อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 21 ตุลาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 21 ตุลาคม 2562

'กทม.+5จว.'เสี่ยงน้ำท่วม ชูโมเดล'แก้มลิง-ทำท่อใต้ดิน'

"สภาวิศวกร" ชูโมเดล "แก้มลิง-สร้างระบบท่อใต้ดิน" เผยสถานการณ์ "6จังหวัด" น่าเป็นห่วง เสี่ยงภัย "น้ำท่วมชุมชนเมือง" อังคารที่ 24 กันยายน 2562 เวลา 10.15 น.

สภาพอากาศแปรปรวนจากอิทธิพลของร่องมรสุมในช่วงปลายเดือนกันยายน ทำให้หลายพื้นที่ในประเทศไทยมีฝนตกหนักจนกลายเป็น “พื้นที่ประสบอุทกภัย” สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนเป็นจำนวนมาก แม้แต่กรุงเทพมหานครก็พบว่าหลายจุดมีปัญหาเรื่องการระบายน้ำ เมื่อมีฝนตกลงมาอย่างหนักเกิดปัญหา “น้ำท่วมในชุมชนเมือง” ทางสภาวิศวกรจึงเสนอทางเลือกต่อรัฐบาล เพื่อรับมือสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น



ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ นายกสภาวิศวกร กล่าวว่า สถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดอุบลราชธานี รวมถึงพื้นที่ลุ่มต่ำปลายน้ำ และริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยามีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะน้ำล้นตลิ่ง เป็นภัยที่ส่งผลต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมทั้งอาจส่งผลกระทบโครงสร้างทางวิศวกรรม และระบบเศรษฐกิจในพื้นที่ สภาวิศวกรจึงได้นำข้อเท็จจริงใน 2 พื้นที่มาวิเคราะห์โดยวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ เห็นตรงกันว่าพื้นที่ชุมชนริมฝั่งแม่น้ำของไทย ควรจัดทำ “แก้มลิง” และ “ระบบท่อใต้ดิน” ที่มีประสิทธิภาพ เนื่องจาก “แก้มลิง” เป็นการปรับพื้นที่แอ่ง บึง ทะเลสาบขนาดเล็ก ให้เป็นพื้นที่รองรับน้ำเมื่อเกิดฝนตกหนัก สภาวิศวกรจึงมั่นใจว่าแนวทางนี้จะสามารถใช้ได้กับทุกพื้นที่ แต่ติดปัญหาตรงที่ชุมชนเมืองค่อนข้างอัดแน่นเต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้างและที่อยู่อาศัย มีข้อกำจัดในการทำแก้มลิง ต้องใช้ “ระบบท่อใต้ดิน” และวางเครือข่ายไว้ใต้ดินเพื่อระบายน้ำแทน อาทิ วางท่อไว้ใต้ถนน สวนสาธารณะ จะได้เสียพื้นที่ สิ้นเปลืองงบประมาณน้อย เพราะไม่ต้องเวนคืน



“ประเทศไทยมีหลายลุ่มน้ำที่ประสบปัญหาคล้ายกัน นอกจากการลงทุนทำแก้มลิงและระบบท่อใต้ดิน จะช่วยลดผลกระทบให้กับชุมชนในช่วงฤดูน้ำหลาก ยังช่วยรับมือฝนที่ตกไม่ตรงตามฤดูกาลอีกด้วย นอกจากนี้ยังสามารถนำน้ำจากแก้มลิงช่วยเรื่องการชลประทาน เพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้ง มีน้ำทำการเกษตรได้ตลอดทั้งปี โดยทั้ง 2 ระบบนี้จะทำงานเชื่อมโยงกัน เมื่อน้ำในแม่น้ำสูงเกินมาตรฐาน ก็ระบายไปตามระบบท่อใต้ดินและลงสู่แก้มลิง โดยใช้ระบบสูบน้ำอัตโนมัติ ด้วยเซนเซอร์ที่แม่นยำ รองรับสมาร์ทซิตี้ ช่วยลดปัญหาความผิดพลาดที่เกิดจากมนุษย์ ช่วยให้ชาวบ้านไม่ต้องรับความเดือดร้อน”      

