อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 20 พฤศจิกายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 20 พฤศจิกายน 2562

ลุยหัวลำโพงช่วย'เด็กเร่ร่อน' ผลักดันครู กศน.สอนพิเศษ

"ชุมชนเมือง-เดลินิวส์" ร่วมลงพื้นที่ "รมช.ศึกษาฯ" พาไปดูสภาพปัญหา "เด็กเร่ร่อน" ในสถานีรถไฟหัวลำโพง พร้อมเยี่ยชม "ตึกเดอะฮับ สายเด็ก" หวังช่วยให้การศึกษา เร่งผลักดันครู กศน.สอนเสริมยกระดับคุณภาพชีวิต ศุกร์ที่ 18 ตุลาคม 2562 เวลา 11.10 น.

ปัญหาเด็กเร่ร่อน ยังคงเป็นปัญหาหนึ่งที่รัฐบาลจะเร่งแก้ไข ในทุกด้านทั้งเรื่องพัฒนาคุณภาพชีวิต ความปลอดภัย รวมถึงด้านการศึกษา ที่ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะทำให้กลุ่มคนเหล่านี้สามารถพัฒนาชีวิตตนเองไปได้ในทางที่ดีขึ้น แต่ปัจุบันการเข้าถึงด้านการศึกษาตามระบบพื้นฐานที่รัฐบาลมีให้นั้นยังมีข้อจำกัดสำหรับกลุ่มคนเหล่านี้

ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เล็งเห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าว จึงลงพื้นที่พร้อมด้วย ดร.กมล รอดคล้าย ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ดร.พะโยม ชินวงษ์ ประธานคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย นายกุลธร  เลิศสุริยะกุล ประธานเครือข่ายองค์กรเพื่อเด็กเร่ร่อน มูลนิธิสายเด็ก1387 และทีมครูกศน.เขตปทุมวัน ออกตรวจติดตามปัญหากลุ่มเด็กเร่ร่อน และให้กำลังใจครูสอนเด็กเร่ร่อนหรือเด็กด้อยโอกาสในบริเวณสถานีรถไฟหัวลำโพงและพื้นที่ใกล้เคียง แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร พร้อมพูดคุยกับกลุ่มเด็กเร่ร่อนในละแวกดังกล่าวเพื่อทราบถึงปัญหาและความต้องการของกลุ่มคนเหล่านี้



ดร.กนกวรรณ เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีเด็กเร่ร่อนจำนวนมากตามเมืองใหญ่และต่างจังหวัดที่สำรวจได้ในตอนนี้ประมาณ 50,000 คนทั่วประเทศ โดยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี และสถานการณ์มีความรุนแรงและซ้ำซ้อนยิ่งขึ้น ก่อนหน้านี้ กระทรวงศึกษาธิการ โดย สำนักงานกศน. ร่วมกับ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เครือข่ายองค์กรเพื่อเด็กเร่ร่อน สมาคมสถาบันส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต ได้เปิดตัวโครงการ Children in Street เพื่อค้นหาและวางมาตรการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนบนท้องถนนในพื้นที่ กทม.ให้สอดคล้องกับปัญหาในพื้นที่ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือในการพัฒนาแนวทางการช่วยเหลือกลุ่มเด็กบนท้องถนนในพื้นที่ กทม.ที่มีแนวโน้มจะหลุดออกนอกระบบการศึกษา

