อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 1 เมษายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 1 เมษายน 2563

'ระยะห่างสังคม'บนชัตเติ้ลบัส จำเป็นมาก'ยุคโควิด-19'ระบาดกรุง

กรุงเทพฯ เป็นเมืองใหญ่ และมีผู้คนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เลือกใช้บริการ “รถโดยสาร” หรือ “รถไฟฟ้า” ในการเดินทาง แต่หลังเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส “โควิด-19” หลายคนเป็นกังวลจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อ จันทร์ที่ 30 มีนาคม 2563 เวลา 10.30 น.

ทางหน่วยภาครัฐจึงพยายามรณรงค์ให้ทุกคนมี “ระยะห่างทางสังคม” หรือ “Social Distancing” ไม่ว่าจะทำอะไร อยู่ที่ไหน ควรอยู่ให้ห่างจากผู้อื่น 1-2 เมตร และหมั่นล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ รวมทั้งสวมใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้งที่ออกจากบ้าน



โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้  “กรุงเทพมหานคร”  (กทม.) ได้ทดลองเดินรถชัตเติ้ลบัส BMA-FEEDER ให้บริการนำคนส่งระบบขนส่งมวลชนหลัก เพื่อแก้ปัญหารถติด โดยถือเป็นการพัฒนาด้านการจราจรและการขนส่งสาธารณะให้ชาวกรุงเทพฯและปริมณฑลเดินทางสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ด้วยการเชื่อมต่อระบบการเดินทางต่างๆ เป็นหนึ่งในแผนการพัฒนาด้านการขนส่งและจราจรของ กทม. ที่ต้องการพัฒนาระบบขนส่งและจราจรในอนาคต มุ่งสู่การขนส่งที่ยั่งยืน (Towards Sustainable Transport)

โดยมีเป้าประสงค์จะยกระดับการเข้าถึงและเพิ่มการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ (Public Transport) ด้วยการขยายโครงข่ายระบบขนส่งมวลชนทางรางในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล และรถไฟชานเมือง เพื่อประหยัดเวลาในการเดินทาง  ลดการใช้ยวดยานพาหนะส่วนบุคคล และส่งเสริมระบบขนส่งสาธารณะทางรางและเชื่อมต่อรูปแบบการขนส่งประเภทอื่น  รวมทั้งพัฒนาพื้นที่บริเวณสถานีระบบขนส่งหลักให้เป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อกับระบบขนส่งอื่น หรือระบบส่งต่อ (Feeder) เพื่อให้เกิดความสะดวกในการใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น



ตามแผนพัฒนา กทม. ระยะ 20 ปี ระยะที่ 2 (พ.ศ.2561–2565) ได้กำหนดแนวทางดำเนินการให้เป็นไปตามประเด็น วิสัยทัศน์ด้านมหานครสีเขียว สะดวกสบาย เพื่อให้ระบบขนส่งมวลชนทั่วถึง สะดวก ประหยัด การจราจรคล่องตัว และมีทางเลือก โดยสำนักการจราจรและขนส่ง ได้ดำเนินโครงการ “BMA FEEDER” เป็นโครงการความร่วมมือทดลองให้บริการเดินรถชัตเติ้ลบัส (Shuttle Bus) เพื่อส่งเสริมการเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชนเพื่อเป็นฟีดเดอร์ (Feeder) หรือระบบขนส่งรองนำประชาชนเข้าสู่ระบบขนส่งมวลชนหลักระบบราง โดยรับผู้โดยสารจากต้นทางมาป้อนเข้าสู่ระบบขนส่งมวลชนสาธารณะหลัก อาทิ สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส, Airport Rail Link เพื่อแก้ไขปัญหาการเชื่อมต่อการเดินทางในเส้นทางหลักที่ยังไม่มีบริการขนส่งมวลชนอื่นๆรองรับ และช่วยลดปัญหาการจราจรแออัด