ศ.ดร.สุชัชวีร์ กล่าวอีกว่า ส่วนพื้นที่ลุ่มต่ำปลายน้ำริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เปรียบเสมือนหลอดเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชุมชนในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง ก่อนจะระบายออกลงสู่อ่าวไทย มีหลายจุดที่อ่อนไหว โดยเฉพาะช่วงปลายเดือนกันยายนมีฝนตกชุกในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง จากอิทธิพลของร่องมรสุมพาดผ่าน  สภาวิศวกรได้ “จัดโซนนิ่ง” วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงน้ำล้นตลิ่ง ได้แก่ พื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำมูล ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีหลายจุดอยู่ในภาวะวิกฤติ รวมทั้งพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางตอนบน



ศ.ดร.สุวัฒนา จิตตลดากร ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ สภาวิศวกร กล่าวว่า พื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางตอนบน มีจุดเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ  ได้แก่ กรุงเทพมหานคร, จ.นนทบุรี, จ.ปทุมธานี, จ.สมุทรปราการ, จ.ชัยนาท และ จ.พระนครศรีอยุธยา โดยเฉพาะเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานครมีความเสี่ยงน้ำท่วมขัง เนื่องจากศักยภาพรองรับน้ำฝนจำกัดเพียง 60 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง และการระบายน้ำเต็มไปด้วยสิ่งกีดขวาง อาทิ ท่อขนาดเล็ก ขยะที่อุดตันตามท่อระบายน้ำ ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการระบายน้ำลดลงเข้าไปอีก โดยในช่วงฝนตกหนัก โครงสร้างด้านวิศวกรรมต้องเฝ้าระวัง 2 ประเภท คือ โครงสร้างระบบชลประทาน อาทิ เขื่อน อ่างเก็บน้ำ ประตูระบายน้ำ และสิ่งปลูกสร้างในเส้นทางน้ำหลาก ได้แก่ แนวคันกั้นน้ำ เชิงสะพาน โรงพยาบาล สถานศึกษา โบราณสถาน เส้นทางคมนาคม นอกจากนี้ประเทศไทยควรมีแนวทางจัดการภาวะฉุกเฉินในพื้นที่ประสบอุทกภัยที่ได้มาตรฐานสากล มีแนวทางบริหารจัดการไฟฟ้า ตัดไฟในพื้นที่น้ำท่วมสูง เพราะมีความเสี่ยงอาจเกิดไฟรั่ว ไฟช็อต เป็นอันตรายต่อชาวบ้าน

ปิดท้ายที่ รศ.สิริวัฒน์ ไชยชนะ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการประสานงานด้านภัยพิบัติและความปลอดภัยสาธารณะ  สภาวิศวกร และที่ปรึกษาวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวเสริมว่า ที่ผ่านมาบริเวณริมแม่น้ำมูล และริมแม่น้ำเจ้าพระยา ประสบปัญหาน้ำล้นตลิ่งในฤดูน้ำหลากซ้ำซากทุกปี โดยฝนที่ตกหนักส่งผลทำให้สิ่งปลูกสร้างโครงสร้างไม่แข็งแรง ไม่ได้รับการซ่อมแซมตามอายุใช้งาน อาจได้รับผลกระทบเกิดปัญหาหลังคารั่ว ฝ้าเพดานถล่ม อันตรายจากลมแรง กระทบต่อสวัสดิภาพความปลอดภัยของประชาชน จึงต้องหมั่นตรวจสอบความแข็งแรงอยู่เสมอ รวมทั้งต้องมีระบบพยากรณ์อากาศใช้เทคโนโลยีทันสมัย มีความแม่นยำ ก็จะช่วยลดความสูญเสียให้น้อยลงได้.
 

 

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    50%
  • ไม่เห็นด้วย
    50%

บอกต่อ : 59