อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 14 มิถุนายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 14 มิถุนายน 2564

55 ปี ค่ายอาสาพัฒนา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ห้วงเวลาตั้งแต่ปี 2504 เป็นต้นมา กับกลุ่มนิสิตอาสาสมัคร​ มหาวิทยาลัย​เกษตรศาสตร์ และความสัมพันธ์ฉันพี่น้องที่พึ่งพากันได้ ในรูปแบบของ “ลูกสีเขียว เข้มแข็ง กล้าหาญ อดทน” พฤหัสบดีที่ 3 มิถุนายน 2564 เวลา 10.00 น.


ห้วงเวลาตั้งแต่ปี 2504 เป็นต้นมา ประเทศไทยมีการพัฒนาภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 1 และในปี 2510 มีการใช้แผน พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 2 เป็นการต่อเนื่อง จึงมีอิทธิพลต่อแนวความคิดในการพัฒนาสังคมของคนหนุ่มสาวใน ยุคนั้นระหว่างปี 2508-2509 นิสิต นักศึกษาจากมหาวิทยาลัย 5 แห่ง ได้แก่ จุฬาลงกรณ์​มหาวิทยาลัย​ มหาวิทยาลัย​ธรรมศาสตร์​ มหาวิทยาลัยเกษตร​ศาสตร์​ มหาวิทยาลัย​มหิดล และมหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ร่วมกัน จัดสัมมนาแนวคิดการพัฒนาสังคมชนบท ซึ่งนอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อกระบวนการเรียนรู้นอกหลักสูตรแล้ว ยังจะเป็นประโยชน์ในการดำเนินกิจกรรมช่วยเหลือสังคมชนบทอีกด้วย
       


เมื่อกลางปี​ 2509 นายบำรุง  บุญปัญญา (NGO อาวุโสภาคตะวันออกเฉียงเหนือ)​ ดร.เวท ไทยนุกูล​ (อดีตนักวิชาการ กรมวิชาการเกษตร) ​และ รศ.ดร.ประเสริฐ ชิตพงศ์​ ​(อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์​และอดีตสมาชิกวุฒิ​สภา จังหวัดสงขลา) ซึ่งเป็นนิสิตมหาวิทยาลัย​เกษตร​ศาสตร์ในขณะนั้น ได้ร่วมกันริเริ่มก่อตั้ง​ “กลุ่มนิสิตอาสาสมัคร​ มหาวิทยาลัย​เกษตรศาสตร์”​ มีนิสิตชายและนิสิตหญิงจำนวนหนึ่งไปออกค่าย 2 แห่งเป็นครั้งแรกเมื่อปี​ 2510 แห่งแรกไปที่​ อ.เดชอุดม ​จ.อุบลราชธานี ดำเนินกิจกรรม​ช่วยเหลือชาวบ้านพัฒนาคูคลอง​และแนะนำความรู้ด้านการเกษตร ​แห่งที่สอง​ไปที่ อ.ท่าอุเทน​ จ.นครพนม ​ดำเนินกิจกรรมช่วยเหลือชาวบ้านสร้างอาคารเรียน​และแนะนำความรู้ด้านการเกษตร​เช่นเดียวกัน



ต่อมาเมื่อปี​ 2511 ​มีนิสิตเข้าร่วมกิจกรรมค่ายมากขึ้น ไปออกค่ายที่​ อ.ธาตุพนม​ จ.นครพนม ​ดำเนินกิจกรรมสร้างอาคารเรียน​พื้นคอนกรีต​​ 1​ ​หลัง​สำหรับเด็ก ซึ่งเดิมทีเรียนหนังสือกันที่ศาลาวัด รวมถึงมีการแบ่งกลุ่มออกไปเยี่ยมชาวบ้าน​ทุกวัน​เพื่อแนะนำความรู้ด้านการเกษตรประกอบการสาธิต ​ให้ความรู้เรื่องการวางแผนครอบครัว ให้การปฐมพยาบาลชาวบ้านที่ได้รับบาดเจ็บจากกรณีต่างๆ  หลังเสร็จสิ้นก่อสร้างอาคารเรียนและส่งมอบแก่ชาวบ้านแล้ว อาคารเรียนแห่งนี้ใช้ชื่อว่า “อาคารเกษตรศาสตร์อนุสรณ์​ 1​” ชาวบ้านทำพิธีบายศรีสู่ขวัญตามประเพณีท้องถิ่นเพื่อเป็นศิริมงคลแก่นิสิตชาวค่าย สิ่งที่ได้สร้างขวัญและกำลังใจแก่นิสิตชาวค่ายและชาวบ้าน เมื่อ ศ.พิเศษ​ อินทรี​ จันทรสถิตย์​ (​หลวงอิงคศรีกสิการ) ​อธิการบดีมหาวิทยาลัย​เกษตร​ศาสตร์​ ได้เดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์​มาเยี่ยม​ โดยกล่าวว่า ​“เราไม่ได้ทอดทิ้งเขา…จะแบ่งสายกับ​ผู้บริหารมหาวิทยาลัยออกเยี่ยมชาวค่ายในปีต่อๆ ไป”​

