อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 17 พฤษภาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 17 พฤษภาคม 2564

ปัจจัยภายนอก

กว่าสองเดือนแล้วกับการรัฐประหารในประเทศเมียนมา โดยพล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด นำกองทัพก่อรัฐประหาร และจับกุมนางอองซาน ซูจี ผู้นำรัฐบาล ที่มาจากการเลือกตั้ง หาว่ามีการทุจริตและโกงเลือกตั้ง จากนั้นเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของกองทัพเมียนมาก็ใช้กำลังรุนแรงเข้าสลายการชุมนุม ทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ออกมาเคลื่อนไหวประท้วงต่อต้านรัฐประหาร ต้องสังเวยชีวิตด้วยคมกระสุนไปแล้วกว่า 500 ศพ จันทร์ที่ 5 เมษายน 2564 เวลา 07.00 น.

แม้เรื่องนี้จะเป็นเรื่องภายในประเทศของเมียนมา และไม่ควรอย่างยิ่งที่จะใช้ความรุนแรง แม้จะทราบกันมาว่ากองทัพเมียนมาที่มีกำลังพล 5 แสนคน ถูกปลูกฝังกันมาว่า พวกเขาคือผู้ปกป้องประเทศชาติ หากไม่มีทหาร ศาสนาก็จะถูกทำลาย ชาติตะวันตกจะเข้ามาแทรกแซงเมียนมาได้ ถ้าประชาชนลุกฮือขึ้นมาต่อต้านกองทัพก็ให้ถือว่าเป็นศัตรูของชาติ หากกองทัพสูญสลาย ประเทศชาติก็จะสูญสิ้นไปด้วย แต่ก็มีปัจจัยภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย อาจทำให้เกิดความรุนแรงมากกว่านี้ สมควรที่อาเซียน (สมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) จะต้องเข้ามาทำหน้าที่

สำหรับสิงคโปร์แล้วไม่เคยที่จะใช้ภาษาหรือถ้อยคำรุนแรง หรือการแสดงท่าทีชัดเจนในนโยบายต่างประเทศมาก่อน เมื่อต้องมาพบกับเหตุนองเลือดที่รุนแรงมากขึ้นทุกทีในเมียนมา ทั้งความวิตกกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพในภูมิภาค และความน่าเชื่อถือของอาเซียน ซึ่งจะต้องเผชิญกับการแสดงความเป็นมหาอำนาจของจีนที่เพิ่มมากขึ้น แต่สิงคโปร์ก็เคลื่อนไหวในการเป็นหัวแถวเรื่องนี้ เพราะยังมีอีกหนึ่งปัจจัยก็คือ สิงคโปร์เป็นประเทศผู้ลงทุนรายใหญ่ในเมียนมา ผ่านทางบริษัทนานาชาติ ที่มีฐานหรือสำนักงานอยู่ในสิงคโปร์


CNA

ศาสตราจารย์ชอง จา เอียน อาจารย์รัฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ บอกว่า สิงคโปร์ตระหนักดีว่าจะต้องเข้ามาแสดงท่าทีได้แล้ว เพราะอาเซียนคงไม่สามารถทำอะไรได้เพื่อประโยชน์ของตัวเอง สิงคโปร์ซึ่งรายล้อมไปด้วยประเทศเพื่อนบ้านที่มีขนาดใหญ่กว่า มักจะแสดงปิดเงียบอยู่แล้ว และต้องยึดกับหลักการไม่แทรกแซงใด ๆ กับกิจการภายในของประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน ซึ่งเมียนมาก็เป็นสมาชิกอาเซียนเหมือนกัน

สิงคโปร์ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลของนางอองซาน ซูจี ก็คงทำได้ในการแสดงความคิดเห็นต่อการรัฐประหารในประเทศเพื่อนบ้าน เหมือนเช่นกับของไทยในปี 2557 คือ สิงคโปร์แสดงความวิตกกังวลอย่างยิ่ง และหวังว่าสถานการณ์จะกลับคืนสู่สภาวะปกติ โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้

ตามมาด้วยนายกรัฐมนตรีลี เซียน ลุงของสิงคโปร์ กล่าวว่า การใช้กำลังรุนแรงกับผู้ชุมนุมเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และยังเป็นหายนะภัย ส่วนนายวิเวียน บาลากริชนัน รัฐมนตรีต่างประเทศสิงคโปร์กล่าวถึงสถานการณ์ในเมียนมา ว่าเป็นการเปิดโศกนาฏกรรม และทหารใช้กำลังปราบปรามผู้ชุมนุมนั้น เป็นความละอายแห่งชาติ

ก่อนหน้านี้สิงคโปร์ก็เคยใช้ถ้อยคำแบบนี้มาแล้ว ในตอนที่กองทัพเมียนมาปราบปรามผู้ชุมนุมประท้วงอย่างรุนแรงมาแล้ว เมื่อปี 2550 และยังมีตอนที่ชาวโรฮีนจาจากเมียนมาหลบหนีออกจากเมียนมาเพราะกองทัพใช้กำลังปราบปรามจน สหประชาชาติต้องออกมาบอกว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์


MothershipSG

ท่ามกลางวิกฤติในเมียนมา จึงต้องเคลื่อนไหวทางการทูต ส่งผลให้รัฐมนตรีต่างประเทศสิงคโปร์ต้องเดินทางไปบรูไน ประธานหมุนเวียนของอาเซียน รวมทั้ง มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เพื่อหารือเรื่องเมียนมา

แล้วเมื่อวันอังคารที่แล้ว เขายังได้ไปจีนครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา ได้ไปพบกับนายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศของจีน แม้เรื่องเมียนมาจะไม่เปิดเผย แต่คงต้องหยิบยกขึ้นมาหารือ

ชอย ซิง กวอก ผอ.สถาบัน ISEAS-Yusof ในสิงคโปร์บอกว่า อาเซียนจะต้องก้าวเข้ามาในเรื่องนี้และแสดงท่าทีอย่างชัดเจน

แม้สิงคโปร์จะมีประชากรมากกว่าร้อยละ 1 ของประชากรอาเซียนทั้งหมด 650 ล้านคน แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มประชาคมที่มีสามารถต้านทานมหาอำนาจโลกได้ เพื่อสร้างความสมดุลแม้ถูกมองว่าเป็นหุ้นส่วนความมั่นคงกับสหรัฐอเมริกา แต่ก็ไม่ต้องการสร้างความขุ่นเคืองให้กับจีน.

----------------------

เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : AP


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 35