สำหรับแนวทางดังกล่าวถูกนำมาพัฒนาเป็นโครงการ Children in Street ในพื้นที่ กทม. โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาระบบให้ความช่วยเหลือและกลไกปกป้องคุ้มครองกลุ่มเด็กและเยาวชนบนท้องถนน เพื่อยกระดับให้มีภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็ง และสนับสนุนให้เด็กกลุ่มนี้เติบโตไปในทิศทางที่ถูกต้อง ในการสำรวจเด็กเร่ร่อน หรือเด็กที่ใช้ชีวิตตามท้องถนนในพื้นที่ กทม. โดยมอบหมายให้ครูจาก กศน. ในแขวงต่างๆ ซึ่งมีจำนวน 180 แขวง ลงพื้นที่สแกนหาเด็กกลุ่มนี้อย่างเต็มพื้นที่ ตามนโยบายลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยใช้กลไกของ กสศ. มาบูรณาการ ดำเนินงานร่วมกับหน่วยจัดการศึกษาต่างๆ ของกระทรวงศึกษาธิการในทุกระดับการศึกษา ซึ่งเราได้ต่อยอดและขยายผลความคืบหน้าในความร่วมมือช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างต่อเนื่องและจริงจัง เพื่อช่วยกันแก้ปัญหาต่างๆให้ตรงจุดและอย่างเข้มข้น ในกรุงเทพมหานคร กระทรวงศึกษาธิการ



โดย สำนักงาน กศน.กรุงเทพมหานคร ได้มอบหมายให้กศน.เขตปทุมวัน ดำเนินการจัดการศึกษาให้กับกลุ่มเป้าหมายเด็กเร่ร่อนในพื้นที่สถานีรถไฟหัวลำโพงและพื้นที่ใกล้เคียง ปัจจุบันมีเด็กเร่ร่อนที่มาเรียนกับ กศน.เขตปทุมวันแล้วประมาณ30 คน โดยร่วมกับมูลนิธิสายเด็ก1387 จัดการเรียนการสอนใน “ตึกเดอะฮับ สายเด็ก” (The hub สายเด็ก) ซึ่งเป็นตึกแถว 2 ชั้นมีสถานที่กว้างขวางอยู่ใกล้หัวลำโพง สอนวันจันทร์และวันพฤหัสบดี ช่วงเวลา 10.00-12.00 น. ซึ่งสถานที่ดังกล่าวยังเป็นที่พักอาศัย ที่อาบน้ำ และที่กินข้าวของเด็กเร่ร่อนบางคนที่ไม่มีที่พักอีกด้วย นอกจากนั้น ทางมูลนิธิสายเด็ก1387 ยังได้ร่วมจัดกิจกรรมพัฒนาเด็กในรูปแบบต่างๆ เช่น การพาไปค่ายต่างจังหวัด กีฬาว่ายน้ำ และชกมวย เป็นต้น
 
ดร.กนกวรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวทางในการแก้ไขปัญหาด้านการศึกษาให้กับเด็กเร่ร่อนในอนาคต ก็จะตั้งคณะทำงานขึ้นมาโดยจะใช้การจัดการศึกษา กศน.ให้แก่เด็กในสถานีรถไฟหัวลำโพงเป็นโมเดล ให้กับพื้นที่อื่นๆนำไปใช้ต่อไป ซึ่งปัจจุบัน ทาง กศน.มีการจัดการศึกษาให้แก่เด็กเร่ร่อนในสถานศึกษา สังกัด สํานักงาน กศน. ปีงบประมาณ 2562 จํานวน  14 จังหวัด ได้แก่กรุงเทพมหานคร, ขอนแก่น, ชลบุรี, เชียงราย, นครราชสีมา, ภูเก็ต, ยะลา, สงขลา, สุราษฎรธานี,อุดรธานี, อุบลราชธานี, ระยอง, สกลนครและเชียงใหม่  มีครูผู้สอน 37 คน ผู้เรียน 2,000 กว่าคน ซึ่งหลังจากนี้ต้องหาแนวทางที่จะเพิ่มครู กศน.ที่สอนเด็กเร่ร่อนให้เพิ่มมากขึ้นจากปัจจุบัน เพื่อให้เพียงพอต่อจำนวนเด็กที่ลงทะเบียนเรียนกับ กศน. และต้องมีการปรับหลักสูตรการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับเด็กๆเหล่านี้ ต้องเน้นไปแนววิชาชีพที่สามารถนำไปประกอบอาชีพได้จริง