ในปี 2512 นิสิตมีความตื่นตัวกับการเข้าร่วมกิจกรรมค่ายมากขึ้น การหาทุนจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินกิจกรรมค่าย ​ในปีนี้ได้รับเงินสนับสนุนจาก​สโมสรโรตารีกรุงเทพใต้เป็นหลัก​ จึง​​สามารถออกค่ายได้ ​2​ จังหวัด ​มีงบประมาณสร้างอาคารเรียนได้ถึง​ 3​ หลัง​ ที่ อ.ปลาปาก​ จ.นครพนม​ 2​ หลังและที่ อ.กันทรลักษ์​ จ.ศรีสะเกษ อีก​ 1​ หลัง ซึ่งในปีนี้​ ศ.พิเศษ​ อินทรี​ จันทรสถิตย์ พร้อมด้วย​พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ซึ่งเป็นรองอธิการบดี​มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในขณะนั้น ได้เดินทางไปเยี่ยมชาวค่ายที่ อ.กันทรลักษ์​ จ.ศรีสะเกษ และ ศ.ระพี สาคริก ซึ่งเป็นเลขาธิการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในขณะนั้น ได้เดินทางไปเยี่ยมชาวค่ายที่ อ.ปลาปาก จ.นครพนม นับเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจแก่ชาวค่ายที่ผู้บริหารวิทยาลัยให้ความสำคัญกับการพัฒนาสังคมชนบทที่ห่างไกลความเจริญ มีความทุรกันดาร ซึ่ง คนในชนบทขาดโอกาสทางการศึกษา ไม่มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างที่ควรจะเป็น



ในปีต่อมา​ ศ.พิเศษ อินทรี จันทรสถิตย์​ พร้อมด้วยศ.ระพี สาคริก ได้ร่วมกันไปเยี่ยมชาวค่ายในพื้นที่ต่างๆ​ หลังการเกษียณอายุราชการของ ​ศ.พิเศษ อินทรี จันทรสถิตย์​ แล้ว ​ศ.ระพี สาคริก​ ซึ่งเป็นรองอธิการบดีและอธิการบดีตามลำดับในเวลาต่อมา ได้เดินทางไปเยี่ยมชาวค่ายเป็นประจำทุกปีเป็นเวลาต่อเนื่องกว่าทศวรรษ ​จากการทุ่มเทให้ความสำคัญและเอาใจใส่กับการทำงานค่ายของนิสิตอย่างใกล้ชิดด้วยความเมตตาและช่วยเหลือเกื้อกูลมาโดยตลอด นิสิตชาวค่ายต่างเรียกท่านว่า “คุณพ่อ” และภรรยาท่าน (กัลยา สาคริก) นิสิตชาวค่ายต่างก็เรียกว่า “คุณแม่” เป็นความความผูกพันอย่างลึกซึ้งระหว่างครูกับศิษย์ที่มีอุดมการณ์เดียวกันในการทำประโยชน์ให้กับสังคมที่ด้อย

ช่วงปี 2512-2519 สามารถออกค่ายได้ปีละ 3 จังหวัด สร้างอาคารเรียนจังหวัดละ 1 หลัง  หลังจากนั้นในปี 2520-2529 ก็ออกค่ายได้ปีละ 2 จังหวัด ยกเว้นปี​ 2521 ออกค่ายได้จังหวัดเดียว อุปสรรคสำคัญคือเหตุการณ์บ้านเมืองไม่สงบ มีปัญหาผู้ก่อการร้ายตามจังหวัดต่างๆ 

ห้วงเวลาของการออกค่ายทุกปีอยู่ในช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงกลางเดือนเมษายน ซึ่งอยู่ในช่วงระหว่างการปิดภาคเรียน เมื่อกลับจากการออกค่ายแล้วนิสิตชาวค่ายบ้างก็ลงทะเบียนเรียนภาคฤดูร้อน บ้างก็ไปฝึกงานตามหลักสูตรของคณะ



