อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 14 มิถุนายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 14 มิถุนายน 2564

ยากจะประสบพบเห็น ภิกษุในพระธรรมวินัยในยุคนี้

ถ้าพุทธบริษัทไม่ศึกษาพระธรรมวินัย ก็ไม่สามารถที่จะช่วยกันทะนุบำรุงพระศาสนาให้ดำรงต่อไปได้ การเดินบิณฑบาตเปิดบาตรแล้วมีเงิน นั่นไม่ใช่ภิกษุในธรรมวินัย ควรขัดเกลาและศึกษาให้ดีว่า สิ่งใดที่ควรกระทำหรือไม่ พฤหัสบดีที่ 13 พฤษภาคม 2564 เวลา 10.00 น.


ภิกษุ คือ ผู้ขออันประเสริฐซึ่งครองตนอยู่ในเพศบรรพชิต ดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยก้อนข้าวของชาวบ้านจากการบิณฑบาต มีหน้าที่สำคัญสองประการ คือ ประการแรก ศึกษาพระธรรม (คันถธุระ) ประการที่สอง อบรมเจริญปัญญา (วิปัสสนาธุระ)​ อีกทั้งมีการขัดเกลากิเลสและรักษากาย วาจา ใจ ให้สุจริต ประพฤติปฏิบัติตามสิกขาบทที่พระบรมศาสดา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ เป็นเนื้อนาบุญของอุบาสกและอุบาสิกาที่ครองตนอยู่ในเพศคฤหัสถ์ให้มีความรู้ความเข้าใจในพระธรรมซึ่งเป็นความจริงอันถึงที่สุด (อริยสัจธรรม)​ ที่พระสัมมาสัมพุทธ​เจ้าทรงตรัสรู้และทรงแสดงธรรมถึงสามัญลักษณะ 3 ประการ (ไตรลักษณ์) คือ ไม่เที่ยง (อนิจจัง) เป็นทุกข์ (ทุกขัง) ไม่ใช่ตัวตน บังคับบัญชาไม่ได้ (อนัตตา) ซึ่งเป็นธรรมะที่มีจริง (สัจธรรม) ที่มีสภาวธรรมจำแนกออกเป็นสองประเภท คือ นามธรรม หรือนามธาตุ หรือนามขันธ์ประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นสภาพรู้ที่ประกอบด้วย จิตและเจตสิก ปธรรม หรือรูปธาตุ หรือรูปขันธ์ อีกประเภท​หนึ่ง ซึ่งเป็นสภาพที่ไม่รู้ เป็นสิ่งที่ปรากฏให้รู้ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย  

การที่ภิกษุไม่ได้ทำหน้าที่ของตนอย่างถูกต้องและเหมาะสม แต่ไปทำกิจอื่นที่ไม่ใช่กิจของสงฆ์ เท่ากับเป็นผู้ที่ไม่เคารพยำเกรงต่อพระสัมมาสัมพุทธ​เจ้า การล่วงละเมิดสิกขาบท การใช้เดรัจฉานกถาและเดรัจฉานวิชาเท่ากับเป็นการกระทำย่ำยีต่อพระพุทธศาสนา ชาวพุทธ​ส่วนใหญ่จึงไม่ได้รับประโยชน์จากการนับถือพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริงเพราะไม่รู้หลักธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงมีแต่ความเห็นผิด (มิจฉาทิฏฐิ)​ มีการประพฤติปฏิบัติทุจริตทางกายและวาจาโดยไม่ละอายชั่วกลัวบาป ลุ่มหลงในรูป เสียง กลิ่น รส การกระทบสัมผัส มุ่งแต่ตะเกียกตะกายไขว่คว้าในลาภ ยศ สรรเสริญ และสุขด้วยไฟกิเลสที่แผดเผาอยู่ตลอดเวลาชนิดไม่ลืมหูลืมตา เป็นเหตุให้ชีวิตมีความทุกข์มากขึ้นและก่อให้เกิดโทษต่อตนเอง ส่งผลกระทบต่อบ้านเมืองไม่มีความสงบร่มเย็นและไม่มีสันติสุข        
 
