องเร่งความเร็วตลอดมาจนถึงโค้ง ซึ่งไม่มีกลไกชะลอความเร็วของรถลง ดังนั้นหากความเร็วรถ วิ่งมาสูงกว่าความเร็วบังคับ ผู้ขับจะควบคุมรถได้ยาก หรือไม่สามารถควบคุมรถให้วิ่งตามแนวเส้นทางได้

 รวมทั้งลักษณะทางโค้งของโค้งรัชดาเป็นแบบโค้งหลังหัก(Broken Back Curve) ทำให้ผู้ขับขี่ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมากที่จะควบคุมรถให้อยู่ในช่องจราจรหรือหากขับมาด้วยความเร็วสูงกว่า 80 กม.ต่อชม.(หรือต่ำกว่ากรณีที่ฝนตก)มักจะไม่สามารถควบคุมรถให้อยู่ในแนวช่องจราจรได้หรือควบคุมรถไม่ได้เลย โดยสถิติในรอบ 9 เดือนตั้งแต่มกราคมถึงกันยายน 63 และเกิดอุบัติเหตุบนโค้งศาลอาญา จำนวน 293 ครั้ง เสียชีวิต 5 ราย บาดเจ็บ 152 ราย โดยเฉพาะในเดือนกันยายนเกิดอุบัติเหตุ 41 ครั้ง และเสียชีวิต 4 ราย

ศาสตราจารย์ ดร.พิชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า  ข้อเสนอแนะแนวทางแก้ไขไปยังกทม. คือ ควรติดตั้งเครื่องหมายจราจรบนผิวทางแบบสะท้อนแสงที่แนวด้านขอบที่แนวด้านนอกขอบโค้งและติดตั้งป้ายบังคับความเร็วที่ปลอดภัยในการขับขี่ให้ประชาชนผู้ใช้รถสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนบนผิวถนนและป้ายบังคับความเร็วอิเล็กทรอนิกส์แบบแขวนสูง และควรหาวิธีลดความเร็ว โดยเสนอให้ตั้งวางแบริเออร์พลาสติกใส่น้ำวางเป็นช่องจราจร ตามเลนในระยะของโค้ง เพื่อบังคับให้ผู้ใช้รถใช้ถนนบังคับวิ่งเข้าช่องเลนจราจร ก็จะกำหนดความเร็วของรถให้ช้าลงได้ รวมถึงผู้ขับขี่ก็ต้องมีสติไม่ประมาท ในการขับรถด้วย 



นายธนันท์ชัย กล่าวว่า ในส่วนที่ วสท.เสนอแนะวิธีการลดความเร็วด้วยตั้งวางแบริเออร์นั้น ก็นำไปเสนอต่อผู้บริหาร กทม.ต่อไปว่าจะสามารถดำเนินการได้หรือไม่ แต่ในเรื่องเร่งด่วนและทำได้เลยคือการปรับปรุงผิวจราจรให้มีสภาพดีและเรียบตามมาตรฐาน การเช็ดทำความสะอาดป้ายสัญญาณหรือป้ายสะท้อนแสง การตรวจเส้นถนนในการแบ่งเลนให้มีความชัดเจน การตัดต้นไม้ไม่ให้บดบังวิสัยทัศน์ อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ผู้แทนสำนักโยธา กทม.และ ผู้แทน สจส. กทม.ได้ลงพื้นที่ร่วมกับ วสท.เพื่อตรวจวิเคราะห์ทางวิศวกรรม บริเวณโค้งที่เกิดเหตุเพื่อร่วมกันหาทางแก้ไขปัญหาลดความเสี่ยงของประชาชนตามหลักวิศวกรรมและบริหารจัดการอย่างรอบด้าน เรียบร้อยแล้ว. 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 57