โครงสร้างการบริหารจัดการและการทำงานของนิสิตค่ายอาสามีคณะกรรมการทำงาน เป็นนิสิตปี 3 ซึ่งมีประสบการณ์การออกค่ายมาแล้ว 2 ปี ประกอบด้วย ประธาน รองประธาน เลขานุการ เหรัญญิก สวัสดิการ และกรรมการอีกจำนวนหนึ่ง ร่วมกันบริหารงานโดยมีนิสิตปี 4 เป็นที่ปรึกษาอีกทั้งยังมีอาจารย์ฝ่ายกิจกรรมนิสิตที่ได้รับการมอบหมายจากมหาวิทยาลัยเป็นที่ปรึกษา คอยให้การดูแลและอำนวยความสะดวก

ก่อนออกค่ายในแต่ละปีมีการเตรียมการและทำงานล่วงหน้า โดยไปติดต่อประสานงานกับส่วนราชการต่างๆ ออกสำรวจพื้นที่เป้าหมาย เก็บรวบรวมข้อมูลสภาพทั่วไปของโรงเรียนและชุมชนในท้องถิ่น เพื่อนำกลับมาพิจารณาประกอบการวางแผนงาน รวมถึงการหางบประมาณให้เพียงพอกับการดำเนินกิจกรรมการออกค่าย สิ่งสำคัญที่สุดคือ การตอบสนองต่อความต้องการของชุมชนและการมีส่วนร่วมของชุมชน ซึ่งจะนำมาสู่การบรรลุผลตามเป้าหมายอย่างยั่งยืน

การหารายได้เพื่อเป็นงบประมาณสำหรับการดำเนินกิจกรรมของค่ายด้วยการขอความอนุเคราะห์​จากองค์กรการกุศล บริษัท ห้างร้านต่างๆ​ และการดำเนินกิจกรรมหารายได้ อาทิ การฉายภาพยนตร์​ การแข่งม้าการกุศล​ การแข่งขันชกมวย ขายเครื่องแบบนิสิต​ ​ออกร้านงานเกษตรแฟร์​ ขายอาหาร​วันปีใหม่ หารายได้ในงานเกษตรบอลล์​ โต้รุ่งกลางทุ่งบางเขน จัดการแสดงดนตรีวงดาวกระจุยในงานต่างๆและออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์​ ซึ่งนักร้องและนักดนตรีส่วนใหญ่เป็นนิสิตชาวค่ายแถบทั้งสิ้น



ทุกครั้งที่กลับจากการออกค่ายในแต่ละปีมีการสัมมนาประเมินและสรุปผลงานพร้อมกับมีการเลือกประธานกลุ่มนิสิตอาสาสมัครคนต่อไป  ซึ่งเป็นประเพณีที่มีการสืบต่อจากรุ่นสู่รุ่น ปัจจุบันมีนิสิตชาวค่ายมากถึง​ 56 รุ่น​ ความสัมพันธ์มีความสนิทสนมกันฉันพี่น้อง วัฒนธรรมองค์กรของชาวค่ายมีพื้นฐานมาจากการดำเนินชีวิตในมหาวิทยาลัยที่มีการเรียนด้วยกัน การอยู่อาศัยในหอพักด้วยกันในรั้วมหาวิทยาลัย ซึ่งมีความเป็นอยู่อย่างใกล้ชิดและสนิทสนมที่พึ่งพากันได้ ที่มีคุณสมบัติ “ลูกสีเขียว เข้มแข็ง กล้าหาญ อดทน” ภายใต้หลักการของการอยู่ร่วมกัน คือ อาวุโส ระเบียบวินัย ประเพณี สามัคคี น้ำใจ  ซึ่งหล่อหลอมนิสิตสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นปรกติสุข ไม่มีความขัดแย้ง การออกค่ายเป็นการแสดงออกถึงการเสียสละอย่างมีอุดมการณ์และมีความรักใคร่กลมเกลียวกันมากยิ่งขึ้น

สิ่งที่รุ่นน้องชาวค่ายได้เรียนรู้จากรุ่นพี่ชาวค่าย คือ การทำงานอย่างเป็นระบบในรูปของคณะกรรมการ พี่จะสอนน้องให้รู้จักทำงานร่วมกันอย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพ มีความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น ยอมรับกับความผิดหวังที่เกิดขึ้น ให้อภัยซึ่งกันและกัน ความทราบซึ้งและความประทับใจของรุ่นน้องชาวค่าย คือ น้องต้องอิ่มก่อนพี่ถึงได้กิน พี่ต้องตื่นก่อนและนอนทีหลัง

