อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 11 เมษายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 11 เมษายน 2564

ม็อบทะลุฟ้าทำแนวร่วมโดดหนี

ต้องจับตาดูว่าท่าทีต่อจากนี้ของกลุ่มผู้ชุมนุมจะเป็นอย่างไร จะยังคงก้าวเดินแบบทะลุฟ้า หรือถึงเวลาที่ต้องกลับมาทบทวนตัวเองเพื่อกลับมาอยู่ในกรอบของข้อเรียกร้อง ไม่เช่นนั้นอาจจะทำให้แนวร่วมหดหาย ศุกร์ที่ 5 มีนาคม 2564 เวลา 07.00 น.


การชุมนุมของกลุ่มผู้ชุมนุมที่ผ่านมา เรียกได้ว่าเหมือนเป็นจังหวะก้าวเดินที่ทะลุฟ้า เพราะหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถูกมองว่าได้เกินขอบเขตไปแล้ว จนอาจจะทำให้เกิดผลกระทบ แรงกระเพื่อมเป็นการผลักแนวร่วมเดิมที่มีอยู่ออกไปหรือไม่

ทั้งนี้การที่ม็อบไร้หัว เพราะแกนนำต่างถูกจับกุมเกือบหมดแล้วนั้น ทำให้เห็นภาพได้ชัดเจน เช่น ในการชุมนุมวันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา เมื่อถึงช่วงเวลาที่สถานการณ์การชุมนุมคับขัน เริ่มมีความรุนแรง เมื่อมีการประกาศให้กลับบ้าน คนบางกลุ่มที่ร่วมชุมนุมไม่ปฎิบัติตาม โดยการที่ไม่มีแกนนำนี่เองทำให้ไม่สามารถควบคุมกลุ่มผู้ชุมนุมได้จนเกิดความรุนแรงขึ้น  จึงทำให้ถูกมองว่าการดำเนินของม็อบนับวันยิ่งดูไม่มีทิศทาง ทั้งยังหลุดจากข้อเรียกร้องที่เคยตั้งไว้ไปกันใหญ่



นอกจากนี้การกระทำที่ทะลุฟ้า จะพาตัวเองเดินสู่ทางตัน  เช่น กรณี นายไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธุ์ หรือ แอมมี่ The Bottom  Blues ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจออกหมายจับ ตามหมายจับศาลอาญาข้อหาวางเพลิงเผาทรัพย์ผู้อื่น บริเวณหน้าเรือนจำคลองเปรม โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่ามีพยานหลักฐานทั้งพยานบุคคลพยานทางนิติวิทยาศาสตร์หลายอย่าง

ล่าสุด นายไชยอมร ได้มีการโพสต์เฟสบุ๊กยอมรับว่า “การกระทำการเผาในครั้งนี้ เป็นฝีมือของผมและผมขอรับผิดชอบไว้แต่เพียงผู้เดียว และ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง กับกลุ่มการเคลื่อนไหว หรือ การเรียกร้องใดๆ"  แม้จะออกมาชี้แจง แต่ก็ยากที่จะปฎิเสธได้ว่าชงวนเหตุของการกระทำครั้งนี้ เนื่องจากแกนนำมอบถูกจับกุมนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม เพราะการกระทำที่เกิดขอบเขตครั้งนี้ ทำให้จับสังเกตอาการของส.ส. ซีกฝ่ายค้านที่เคยมีบทบาทในการช่วยประกันตัวที่อาจจะผิดแปลกไปเพราะ ต่างยังนิ่งเงียบ ไม่ออกมาแอคชั่นใดๆ



โดยนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ระบุว่า “หากมีการจับกุมที่ชัดเจน คงจะต้องมีการหารือเพื่อช่วยเหลือในทางใดทางหนึ่ง ซึ่งต้องดูข้อกล่าวหาและประเด็นต่างๆ เพราะจากการติดตามข่าวคือมีเหตุเพลิงไหม้ และลุกลามไปถึงพระบรมฉายาลักษณ์ ซึ่งในเรื่องนี้เป็นประเด็นละเอียดอ่อน ซึ่งเราก็จะพิจารณาอย่างรอบคอบต่อไป”

ด้านนายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล ก็ออกมาระบุ เช่นกันว่า “ เรื่องนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นปัญหาความขัดแย้งทางความคิดไปแล้ว ทั้งนี้ เมื่อเป็นความคิดเห็นแตกต่างทางการเมืองก็ควรใช้กระบวนการทางการเมืองในการแก้ปัญหา ไม่อย่างนั้นจะไม่สามารถยุติหรือมีทางออกได้ หากใช้กฎหมายปราบปรามอย่างเข้มงวดโดยมองเหมือนปัญหาการก่ออาชญากรรม ก่อคดีอาญาปกติ”

ดังนั้นจึงถูกมองว่าม็อบได้จะเสียแนวร่วมแล้วหรือไม่  เพราะนักการเมืองเริ่มโดดหนี เนื่องจากม็อบคุมกันเองไม่ได้ และบางเรื่องยังเหนือกว่าที่จะสามารถเข้าไปยุ่งได้ หากเข้าไปยุ่งก็อาจจะต้องติดร่างแหด้วย



ในขณะที่ฝั่งรัฐบาลได้มีการเปลี่ยนแผน เปลี่ยนกลยุทธ์ เห็นได้จากที่เริ่มมีการพูดถึงเอกสิทธิ์ของส.ส. ในการใช้ตำแหน่งในการประกันตัวผู้ชุมนุม โดย นายสิระ เจนจาคะ ส.ส. กทม. พรรคพลังประชารัฐ  ระบุว่า “วัตถุประสงค์ที่ให้ส.ส. สามารถใช้ตำแหน่งประกันตัวได้ก็เพื่อให้สามารถช่วยประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมแต่ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ไปช่วยประกันพวกจาบจ้วง ดังนั้นต้องมีการปรับเอกสิทธิ์ตรงข้อนี้ให้มีความเหมาะสมกว่านี้และขอบเขตที่ระบุชัดว่าสามารถประกันตัวผู้กระทำผิดในคดีใดได้บ้าง”

ท้ายที่สุดต้องจับตาดูว่า ท่าทีต่อจากนี้ของกลุ่มผู้ชุมนุมจะเป็นอย่างไร จะยังคงก้าวเดินแบบทะลุฟ้า หรือถึงเวลาที่ต้องกลับมาทบทวนตัวเองเพื่อกลับมาอยู่ในกรอบของข้อเรียกร้อง  เพราะไม่เช่นนั้นอาจจะทำให้เสื่อมลงเรื่อยๆ หรือแนวร่วมหดหายก็เป็นได้.
 
 
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น