แท้ที่จริงแล้ว ประเทศไทยคงไม่ใช่ศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลกอย่างที่เข้าใจกัน เพราะชาวพุทธไม่ได้รับประโยชน์จากการนับถือพระพุทธศาสนาแต่อย่างใดจึงไม่มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง สภาพการณ์ความระส่ำระสายของบ้านเมืองและความสับสนอลหม่านของผู้คนทั่วไปในสังคมคงเป็นที่ประจักษ์เป็นอย่างดี ทั้งนี้ เกิดจากความเชื่อง่ายไม่มีเหตุผล นับเป็นอภิมหาปัญหาอมตะนิรันดร์กาลที่ทุกภาคส่วนของสังคมจะต้องตระหนักรู้ถึงสภาพปัญหาที่นับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเป็นลำดับ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและความมั่นคง ซึ่งฝ่ายอาณาจักรและฝ่ายพุทธจักรจะต้องแก้ปัญหาร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ประเทศชาติอยู่รอดปลอดภัย



อาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ประธานมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา กล่าวว่า …ไม่ทราบว่า ชาวพุทธรู้จักภิกษุหรือเปล่า? เพียงแต่เห็นผู้ที่ครองจีวร แล้วก็ถือบาตร แล้วก็เดินบิณฑบาต นั่นเป็นภิกษุหรือเปล่า? ชาวพุทธเข้าใจเพียงเท่านั้นเองว่านี่คือพระภิกษุ แต่ต้องไม่ลืมว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า กว่าจะได้ตรัสรู้และทรงแสดงพระธรรม และ เมื่อ (บุคคล) ได้ฟังธรรมะแล้วก็มีผู้ที่สะสมมาที่จะสามารถสละชีวิตของคฤหัสถ์ เพราะเห็นประโยชน์อย่างยิ่งที่จะขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิต จึงสามารถที่จะละอาคารบ้านเรือน ละกิจของคฤหัสถ์ทั้งหมด เพื่อที่จะศึกษาพระธรรม เพื่อขัดเกลากิเลส เพราะเห็นว่าพระธรรมลึกซึ้ง ยากที่จะรู้ได้ ต้องอาศัยการไตร่ตรอง…

เพราะฉะนั้น ถ้ามีความเข้าใจอย่างนี้จริงๆ ก็เริ่มรู้ว่า ภิกษุ คือ ใคร และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ที่ตรัสรู้การขัดเกลากิเลสให้หมดจดอย่างยิ่ง ต้องอาศัยความมั่นคงที่จะต้องเป็นผู้ที่ละเอียด เห็นภัยของกิเลสแม้เพียงเล็กน้อย เพราะฉะนั้น…ไม่ใช่อย่างที่เราเห็น เดินบิณฑบาตเปิดบาตรแล้วมีเงิน นั่นไม่ใช่ภิกษุในธรรมวินัย ขัดเกลาอะไร รับได้อย่างไรเงินทอง เอาไปทำอะไร เงินทองสำหรับรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ (สิ่งที่กระทบกาย) ที่คฤหัสถ์ทั้งหลายพอใจแสวงหา… และในพระธรรมวินัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติว่าภิกษุในพระธรรมวินัยไม่รับและไม่ยินดีในเงินและทองด้วยประการใดๆ ทั้งหมด ไม่ใช่ว่ารับมาแล้วก็ไปให้คนอื่นแสดงว่าไม่ยินดี นั่นไม่ใช่ ขณะรับก็ยินดีรับ ถ้าไม่ยินดีจะรับหรือ? เพราะฉะนั้น ถ้าพุทธบริษัทไม่ศึกษาพระธรรมวินัย ก็ไม่สามารถที่จะพร้อมเพรียงกันที่จะช่วยกันทะนุบำรุงพระศาสนาให้ดำรงต่อไปได้

เพราะว่า พระองค์ไม่ได้ทรงมอบภาระให้ใครเป็นหัวหน้าหรือเป็นผู้ที่แทนพระองค์เลย แต่พระธรรมวินัยที่ได้ทรงบัญญัติไว้ดีแล้วด้วยพระองค์เอง ก็เท่ากับว่าเป็นคำของพระองค์ทั้งหมดที่จะทำให้ระลึกได้ว่านี่เป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตรัสว่าภิกษุต้องประพฤติปฏิบัติอย่างนี้จึงจะเป็นการขัดเกลากิเลส…ปัญญาเกิดเมื่อได้ฟังพระธรรมแล้วไตร่ตรอง ไม่ว่าเป็นใคร เป็นหญิง เป็นชาย เป็นเด็ก เป็นผู้ใหญ่ ได้ยินคำนั้นแล้วไม่ละเลยไม่เพิกเฉยแต่ว่าไตร่ตรองถึงความละเอียดอย่างยิ่ง เพื่อเข้าใจประโยชน์ที่พระองค์ได้ตรัสคำนั้นเพื่อให้คนอื่นได้เข้าใจถูกในธรรมซึ่งละเอียดอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น ถ้ารู้ว่าใครเป็นภิกษุตามพระธรรมวินัย บุคคลนั้นรู้เองว่า นี่เป็นภิกษุหรือเปล่า…