จวบจนปัจจุบันค่ายอาสาพัฒนา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีผลงาน​สร้างอาคาร “เกษตรศาสตร์อนุสรณ์” มาแล้ว ​78​ แห่งในพื้นที่​ 37​ จังหวัด​ ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ​ 19​ จังหวัด​ ภาคเหนือ​ 11 จังหวัด​ ภาคกลาง ​5​ จังหวัด​ และภาคใต้ ​2 ​จังหวัด​        



นิสิตเก่าชาวค่ายที่เคยออกค่ายครั้งที่​ 1​ เมื่อ​ 56​ ปีที่แล้ว​และนิสิตเก่าชาวค่ายรุ่นต่อๆ มา​ มีความเห็นพ้องต้องการในการดำเนินงานโครงการค่ายคืนถิ่นเพื่อต่อยอดและสนับสนุนกิจการโรงเรียนเกษตรศาสตร์อนุสรณ์ทั้ง​ 78 แห่ง​ ซึ่งโครงการค่ายคืนถิ่นได้ดำเนินกิจกรรมครั้งแรกตั้งแต่ปี 2558-2562 จำนวน 9 ครั้ง​ ใช้งบประมาณ 6,523,829.48 บาท (ยังไม่รวมค่ามูลค่าวัสดุก่อสร้างและสิ่งของที่มีผู้บริจาคอีกจำนวนมาก)​

การร่วมกิจกรรมของสมาชิกทุกครั้งทุกคนออกค่าใช้จ่ายเอง ไม่ว่าจะเป็น ค่าพาหนะ ค่าที่พัก และค่าอาหาร รวม 19 โรงเรียน​ การคืนถิ่น​ 9 ครั้ง​ มีดังนี้

ครั้งที่ 1​ วันที่​ 21​-​22​  พฤศจิกายน​ พ.ศ.2558​ คืนถิ่นไปที่โรงเรียนเกษตรประชาตาทวด​ อำเภอกันทรลักษ์​ จังหวัดศรีสะเกษ​ และ​ โรงเรียน​บ้านนาสามัคคี ​อำเภอน้ำยืน​ จังหวัดอุบลราชธานี​      

ครั้งที่ 2​ วันที่​ 13​-​14​ กุมภาพันธ์​ พ.ศ.2559​ คืนถิ่นไปที่โรงเรียนบ้านแดง (บุญเสริมอุทิศ)​​ อำเภอตระการพืชผล​ จังหวัดอุบลราชธานี​   และ​ โรงเรียนบ้านสารภี (สาขาหนองผักแว่น)​​ อำเภอโพธิ์ไทร​ จังหวัดอุบลราชธานี​



ครั้งที่ 3​ วันที่​ 4-5​ มิถุนายน ​พ.ศ.2559​  คืนถิ่นไปที่โรงเรียนบ้านหนองแต้พัฒนา (เกษตรศาสตร์อนุสรณ์8)​​ อำเภอบ้านด่าน​ จังหวัดบุรีรัมย์​

ครั้งที่ 4​ วันที่ 26-28 พฤศจิกายน​ พ.ศ.2559​​ คืนถิ่นไปที่ 1.โรงเรียนบ้านคับพวง​​ อำเภอธาตุพนม​ จังหวัดนครพนม 2.โรงเรียนบ้านวังโพธิ์​​ อำเภอปลาปาก​ จังหวัดนครพนม​  3.โรงเรียนบ้านโคกกลาง​  อำเภอ​ปลาปาก​ จังหวัดนครพนม

ครั้งที่ 5​ วันที่​ 18​-​20​ กุมภาพันธ์​  พ.ศ.2560​ คืนถิ่นไปที่ 1.โรงเรียนบ้านน้ำคิว​ อำเภอเมือง จังหวัดเลย​ 2.โรงเรียนเกษตรนาสมหวังสามัคคี ​อำเภอนาวัง​ จังหวัดหนองบัวลำภู​

ครั้งที่​ 6​ วันที่​ 23​-25​ มิถุนายน​ พ.ศ.2560 คืนถิ่นไปที่โรงเรียน​บ้านคลองโนน​ อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร​ 2.โรงเรียนเนินดินราษฎร์อุทิศ ​ ตำบลเนินมะปราง​ อำเภอเนินมะปราง​ จังหวัดพิษณุโลก​

