อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 6 พฤษภาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 6 พฤษภาคม 2564

ทำตามกัน คิดตามกัน อย่ามาเป็นสื่อเลยดีกว่า

ถ้าเราไม่อ้าปากถาม ทำตามกัน คิดตามกัน แล้วจะมีนักข่าวไว้ทำไม? สู้เอาเครื่องอัดเสียงมาอัดคำพูดมานำเสนอแก่ประชาชนเพียวๆ คงจะมีประโยชน์ซะกว่า พุธที่ 21 เมษายน 2564 เวลา 12.00 น.

หลายประเทศทั่วโลกกำลังกลับสู่สภาวะปกติก่อนโควิด-19 จะแพร่ระบาด ขณะที่ประเทศไทย ประเทศแรกที่พบการติดเชื้อนอกประเทศจีนในช่วงโควิด-19 แรก ๆ ตอนนี้เรายังไม่กลับสู่สภาวะปกติ แต่กลับเจอ การระบาดระลอก 3 ที่คราวนี้ติดกันถ้วนหน้า ต้อง ตั้งรพ.สนาม ต้องปิดร้านค้าตามเวลาต่าง ๆ นานา ช่างเป็นเรื่องน่าเศร้าที่บัดนี้เรายังไม่ได้ ฉีดวัคซีนกันอย่างจริงจังวงกว้าง และต้องเอาตัวรอดกันเองอย่างเจ็บปวด วิกฤติครั้งนี้เราจะต้องไม่ลืม ใครทำอะไรผิดอะไรพลาด สื่อมวลชนต้องถือเป็นหน้าที่ในการนำเสนอเป็นอุทาหรณ์ไม่ให้เกิดขึ้นได้อีกในอนาคต

ที่ผ่านมามีเสียงเรียกร้องกันมากว่าสื่อมวลชนไทยควรจะนำเสนอข่าวโควิด-19 ระบาดอย่างไรดี

ถ้าเอาตามเรตติ้ง เอาตามที่เคยทำกันมา ที่เคยคิดว่าได้ผล ได้เรื่องได้ราว ก็นำเสนอแบบเดิมนี่แหละ ดีแล้ว ไม่ต้องไปมุ่งหวังจะนำสังคมให้เห็นสิ่งใหม่ ๆ ก็ทำกันแบบเดิม ๆ ถ้าโลกมันแบน ก็เสนอไปว่าโลกแบนไปเถอะ แม้ว่าโลกมันจะกลมก็ตาม ไม่ใช่หน้าที่ของสื่อที่จะไปบอกอะไรว่ามันมีข้อถกเถียง มีอีกมุมหนึ่งว่าจริง ๆ แล้วโลกกลมนะ ถ้าบอกว่าโลกแบนแล้วมีคนสนใจให้ความสำคัญ ก็ทำแบบนี้ไปเถอะ



นำเสนอข่าวอาชญากรรมก็โยงวิญญาณเรื่องผี แรงดลใจเข้าฝัน ถ้าทำข่าวรถชนแล้วคนรอด ก็ดูว่าเขาแขวนพระอะไร ถ้าไม่แขวนพระ ก็ดูว่าในรถมีเกจิอาจารย์ดังหรือไม่ ไม่ต้องไปสนใจว่าเครื่องยนต์รุ่นนี้ยี่ห้อนี้มันทำไมถึงทำให้คนขับรอดตายได้

ถ้าทำข่าวอุบัติเหตุโค้งร้อยศพ ก็เล่นวิญญาณเฮี้ยน วิญญาณหลอนต่าง ๆ นานา โดยที่ก็ไม่เคยสิ่งเหล่านี้จะปรากฏในหน้าจอโทรทัศน์ได้เลยสักครั้ง ทำกันแบบนี้แหละ ไม่ต้องไปเปลี่ยนแปลงอะไรโลกแบนมันทำให้ท่านทำงานง่ายกว่าตอนพิสูจน์ว่าโลกกลมนี่