ถ้าคฤหัสถ์ไม่ได้ศึกษา ก็มีกิจที่จะต้องกระทำ ไม่ใช่งมงาย บอกว่าเป็นพุทธบริษัท แต่ว่าไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ศึกษาทุกคำด้วยความเคารพ หลงผิดไปต่างๆ นานา บูชาสิ่งอื่นทั้งหมด ไม่รู้เลยว่าควรบูชาหรือเปล่า ถ้าจะบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บูชาด้วยอะไร? ถ้าไม่เข้าใจธรรมะ บูชาหรือเปล่า? ทุกคำละเอียดมาก เพื่อป้องกันความเห็นผิด เพื่อละการที่จะเข้าใจผิด...

ความจริงเป็นความจริง อยู่ที่ว่า จะเปิดเผยพระธรรม ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ หรือว่าจะปกปิด ไม่กล่าวถึง โดย อคติ เพราะฉะนั้น ความจริงก็ไม่เปิดเผย เพราะมีคนบอกว่า ไม่ต้องพูด หรือว่า พูดแรง แรงอย่างนี้ยังไม่เข้าใจเลย แล้วจะเข้าใจเมื่อไหร่ ถ้าไม่แรงก็ยิ่งไม่เข้าใจ พูดอะลุ่มอล่วย พูดให้พอใจ พูดให้สบายใจ ไม่มีประโยชน์ ถ้าเขาเข้าใจผิด

ทำไมพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า เศรษฐีหัวโล้น หมายถึงใคร? แรงไหม? ยังมีอีก ภิกษุลามก อลัชชี แรงไหม? ประโยชน์หรือเปล่า? ทุกคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส ไม่ว่าจะเป็นคำใดก็ตาม เป็นประโยชน์ทั้งสิ้น ให้สำนึก ให้เข้าใจ ให้ละอาย ให้ลาสิกขาบท (สึก) เมื่อสำนึก เป็นประโยชน์ต่อบุคคลนั้นไหม? ถ้าอยู่ เป็นโทษต่อไปมาก อเวจีมหานรก นานเท่าไหร่ จะไปวันไหนก็ไม่รู้ แต่ไปแน่ ถ้ากระทำผิดพระวินัย แล้วไม่ปลงอาบัติ ไม่สำนึกว่าผิด

ทุกอย่างที่เราพูด ไม่ใช่พูดเอง แต่ศึกษาด้วยความเคารพ ด้วยการที่จะให้คนอื่นได้เข้าใจถูกต้อง เพื่อไม่เป็นโทษแก่ตัวเขา ถึงเขาจะไม่ชอบ เขาจะว่าแรง แต่ประโยชน์ก็คือว่า ถ้าเขาสำนึก รู้ได้ เขาสามารถที่จะแก้ไขได้ โทษหนักมาก โทษในโลกมนุษย์นี้ยังน้อยนิด เมื่อเทียบกับอเวจีหรือว่านรก นานเท่าไหร่ และกี่ชาติกว่าจะได้มีโอกาสได้ฟังพระธรรม หรือว่า ไม่ควรพูด? หรือว่า พูดแล้วเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่ "เริ่มเห็นภัย"