ครั้งที่ 7​ วันที่​ 9​-11​กุมภาพันธ์​ พ.ศ.2561​ คืนถิ่นไปที่ศูนย์เยาวชนบ้านดงยาง​ หมู่ที่7​ ตำบลห้องแซง​ อำเภอเลิงนกทา​ จังหวัดยโสธร​  2.โรงเรียนชุมแสงลาดค้อหนองเขื่อน อำเภอโพนทอง​ จังหวัดร้อยเอ็ด​  3.โรงเรียนบ้านราษฎร์ดำเนิน อำเภอโพนทอง​ จังหวัดร้อยเอ็ด​

ครั้งที่ 8​ วันที่​ 8​-10​ มิถุนายน​ 2561​คืนถิ่นไปที่ 1.โรงเรียนบ้านโนนสะอาด2 อำเภอนิคมคำสร้อย​ จังหวัดมุกดาหาร  2.โรงเรียนบ้านป่งขาม ตำบลป่งขาม​ อำเภอหว้านใหญ่​ จังหวัดมุกดาหาร​

ครั้งที่ 9​ วันที่​ 15​-16​ กุมภาพันธ์​ พ.ศ.2562​ คืนถิ่นไปที่​โรงเรียนหนองหญ้าปล้องวิทยาตั้งที่​ หมู่ 9​ ตำบลหนองหญ้าปล้อง​ อำเภอหนองหญ้าปล้อง​ จังหวัดเพชรบุรี​
             
นอกจากนี้แล้วชมรมนิสิตเก่าค่ายอาสาพัฒนามหาวิทยาลัย​เกษตรศาสตร์​ ยังได้ลงนามบันทึกความเข้าใจกับกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์​ ดำเนินโครงการส่งเสริมและพัฒนากลุ่มยุวเกษตรกรในโรงเรียนเกษตร​ศาสตร์​อนุสรณ์เพื่อส่งเสริมและพัฒนานักเรียนในโรงเรียนแต่ละแห่งเป็น​ยุวเกษตรกรที่มีการรวมกลุ่มการทำงานด้านการเกษตร​ โดยสามารถพึ่งตนเองและนำความรู้​และประสบการณ์ไปช่วยเหลือกิจการการเกษตรของครอบครัว

“เกษตรศาสตร์อนุสรณ์โมเดล” ได้ดำเนินกิจกรรมมายาวนานต่อเนื่องเป็นเวลาถึงกึ่งศตวรรษแล้ว นิสิตปัจจุบันยังคงดำเนินกิจกรรมสืบต่อจากนิสิตเก่ารุ่นพี่ที่ได้ริเริ่มไว้ ในขณะที่นิสิตเก่ารุ่นแรกๆ ที่มีอายุสูงวัยตั้งแต่ 80 ปี ลงมาจนถึง 60 ปี ได้ร่วมกันกลับมาดำเนินกิจกรรมโครงการค่ายคืนถิ่นในนามของชมรมนิสิตเก่าค่ายอาสาพัฒนามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อต่อยอดและเติมเต็มให้ “เกษตรศาสตร์อนุสรณ์” ที่มีอยู่กว่า 78 แห่งทั่วประเทศเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของเด็กในสังคมชนบท อาทิ ห้องสมุดที่ทันสมัยมีอุปกรณ์เทคโนโลยีต่างๆ การอบรมความรู้ในการผลิตพืชและสัตว์ให้เกิดประโยชน์ต่อโครงการอาหารกลางวัน การอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมในท้องถิ่น การพัฒนาสิ่งแวดล้อมในชุมชน ฯลฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงควรให้การส่งเสริมและสนับสนุนกิจการค่ายอาสาพัฒนาที่มีภารกิจสำคัญซึ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตและการดำเนินชีวิตของสังคมชนบท
              
อีกประการหนึ่งอยากจะขอให้ น.สพ.ยุคล ลิ้มแหลมทอง อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้เสียสละเข้ามาทำหน้าที่เป็นประธานมูลนิธิระพี-กัลยา สาคริก ซึ่งเข้าใจว่าคณะกรรมการมูลนิธิชุดเดิมใกล้จะหมดวาระการทำงานลง เพื่อให้ปณิธานและอุดมการณ์ของคุณพ่อระพีและคุณแม่กัลยา เกิดผลสำเร็จในทุกด้านต่อสังคมและประเทศชาติอย่างแท้จริง
 
.......................................
คอลัมน์ : ว่ายทวนน้ำ
โดย “ทวีศักดิ์ อุ่นจิตติกุล”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    97%
  • ไม่เห็นด้วย
    3%

ความคิดเห็น