อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 20 เมษายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 20 เมษายน 2564

เลิกซะทีเบี้ยวหนี้กยศ.!!! ให้คนไทยได้เรียนหนังสือ

การเบี้ยวหนี้กยศ.ก็เท่ากับว่า “ปิดโอกาส” ไม่ให้คนรุ่นหลังได้เรียนหนังสือและต้องมา “นั่งรับกรรม” ให้กับคนที่เรียกว่าเป็น “คนไม่รับผิดชอบ” จันทร์ที่ 5 เมษายน 2564 เวลา 08.00 น.


เรื่องราว…ของ “ตา-ยาย” ชาวจังหวัดกำแพงเพชร ที่ถูกยึดที่ดินขายทอดตลาดกว่า 16 ไร่ ด้วยเหตุลูกชายเบี้ยวหนี้ เงินกู้จากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือกยศ. แล้วไม่ใช้คืนเป็นเวลากว่า 20 ปี แถมยังทำให้อีก 18 ชีวิต อาจไร้ที่อยู่ จนทำให้สองตายาย ต้องเข้าร้องเรียนกับสื่อมวลชน เพื่อขอให้เป็นสื่อกลางในการตามหาลูกชายมาชดใช้หนี้ แม้เรื่องนี้!! ไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นข่าวหนึ่ง ข่าวสอง หรือเป็นข่าวสำคัญของประเทศ!! แต่ก็ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า… เรื่องราวเช่นนี้ ยังคงมีอยู่อีกมากในสังคมไทยในเวลานี้ คนที่ยอมเสียสละ เป็นผู้ค้ำประกันให้กับผู้กู้เงินจากกยศ. จะมีอีกมากน้อยเท่าใด? ที่ต้องมา “นั่งรับกรรม” ให้กับคนที่อาจเรียกได้ว่าเป็น “คนไม่รับผิดชอบ” จนต้องเสียทรัพย์สิน เสียบ้าน เสียที่ดิน จนไม่มีที่ค้ำหัวนอน



หากจำกันได้
!! เมื่อกลางปี 61 กรณีที่เป็นกระแสข่าวคึกโครม คงหนีไม่พ้น กรณีที่ “ครูวิภา” อาจารย์โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในจังหวัดกำแพงเพชร ที่ยอมเซ็นค้ำประกันเงินกู้กยศ. ให้ลูกศิษย์กว่า 60 คน เพื่อหวังให้ลูกศิษย์มีโอกาสได้รับการศึกษาในระดับสูง ๆ เพื่อเป็นคนดีของประเทศชาติในอนาคต แต่…สุดท้าย “ครูวิภา” ถูกลูกศิษย์กว่าครึ่ง “ชักดาบ” ไม่ยอมใช้หนี้คืนกยศ. จนต้องถูกยึดบ้าน ยึดที่ดิน !! หรือ!! เมื่อกลางเดือนเม.. ปี 63 ใน กรณีของอดีตข้าราชการครูเกษียณ ในจังหวัดอุดรธานี ที่ยอมเซ็นค้ำประกันเงินกู้ กยศ.ให้กับลูกศิษย์ แล้วก็กูกลูกศิษย์ชักดาบ เบี้ยวหนี้กยศ. จนต้องถูกบังคดียึดที่ดิน 53 ตารางวา ที่เตรียมไว้สร้างบ้านไปเช่นกัน

เช่นเดียวกับเหตุการณ์ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อเดือนก.. ปี 63 ที่คุณครูเกษียณ ถูกอดีตลูกศิษย์เบี้ยวหนี้กยศ. ตัวเองในฐานะที่เป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ ก็ต้องถูกยึดบ้านและที่ดิน ทั้งที่มีอายุ 77 ปีเข้าไปแล้ว

แม้สุดท้ายแล้ว…ในแต่ละกรณีจะได้รับการแก้ไขปัญหากันไป เช่นการงดขายทรัพย์ที่ถูกยึดมา หรือบรรดาลูกศิษย์ ที่ยอมมาชำระหนี้คืน เพื่อไม่ให้ครู ต้องเดือดร้อน