อาจารย์จักรกฤษณ์ เจนเจษฎา ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะศาลอุทธรณ์ในคดีชำนัญพิเศษ กล่าวว่า "… ความเสื่อมที่สำคัญที่สุดคือ เสื่อมจากความรู้ ความเข้าใจพระธรรมคำสอนที่ถูกต้อง อันนี้เป็น "ภัยที่ใหญ่มาก" ท่านอาจารย์สุจินต์ฯ กล่าวเมื่อสักครู่ว่า เศรษฐีหัวโล้น ภิกษุลามก แต่คำๆ นี้ ไม่แรง ถ้ามาเทียบกฎพระสงฆ์ ที่รัชกาลที่ ๑ ท่านเขียนเอาไว้ บัญญัติเอาไว้ แล้วก็อยู่ในพระธรรมวินัยด้วย ในกฎหมายได้บัญญัติคำๆ นี้ว่า ในช่วงเวลานั้นพุทธจักรวางมือ เพราะว่าภิกษุที่ประพฤติปฏิบัติไม่ถูกต้องมีมาก จนกระทั่งจะต้องมาขอร้องให้ทางอาณาจักรช่วยจัดการ ทรงแสดงว่า ผู้ที่บวชเข้ามา แล้วก็กระทำทุจริตหนักหนาหลายรูปแบบ ในสมัยก่อน มีการกระทำผิดมากมาย ไปดูหนังดูละคร ประพฤติตัวไม่สำรวมอินทรีย์ คลุกคลีกับฆราวาส ทำน้ำมนต์อะไรต่าง ทรงแสดงว่า พวกที่กระทำการทุจริตเหล่านี้ เป็นมหาโจรปล้นพระศาสนา
 
…ปัญหานี้ ไม่สามารถจะจบลงได้เลย ถ้าเราไม่ยึดพระธรรมวินัยเป็นหลักก่อน คือถ้าไม่ยึดพระธรรมวินัย พระธรรมคำสอนที่ถูกต้องเป็นหลัก ปัญหาไม่สามารถจะยุติลงได้ ซึ่งในเรื่องนี้ ปัญหาไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะว่า ปัจจุบัน ชาวพุทธเราส่วนใหญ่ ไม่ได้ให้ความสนใจในพระธรรมคำสอน ในพระธรรมวินัย อย่างจริงจัง แต่เราจะไปเน้นในเรื่องของประเพณี ขนบธรรมเนียมประเพณี พิธีกรรม อะไรต่างๆ…

ถึงแม้ว่าคณะสงฆ์ซึ่งได้บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนาเอง แล้วก็จะต้องประพฤติปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เพราะว่าเป็นการขัดเกลากิเลส เพื่อที่จะให้ถึงเป้าหมาย นั่นก็คือการที่จะออกจากสังสารวัฏได้ ตรงนี้ก็ไม่ใช่เป็นเป้าหมายของภิกษุในยุคปัจจุบันที่บวชเข้ามา ก็มีเป้าหมายอื่น ซึ่งเป้าหมายนั้นก็ขัดต่อพระธรรมวินัยเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่า บวชเข้ามาแล้ว ไม่ได้สละอาคารบ้านเรือน ในทางตรงกันข้าม ก็สะสม แล้วก็ทำเรื่องต่างๆ เหมือนกับคฤหัสถ์ทุกประการ…
     
ถ้าเรายังเป็นอยู่อย่างปัจจุบันนี้ พระพุทธศาสนาก็คงจะเสื่อมลงไปจนถึงที่สุด ตอนนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เสื่อม คือ เสื่อมเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่า ถ้าเกิดเราตรวจสอบดูว่า มีชาวพุทธที่มีความรู้ ความเข้าใจในพระพุทธศาสนา ในพระธรรมคำสอน ในพระธรรมวินัย มากน้อยแค่ไหน เราก็จะเห็นได้ว่า ในยุคปัจจุบันนี้ เราจะมีผู้ที่สนใจแล้วก็มีความรอบรู้น้อยลงไปจนไม่สามารถที่จะให้ความจริงหรือถ่ายทอดสิ่งที่ถูกต้อง ตามพระธรรมคำสอนได้ ก็เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่ง…. "



ผศ.อรรณพ  หอมจันทร์ วิทยากรมูลนิธิฯ กล่าวว่า ".. ปัญหาของชาวพุทธ คือ ความไม่เข้าใจพระธรรมวินัย ฟังดูเหมือนง่าย ว่า การแก้ปัญหาก็คือความเข้าใจพระธรรมวินัย แต่สิ่งนี้แหละที่ยากอย่างยิ่งที่จะเข้าใจพระธรรมวินัย แม้แต่ความเป็นภิกษุในพระธรรมวินัย  คือ เป็นผู้สละความเป็นคฤหัสถ์ด้วยการสะสมอัธยาศัยที่จะเข้าใจพระธรรมแล้วรู้อุปนิสัยว่า อยู่ในเพศบรรพชิต คือ สละความเป็นคฤหัสถ์ ถ้าเข้าใจอย่างนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดที่ไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัยก็จะไม่เกิดขึ้น...... "
 