ร.ต.อ.พงศกร ขวัญเมือง โฆษกกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ในปัจจุบันเปิดให้บริการรับ-ส่งประชาชนเฉพาะจุดเท่านั้น ในช่วงเวลา 05.00-21.00 น. ระยะห่างการเดินรถประมาณ 15 – 30 นาทีต่อคัน ให้บริการฟรี 6 เดือน นำร่อง 3 เส้นทาง ได้แก่ สาย B1สถานีขนส่งมวลชนสายใต้ใหม่-สถานีรถไฟฟ้าบางหว้า ระยะทางรวม 26.5 กิโลเมตร จุดจอดรับ-ส่ง ประกอบด้วย สถานีขนส่งสายใต้ใหม่ - เนติบัณฑิตยสภา - สถานี BTS บางหว้า - ตลาดดอกไม้ - สถานีขนส่งสายใต้ใหม่ 2. ชุมชนเคหะร่มเกล้าไป Airport Rail Link ลาดกระบัง (B3) เปิดให้บริการวันที่ 24 มี.ค. ระยะทางรวม 17.5 กิโลเมตร จุดจอดรับ-ส่ง ประกอบด้วย ชุมชนเคหะร่มเกล้า - สวนเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา – เคหะร่มเกล้า 30 (ตรงข้ามสนามกีฬาเคหะร่มเกล้า) - สถานี ARL ลาดกระบัง - ชุมชนเคหะร่มเกล้า

และ 3.ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 เขตดินแดง ไปสถานี BTS สนามเป้า (B2) กำหนดเปิดทดลองให้บริการวันที่ 31 มี.ค. ระยะทางรวม 11.7 กิโลเมตร จุดจอดรับ-ส่ง ประกอบด้วย กทม.2 - โรงพยาบาลทหารผ่านศึก - สถานี BTS สนามเป้า - โรงพยาบาลทหารผ่านศึก - โรงเรียนรักษาดินแดน - มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย - กทม.2 ประชาชนสามารถลงทะเบียนใช้งานและเช็คตำแหน่งรถได้แบบ Real Time เพียงใช้แอพพลิเคชั่น  Viabus หรือสแกน QR Code และ สามารถลงทะเบียนใช้งานผ่านทาง link website ของสำนักการจราจร



ส่วนเส้นทางอื่นที่คาดการณ์ไว้ในโครงการ BMA FEEDER อีก 7เส้นทาง ประกอบด้วย 1. พระราม 6 ไปสถานี BTS อารีย์ 2. ทองหล่อ ไปเอกมัย 3. ท่าเรือกรุงเทพ เขตคลองเตย ไปสถานี BTS อ่อนนุช 4. ซอยเสนานิคม ไปสถานี BTS เสนานิคม 5. สยามสแควร์ ไปสนามหลวง 6. ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 เขตดินแดง ไปมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช และ 7. สายไหม ไปสถานี BTS สะพานใหม่

ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส “โควิด-19” ทาง กทม.ได้สั่งทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรคภายในรถบัสทุกวัน รวมทั้งจุดที่ประชาชนสัมผัสบ่อยครั้ง อาทิ ราวจับ ที่นั่งโดยสาร พร้อมมีเจลแอลกอฮอล์สำหรับล้างมือไว้คอยบริการ ส่วนคนขับรถบัส จะมีการตรวจวัดไข้และสวมใส่หน้ากากอนามัยป้องกันทุกครั้งที่มาให้บริการ แต่ขอความร่วมมือประชาชนที่ขึ้นมาใช้บริการ ให้ล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ สวมใส่หน้ากากอนามัยและใช้ระยะห่างทางสังคม หรือ Social Distancing เว้นระยะห่างระหว่างบุคคล 1-2 เมตร ภายในรถตัวรถบัสและบริเวณจุดจอด เพื่อเป็นการป้องกันและลดการแพร่ระบาดไปสู่ผู้อื่น.



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 26