อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 14 มิถุนายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 14 มิถุนายน 2564

หมอลำวางไมค์จับสากกะเบือ ขายส้มตำเลี้ยงตัวสู้โควิด

“สุรชัย ใจภักดี” หัวหน้าวงหมอลำซิ่งชื่อดัง เจอพิษโควิดแทบทรุดสูญรายได้เดือนละแสน วางไมค์มาจับสากกะเบือ แต่งชุดหมอลำตำส้มตำขาย หารายได้จุนเจือสมาชิกในวง เลี้ยงครอบครัว  อาทิตย์ที่ 23 พฤษภาคม 2564 เวลา 07.30 น.


ไม่มีใครรู้ว่าวิกฤติโคววิด-19 นี้จะจบลงเมื่อไหร่ เเต่ในทุกๆ วัน ชีวิตต้องดำเนินต่อไป ยิ่งคนหาเช้ากินค่ำถ้าไม่ทำงานก็ไม่มีกิน คนจำนวนมากเดือดร้อนตกงานต้องดิ้นรนหาทำกินไม่ว่าจะหันมารับจ้างหรือค้าขายให้พอมีรายได้ประทังชีวิต   
 
อย่างเช่น นายสุรชัย ใจภักดี หัวหน้าวงหมอลำซิ่ง “สุรชัย ใจภักดี” ถูกเทงานทั้งหมดร่วม 30 งาน ตลอดเดือน เม.ย.64 หลังเจอโควิดรอบที่ 3 หมอลำซิ่งจึงวางไมค์มาจับสากกะเบือหันมาแต่งชุดหมอลำตำส้มตำขายสู้โควิด เพื่อเป็นทางเลือกทางรอดอีกทาง ให้มีรายได้จุนเจือให้กับสมาชิกในวงและดูแลครอบครัว 


 
ร้านตำหมอลำหำต่ง-ปลาเผา ตั้งอยู่ข้างตลาดน้อยบ้านส่อง ต.ตลาด อ.เมือง จ.มหาสารคาม สุรชัย ใจภักดี พร้อมทีมงานหมอลำซิ่งประกอบไปด้วย บอยสะเกษ ไหทองคำ นายฮ้อยเทน คนบันเทิง สลัดเวทีหมอลำซิ่งมาขายส้มตำ อาหารอีสาน พร้อมกับสร้างความบันเทิงให้กับลูกค้าที่มาอุดหนุนสร้างสีสันไม่เหมือนใคร
 
“สุรชัย” เล่าว่า ตนเป็นคนมหาสารคามมาแต่กำเนิด ครอบครัวยากจน พอเรียนจบ ป.6 พ่อแม่ก็ไม่มีเงินส่งเสีย ตนจึงได้ไปบวชเรียนที่วัดอุทัยทิศ ถึงชั้น ม.6 ก่อนจะเรียนต่อจนจบระดับ ปวส. คณะการบัญชี วิทยาลัยอาชีวศึกษามหาสารคาม จากนั้นจึงได้ไปทำงานย่านนวนคร จ.ปทุมธานี 7 ปี พอเก็บเงินได้ก็กลับมาบ้านเกิดได้


 
ต่อมาพบกับนักร้องซึ่งเป็นรุ่นพี่เรียนจบมาที่เดียวกัน ซึ่งถือว่าเป็นครูคนแรกที่ได้สอนร้องเพลงให้กับตนเอง ส่วนครูคนที่ 2 ที่ประกอบอาชีพหมอลำซิ่ง คือ อ.ไพบูลย์ เสียงทอง ครูคนที่ 3 คือ อ.ทวีศักดิ์ ฟ้อนอ้อมโยน และครูคนที่ 4 คือ อ.วิรัช ม้าแข่ง สอนหมอลำประยุกต์ บรมครูทั้ง 4 คนนี้ ทำให้ตนเองสามารถออกงานแสดงคอนเสิร์ตหมอลำซิ่ง มีคิวการแสดงเกือบทุกวัน
 
เมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วตนมีรายได้นับแสนบาทต่อเดือน ช่วงเหตุการณ์ปกติวงหมอลำซิ่ง “สุรชัย ใจภักดี” จะมีการแสดงอยู่เรื่อยๆ ทั่วภาคอีสาน และทั่วประเทศก็ว่าได้ รายได้แต่ละปีก็เฉียดล้าน พอมาเจอโควิดรอบ 3 หนักกว่า 2 รอบที่ผ่านมา ทีมงานกว่า 30 ชีวิต ต้องงดการแสดง ต่างแยกย้ายไปคนละทิศละทาง


 
“ช่วงแรกผมก็ไม่รู้จะทำอะไร ได้แต่ใช้เงินเก็บไปวันๆ กระทั่งมีวันหนึ่งคิดว่าจะหารายได้เพื่อเลี้ยงปากท้องของตนเองรวมไปถึงทีมงานที่เคยร่วมสุขกันมา จึงศึกษาการตำส้มตำ และขอความรู้เพื่อนๆ ที่เปิดร้านขายส้มตำ รวมทั้งชิมส้มตำตามร้านต่างๆ แล้วนำมาดัดแปลงเป็นสูตรของตนเอง โดยมีสูตรน้ำปลาร้าของน้องสาว เมื่อตำแล้วให้เพื่อนๆ ชิมดูหลายครั้งก็บอกว่าแซ่บหลายเด้อ.. ประกอบกับน้องสาวเปิดร้านปลาเผาอาหารอีสานอยู่แล้ว ตนจึงมาขอเปิดขายด้วย”
 
หลังเปิดร้านมาเกือบ 1 เดือน ตอนแรกแทบไม่มีลูกค้า เมื่อตนและทีมงานแต่งชุดหมอลำร้องเล่นเต้นไปด้วย ทำให้ลูกค้าเริ่มสนใจ แวะมาชิมไม่ขาดสาย ลูกค้าหลายรายติดใจรสชาติ กลับมาซื้อใหม่จนเป็นขาประจำ


 
ส่วนเมนูที่ร้านประกอบไปด้วย ส้มตำ ตำลาว ตำรวมทะเล ตำรวมประเภทต่างๆ มากมายนับ 10 เมนู นอกจากนี้ยังมีต้มแซ่บเครื่องในหมู ต้มแซ่บตีนไก่ สำหรับราคาก็ไม่แพงเริ่มต้นที่ส้มตำครกละ 30-80 บาท แซ่บคั่กๆ นัวถึงใจ ส่วนปลาเผาพร้อมเครื่องเคียง น้ำจิ้มเผ็ดและน้ำจิ้มหวาน ราคา 150 บาท และต้มแซ่บ 50 บาท
 
สำหรับรายได้ประมาณวันละ 2-3 พันบาท จ่ายค่าเช่าเดือนละ 2,500 บาท และจ่ายให้ทีมงาน เดือนหนึ่งก็เหลือไม่กี่บาท แต่ก็มีความสุขที่ได้สร้างความอร่อยและสร้างรอยยิ้มยามสภาวะที่เคร่งเครียดกับสถานการณ์โควิด-19 แค่นี้ก็พอใจแล้ว


 
“ทุกวันนี้ผมบอกตัวเองว่า ต้องสู้ แล้วทุกอย่างมันจะผ่านไปได้ด้วยดี และขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่ประสบปัญหาอยู่ อย่าท้อแท้ อย่าท้อถอย เรามี 2 มือ 2 เท้า อย่านอนอยู่บ้านเฉยๆ คิดอะไรได้ก็ทำเลย คิดจะทำอะไรก็ทำเลยก็จะสำเร็จทุกอย่าง หลังผ่านวิกฤติโควิดแล้วตนและพี่น้องในคณะทุกคนก็จะกลับมาทำงานสร้างความสุข สร้างความบันเทิงให้ทุกท่านเหมือนเดิม”
 
คอลัมน์ : นิยายชีวิต โดย : อสงไขย
เรื่องและภาพโดย : กิริยา กากแก้ว จ.มหาสารคาม
แนะนำเรื่องราวชีวิตดั่งนิยาย หรือสอบถามได้ที่  banyen111dailynews@gmail.com
คลิกอ่านเรื่องราว "นิยายชีวิต" เพิ่มเติมได้ที่นี่.. 





คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น