อาจารย์วิชัย เฟื่องฟูนวกิจ วิทยากรมูลนิธิฯ กล่าวว่า " …เป็นเรื่องที่ละเอียดอย่างยิ่งสำหรับเพศภิกษุ เมื่อปฏิญาณตน ประกาศแสดงตนว่า จะเป็นภิกษุ ผู้นั้นต้องเป็นผู้ที่ศึกษาพระธรรมคำสอน รวมถึงพระวินัยแต่ละข้อที่จะเป็นเหตุนำออกซึ่งกิเลสทั้งหลาย เพราะฉะนั้น ความประพฤติใดก็ตาม ที่ไม่ได้เป็นไปเพื่อนำออกซึ่งกิเลส ไม่ได้เป็นไปตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สิ่งนั้น ย่อมไม่ควรแก่ภิกษุโดยประการทั้งปวง… "

     

อาจารย์คำปั่น อักษรวิลัย วิทยากรมูลนิธิฯ กล่าวว่า "…สิ่งใดก็ตามที่เป็นไปเพื่อพอกพูนกิเลส สะสมหมักหมมสิ่งที่ไม่ดีมากยิ่งขึ้น สิ่งนั้น ภิกษุในพระธรรมวินัย ทำไม่ได้…การกระทำใดๆ ที่ภิกษุล่วงละเมิดสิกขาบทที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติไว้ เป็นเครื่องกั้นการบรรลุมรรคผล และเป็นเครื่องกั้นการเกิดในสุคติภูมิด้วย ถ้ามรณภาพ ในขณะที่ยังปฏิญาณตนว่าเป็นภิกษุอยู่ ก็คือ เกิดในอบายภูมิเท่านั้น
     
อรรถกถา คหปติวรรค โปตลิยสูตรที่ ๔ “แม้ตนเองพึงติเตียนตนได้ วิญญูชนพิจารณาแล้วพึงติเตียนได้” พึงประกอบความทุกวาระอย่างนี้ว่า แม้ตนเองก็พึงติเตียนตนอย่างนี้ว่า "เราบวชในพระศาสนาที่สอนไม่ให้ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้แม้แต่เส้นหญ้า ยังไม่อาจงดเว้นแม่เพียงอทินนาทานได้ เราบวชทำไม" วิญญูชนแม้ใคร่ครวญแล้ว ก็พึงติเตียนอย่างนี้ว่า "คนที่บวชในศาสนาเห็นปานนี้แล้ว ยังไม่อาจงดเว้นแม้เพียงแต่อทินนาทานได้ คนนี้บวชทำไม" แม้ตนเองก็พึงติเตียนตนอย่างนี้ว่า"เราบวชในศาสนาที่สอนไม่ให้มุสาวาท แม้ด้วยมุ่งหวังให้หัวเราะ หรือหมายจะเล่น บวชในศาสนาที่สอนไม่ให้ทำการพูดส่อเสียดโดยอาการทั้งปวง บวชในศาสนาที่สอนไม่ให้กระทำความโลภ หรือความติดข้องแม้มีประมาณน้อย บวชในศาสนาที่สอนไม่ให้กระทำการนินทาและกระทบกระทั่งผู้อื่นเมื่อแม้เขาเอาเลื่อยครูดตัว บวชในศาสนาที่สอนไม่ให้กระทำความโกรธ และความคับแค้น แม้เมื่อตอและหนามตำเอาเป็นต้น บวชในศาสนาที่สอนไม่ให้ถือตัว แม้เพียงสำคัญผิด ก็ยังไม่อาจละแม้ความสำคัญผิดได้เราบวชทำไม "วิญญูชนแม้ใคร่ครวญก็พึงติเตียนอย่างนี้ว่า" คนนี้บวชในพระศาสนาเห็นปานนี้แล้ว ยังไม่อาจละความสำคัญผิดได้ คนนี้บวชทำไม"
 
.....................................
คอลัมน์ : ว่ายทวนน้ำ
โดย “ทวีศักดิ์ อุ่นจิตติกุล”

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    79%
  • ไม่เห็นด้วย
    21%

ความคิดเห็น