ถ้าคิดแบบนี้กันหมด โลกคงเป็นอะไรที่ย่ำแย่ สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์คงจะไม่ต่างอะไรจากเครื่องจักรที่ไม่มีชีวิต กดปุ่มก็ทำงาน ถอดปลั๊กก็หยุด ไม่ต้องมีอารมณ์ ข้อสงสัยความรู้สึกร่วมอะไรเลย เขียนข่าวอย่างไรมา ก็ปล่อยไว้แบบนั้น ชื่อคนยาวเป็นหางว่าวก็ปล่อยไปเถอะ ไม่ต้องไปพิจารณาว่าสามเหลี่ยมหัวกลับ แนวคิดที่เราเรียนกันมาเรื่องการเขียนข่าวว่าสิ่งสำคัญที่สุดจะต้องอยู่ในย่อหน้าแรก นั่นมันตำราฝรั่ง เราต้องทำแบบไทย เอาชื่อคนมาเรียงยาว ๆ ขึ้นก่อน เนื้อหาไม่สำคัญ แหล่งข่าวคือที่สุด คนอ่านคือใครเราไม่เคยเห็นตัวสัมผัสไม่ได้

โปรดอย่าลืมว่าโลกใบนี้ความเปลี่ยนแปลงเป็นนิรันดร์ ที่ใดเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง ที่นั่นย่อมมีการต่อต้าน คนอ่านคือหัวใจสำคัญของนักข่าว ในโลกยุคนี้แล้ว อย่าไปคิดว่าโฆษณาบริษัทจะค้ำจุนสื่อมวลชนได้ ในต่างประเทศ พวกเขาให้คนอ่านต้องเสียเงินซื้อสื่อ คุณจะไปอ่านข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตฟรีนั้นไม่ยั่งยืนแล้ว เรื่องนี้พลิกกลับความเชื่อว่าข้อมูลในโลกออนไลน์นั้นฟรี ไม่จริงแล้วครับ ความเปลี่ยนแปลงย่อมเกิดขึ้น และเราจะกลับไปสู่โลกยุคก่อนอินเทอร์เน็ตที่เวลาอยากอ่านข่าวสำนักข่าวระดับโลก คุณต้องไปขวนขวายเสียเงินอ่านเอง 

คนข่าวทำงานเยี่ยงกรรมกรเพื่อนำข้อมูลเรื่องราวมานำเสนอ ค่าแรงและความคุ้มค่าก็ต้องถูกกำหนดจากผู้อ่าน แต่ในไทยยังคงต้องรอคนกล้าที่จะบอกว่าโลกที่คิดว่าแบนนั้น จริง ๆ มันกลมต่างหากเล่า



โควิด-19 ระบาด สิ่งที่สื่อมวลชนทำได้คือ เลิกนำเสนอไทม์ไลน์เสียที ใครที่รู้ว่าคนรู้จักติด และตัวเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยงก็ต้องเริ่มระวังตัวเองแล้ว ตรวจได้ก็ไปตรวจเสีย กักตัวได้ก็กักตัวเสีย เรานำเสนอคนติดโควิด-19 ในภาพความจริงด้านเดียวไม่ได้ นึกว่าในประเทศนี้ เรายังมีคนที่ไม่สามารถกักตัวได้ เพราะหากกักตัวเองก็จะไม่มีอะไรกิน เรายังมีห้องเช่า ห้องแถวที่ครอบครัวอาศัยกันเป็นจำนวนมาก คนหาเช้ากินค่ำที่ต้องขึ้นรถเมล์แล้วเหม่อมองคนนั่งรถหรู

คนป่วยไม่ใช่อาชญากร ไม่จำเป็นต้องออกมาขอโทษ สื่อไม่ควรนำเสนอชี้ชวนว่าคนป่วยคือคนร้ายที่ก่อเหตุรุนแรงจนให้อภัยไม่ได้ ไม่มีใครอยากป่วยโควิด ไม่มีใครอยากอยู่ในกลุ่มเสี่ยง ดังนั้นโปรดอย่าสร้างความร้าวฉานในสังคมประชาชนโดยการชี้นิ้วด่ากันเองไปมา แต่จงเจาะลึกทำงานหนักหาสาเหตุที่แท้จริงของรากเหง้าปัญหาอภิสิทธิ์ชนที่ทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโรค ชี้ให้เห็นความเหลื่อมล้ำของสังคมไทย ที่คนจำนวนมากต้องทำงานอย่างยากลำบาก เหนื่อยแทบตาย แต่ไม่เคยได้สุขสบาย ความเชื่อว่าทำงานหนักแล้วจะสุขสบาย ทาสคงจะเป็นคนรวยที่สุดแล้ว แต่ก็ไม่เห็นมันจะเป็นจริงนิ