แต่…ก็ต้องยอมรับว่า เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ควรเกิดขึ้นด้วยซ้ำไป หากทุกคน “มีความรับผิดชอบ” เพราะการเบี้ยวหนี้กยศ.ก็เท่ากับว่า “ปิดโอกาส” ไม่ให้คนรุ่นหลังได้เรียนหนังสือต่อไปล่าสุด ณ เดือนก.. 64 มีผู้กู้ยืมเงินกยศ. รวม 5.97 ล้านราย อยู่ระหว่างการชำระหนี้ 3.53 ล้านราย หรือคิดเป็น 59% อยู่ในช่วงปลอดหนี้ 1 ล้านราย หรือ 17% ชำระหนี้เสร็จสิ้นแล้ว 1.37 ล้านรายหรือ 23% และอีก 64,000 ราย หรือ 1% ที่ เสียชีวิต หรือทุพพลภาพ

ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่าในจำนวนผู้ที่อยู่ระหว่างการชำระหนี้ 3.53 ล้านราย ก็มีจำนวนไม่น้อยเช่นกัน ที่เป็นผู้กู้ที่ผิดนัดชำระหนี้ จะด้วยเพราะพิษเศรษฐกิจหรือพิษโควิด ก็ตาม แต่กยศ.ก็มีมาตรการพักชำระหนี้ให้ 2 ปี โดยคิดดอกเบี้ยเพียงปีละ1% 



แถมยังลดเบี้ยปรับกรณีผิดนัดชำระหนี้เหลือเพียง 0.5% พร้อม ๆ กับการเปิดโอกาสให้คนที่เป็นหนี้เสียมาชำระหนี้ให้เป็นปัจจุบัน และให้ผ่อนชำระได้อีกต่างหาก ไม่เพียงเท่านี้… ยังมีอีกมากมายหลายมาตรการ ที่งัดกันออกมาเพื่อช่วยบรรเทาผ่อนปรนให้กับลูกหนี้ เพียงแค่!! ขอให้ลูกหนี้กยศ. เป็นคนที่มีความรับผิดชอบ มาแสดงตัวเพื่อขอชดใช้หนี้คืนก็เท่านั้น!!

ในแง่ของกยศ. เอง ซึ่งถือเป็นหน่วยงานของรัฐ แม้ว่าในเวลานี้ กยศ.ไม่ได้ใช้งบประมาณ ในการปล่อยกู้ให้กับเด็กนักเรียน นิสิต นักศึกษา ตั้งแต่ปี 61 แล้วก็ตาม โดยใช้เงินของกยศ.เอง แต่ในเมื่อมีการเบี้ยวหนี้ ผิดนัดชำระหนี้เกิดขึ้น กยศ. ก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอน ตามกระบวนการ ตั้งแต่การเสียค่าปรับ ไปจนถึงการฟ้องร้องดำเนินคดี จนถึงขั้นยึดทรัพย์

ทั้งหมดถือเป็นการดำเนินการตามกฎหมาย ที่ในฐานะของเจ้าหน้าที่รัฐก็ต้องดำเนินการ ขณะเดียวกันก่อนไปถึงตรงนั้น กยศ.ก็ได้หาแนวทางสารพัด เพื่อให้ลูกหนี้ใช้หนี้คืน ทั้งในแง่ของการยินยอมพร้อมใจ ไปจนถึงการบังคับให้ชำระหนี้ โดยการหักจากเงินเดือน



ล่าสุด กยศ
. เตรียมจัดทำระบบข้อมูลกลาง เพื่อรายงานสถานะหนี้คงค้าง การผิดนัดชำระหนี้ ในลักษณะเดียวกับเครดิตบูโร เพื่อสร้างประวัติการชำระหนี้ของลูกหนี้ ซึ่งอาจส่งผลต่อพี่น้องลูกหลาน ในการขอกู้ยืมเงินในอนาคตข้างหน้า


สำหรับปีการศึกษา 64 กยศ. ได้เตรียมเงิน ไว้ 38,000 ล้านบาท เพื่อรองรับนิสิตนักศึกษากว่า 6.24 แสนราย ซึ่งรวมไปถึงระดับปริญญาโท ที่เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกโดยผ่านระบบแอพพลิเคชั่นของกยศ. ที่เริ่มเปิดให้กู้แล้วตั้งแต่วันที่ 1เม..ที่ผ่านมา

เอาเป็นว่า การหยิบยกเรื่องนี้มาบอกกล่าว… ก็ได้แต่เพียงหวังว่า “คนไม่รับผิดชอบ” ควรจะหมดไปเสียที เพื่อให้คนไทยทั้งประเทศได้มีโอกาสเรียนหนังสืออย่างเต็มคุณภาพ!!

 
..........................................
คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
โดย “ช่อชมพู”




 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    22%
  • ไม่เห็นด้วย
    78%

ความคิดเห็น