ทั้งนี้ จากการพูดคุยกับเด็กๆวันนี้ทำให้รู้ถึงความต้องการ ที่นอกจากจะเรียนรู้ตามหลักการแล้ว ก็ยังต้องการที่จะเรียนรู้ในวิชาชีพนั้นจริงๆเช่น เรียนเสริมสวย เรียนช่างวิชาชีพ เป็นต้น เพราะเมื่อจบแล้วก็ยังนำไปประกอบอาชีพมีรายได้ให้แก่ตนเองและครอบครัวได้ในอนาคต ซึ่งหลังจากนี้ จะให้สำนักงาน กศน.เขตปทุมวัน ไปวางแผนและปรับการจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของกลุ่มแด็กเพื่อจะได้มาเรียนได้มากขึ้น อาจจะต้องแก้ไขโดยปรับเปลี่ยนเวลาเรียนเป็นช่วง 16.00 น. เป็นต้นไป รวมถึงต้องมีการจัดสรรอุปกรณ์เทคโนโลยีพร้อมระบบสื่อสารออนไลน์มาช่วยในการจัดการเรียนการสอนให้มีความน่าสนใจ รวมทั้งแก้ปัญหาเด็กกลุ่มที่ต้องทำงานไม่สามารถมาเรียน(พบกลุ่ม)ได้เต็มที่ พร้อมทั้งพัฒนาความสามารถของเด็กๆให้มีอาชีพ มีงานทำ ไม่เป็นภาระของสังคม ฝึกฝนและพัฒนาฝีมือแรงงานควบคู่ไปด้วย



ด้าน น.ส.มาย (นามสมมุติ) อายุ 22 ปี 1ในกลุ่มเด็กเร่ร่อนหรือกลุ่มเด็กด้อยโอกาส เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ 4-5 ปีที่ตัดสินใจออกจากบ้านมามีความกลัวในทุกเรื่องไม่ว่าจะเป็นเรื่องความปลอดภัยหรือการทำมาหากิน แต่พอได้มาเรียนกับ กศน.ที่เดอะฮับ สายเด็ก ก็รู้สึกปลอดภัยขึ้น รู้สึกว่าตนเองได้รับการดูแลและเอาใจใส่จากผู้ใหญ่ ตอนนี้ก็เรียนและทำงานไปด้วย แต่สิ่งที่อยากให้ดูแลเพิ่มเติมคือต้องการให้มีการฝึกวิชาชีพตามความชอบของแต่ละคนและสามารถได้ฝึกทำงานได้จริงตามที่เรียน เพื่อจะได้นำไปประกอบอาชีพเลี้ยงดูตัวเองได้

ขณะที่ ร.ต.อ.ชาติชาย โจ่ยสา ผบ.หมู่ สถานีรถไฟตำรวจนพวงศ์ บก.ตำรวจรถไฟ หรือผู้กองโจ่ย ผู้ริเริ่มโครงการครูตำรวจข้างถนน กล่าวว่า เมื่อก่อนตอนปี40 ที่หัวลำโพงปัญหาเด็กเร่ร่อนเยอะมาก ทั้งเรื่องยาเสพติด การลักเล็กขโมยน้อย ตนจึงมีแนวคิดที่อยากจะช่วยให้เด็กเหล่านี้ไม่ทำตัวเป็นปัญหาสังคม จึงเริ่มมีการพูดคุยกับเด็กๆ ชักชวนให้มาเรียนหนังสือ กับตนโดยใช้โบกี้รถไฟที่ไม่ได้ใช้งาน ใช้เป็นที่สอนหนังสือเรื่อยมา จนปัจจุบัน เด็กๆเหล่านั้นได้มีที่เรียนกับครู กศน.ถือว่าเป็นโชคดีของกลุ่มเด็กๆที่มีผู้ใหญ่เห็นใจและให้ความสำคัญด้านการศึกษา ปัจจุบันนี้โบกี้สอนหนังสือดังกล่าวจึงเป็นห้องสมุดประชาชน ให้ชาวบ้านมาอ่านหนังสือกัน.

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 66