เราควรเน้นนำเสนอการฉีดวัคซีน และที่สำคัญเราควรเน้นความหวัง ถ้าความหวังในประเทศนี้มันถูกย่ำยีเหยียบย่ำให้จมดิน สื่อสามารถนำเสนอได้ โรคระบาดไม่ใช่เกิดครั้งแรกในโลก มันมีวิธีการจัดการตั้งแต่ 100 ปีก่อน ถึงปัจจุบันนี้หลายประเทศก็รับมือกับโควิด-19 ได้อย่างดี เราต้องนำเสนอให้เห็นว่าโลกใบนี้ยังมีความหวังอยู่



แต่นั่นแหละครับ สุดท้ายนี่ก็อยู่ที่ประชาชนผู้อ่านคนดูทุกคน ผมเจอหลายคนที่บ่นระอาสื่อยุคนี้ แต่พอถามเข้าจริงก็เป็นคนไม่สนใจสื่อ สนใจเรื่องราวในสังคมอยู่แล้ว แค่ได้ยินคนพูดกันมา ฟังแล้วมันก็น่าเศร้าใจ สื่อมวลชนไทยแม้อาจจะไม่มีเสรีภาพ แต่ก็ยังมีบางสำนักที่ยังมีคุณภาพ นำเสนอเรื่องราวได้น่าสนใจ หากท่านไม่ชอบสำนักไหน ก็ไม่ต้องไปดู แต่ในภาพรวมในฐานะสื่อมวลชนนักข่าวที่ทำงานสายนี้มา 10 กว่าปีแล้ว ขอเรียกร้องว่า เราทำข่าวให้มันมีความหวังจุดประกายให้กับสังคมเถอะครับ อย่าไปเล่นตามกันโดยไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย เราเกาะติดเรื่องวัคซีน เรื่องคนหายป่วย เรื่องการเฝ้าระวัง เรื่องการฟื้นฟูช่วยเหลือเยียวยา เราตั้งคำถามแก่ผู้เกี่ยวข้องที่สามารถทุเลาวิกฤตินี้ได้ ถ้าเราไม่อ้าปากถาม แล้วจะมีนักข่าวไว้ทำไมในโลกใบนี้ มีเครื่องอัดเสียงเอาคำพูดมานำเสนอแก่ประชาชน เป็นเสียงตามสายคงจะมีประโยชน์กว่า

ในโลกใบนี้ความจริงนั้นสำคัญ ข้อเท็จจริงต้องลงมือสืบเสาะ แต่คำถามที่ดีก็เป็นเรื่องสำคัญ และสื่อมวลชนคือผู้ที่สามารถตั้งคำถาม ดูกระแสสังคม ถามแทนคนจำนวนมาก นี่เป็นหน้าที่ซึ่งสื่อทั้งโลกเขาทำกันมา เราอาจไม่ได้รับเงินเดือนภาษีจากประชาชน แต่เราดำรงอยู่ได้ด้วยความเชื่อใจของสังคม ถ้าสังคมไม่เชื่อใจข่าว ไม่เชื่อใจสื่อ ไม่มั่นใจว่าสื่อนำเสนอข่าวอย่างมีวาระซ่อนเร้นหรือมีคุณภาพแล้ว ความมืดบอกแห่งปัญญาคงจะเกิดกับสังคมเป็นแน่แท้



หน้าที่ของสื่อคือต้องถาม ต้องเปลี่ยนมุมมองให้หลากหลายแก่สังคม ไม่ใช่เล่นนำเสนอกันไป ตามกันแล้วบอกว่าก็เขาทำกันมา ก็เขาทำกัน เหมือนไม่มีสมองในหัวให้คิด เดินตาม ๆ กัน มันปลอดภัย มันสบาย มันดี แต่เราเป็นคนมีความคิด ไม่ใช่เครื่องจักรที่ทำงานเมื่อกดปุ่มให้เริ่มเสียหน่อย เมื่อทำตามกันบ่อยๆ  ก็จะไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วโลกมันกลม แต่ก็ยังตะบี้ตะบันพูดว่าโลกแบนอยู่นั่นแหละ 

ก็เพราะเชื่อว่าทำตาม ๆ กันแล้วมันจะดี คิดแบบนั้น ทำแบบนี้ อย่ามาเป็นสื่อมวลชนเลยดีกว่า...
 
..................................
คอลัมน์ : หนอนโรงพัก
โดย "ณัฐกมล ไชยสุวรรณ"
ขอบคุณภาพจาก : Pixabay...


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 95