อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 20 เมษายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 20 เมษายน 2564

กปปส.พ้นกบฏ-ก่อการร้าย ความผิดอื่นยังจะสู้คดีต่อไป

เมื่อวันที่  25 ก.พ. ที่ผ่านมา ศาลอาญา ได้อ่านคำพิพากษาคดี กปปส.ไปเเล้ว เเม้ยกฟ้องคดีล้มล้างการปกครอง เเต่ฐานความผิดอื่นก็ยังคงต้องสู้ต่อไป พฤหัสบดีที่ 4 มีนาคม 2564 เวลา 10.00 น.


วันที่ 24 ก.พ.64 ศาลอาญาได้อ่านคำพิพากษาคดีที่สำนักงานอัยการคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ยื่นสำนวนฟ้องแกนนำ คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) เมื่อวันที่ 24 ม.ค. 61  ซึ่งนำโดย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวกอีก 8 คน และต่อมาฟ้องเพิ่มเติมอีก 30 คน รวมเป็น 39 คน  ในความผิดฐานกบฏก่อการร้าย ล้มล้างการปกครอง ขับไล่รัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ช่วงปี 2556 รวมถึงฐานความผิดอื่นๆ ประกอบด้วย ฐานความผิดร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา อันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ ฐานความผิดร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง โดยผู้ใดผู้หนึ่งมีอาวุธ เมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกแล้วไม่เลิก ฐานความผิดร่วมกันบุกรุกสำนักงานในความครอบครองของผู้อื่นในเวลากลางคืนและทำให้เสียทรัพย์ ฐานความผิดร่วมกันบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น ฐานความผิดร่วมกันกระทำการใดโดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งใช้สิทธิได้ และฐานความผิดร่วมกันยุยงให้เกิดการร่วมกันหยุดงานเพื่อบังคับรัฐบาล



ศาลได้พิเคราะห์พยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยนำสืบแล้ว เห็นว่า การตั้งเวทีชุมนุมปราศรัย เคลื่อนไปสถานที่ราชการ เป็นการชุมนุมสันติ ไม่รุนแรง ไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีการปกปิด ซ่อนเร้นอำพรางเพื่อทำผิดกฎหมาย การชุมนุมคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ขับไล่ระบอบทักษิณ เป็นการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ไม่มีเจตนายุยงปลุกระดมกระทำผิดอาญา หากมีผู้ใดกระทำความผิดอาญาต้องแยกการกระทำเฉพาะราย ไม่อาจกล่าวหาเหมารวมว่าร่วมกันกระทำความผิด ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มุ่งหวังรัฐบาลลาออก ปฏิรูปแก้ปัญหาประเทศก่อนเลือกตั้ง ไม่มีลักษณะล้มล้างการปกครองตามรัฐธรรมนูญ คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญผูกพันผู้เกี่ยวข้องและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วินิจฉัยแล้วไม่มีเจตนาความผิดฐานกบฏ มีเพียงการกระทำในแต่ละข้อหาอาญาเท่านั้น



กรณีการชุมนุมเพื่อไม่ให้ข้าราชการปฏิบัติหน้าที่ เห็นว่า ข้าราชการเป็นกลไกรัฐ ไม่ได้รับใช้ ระบอบทักษิณ ตามที่กล่าวอ้าง การที่จำเลยจัดเคลื่อนขบวนไปให้หน่วยงานหยุดปฏิบัติหน้าที่ เป็นการก่อให้ละเว้น หยุดงาน เสียหาย ไม่ให้รัฐบาลใช้อำนาจบริหาร ทำให้เกิดความปั่นป่วนเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพ ประชาชนไม่อาจติดต่อราชการได้ หน่วยงานป้องกันรักษาความปลอดภัยต้องปิดประตู กั้นเขตไม่ให้มีการบุกรุก เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และตำรวจไม่อาจคาดเดาได้ว่าผู้ชุมนุมมีอาวุธหรือไม่ การที่จำเลยนำผู้ชุมนุมไปปิดล้อมสถานที่ราชการให้จำเลยกับผู้ชุมนุมเข้าไปตรวจสอบว่ามีการทำงานหรือไม่ การที่เจ้าหน้าที่ยอมให้ตรวจสอบนั้น เกิดจากผู้ชุมนุมเรียกร้องกดดันคุกคามให้อยู่ในภาวะจำยอม ไม่ถือว่าได้อนุญาต เป็นการเข้าไปโดยไม่มีเหตุอันควร ทำให้ข้าราชการเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ เป็นการกระทำให้เกิดความเสียหายต่อทางราชการ ผู้ชุมนุมนำโซ่มาคล้องกุญแจ เอากาวหยอด เพื่อมิให้ปฏิบัติหน้าที่ การที่จำเลยนำผู้ชุมนุมไปปิดสถานที่ราชการ ย่อมเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพบุคคลอื่น ไม่มีเหตุอันสมควร ยุยงหยุดงานเพื่อบังคับรัฐบาล ไม่ใช่ความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญทำให้เกิดความปั่นป่วน


คำพิพากษายังได้บรรยายถึงพฤติการณ์ในส่วนของจำเลยโดยละเอียด แบ่งเป็นสถานการณ์ต่างๆ ที่มีการนำผู้ชุมนุมไปปิดล้อมสถานที่ราชการต่างกรรมต่างวาระ รวมถึงการ ขัดขวางการเลือกตั้ง ที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง, สำนักงานเขต และหน่วยเลือกตั้งต่างๆ ในกรุงเทพฯ โดยในกรณีขัดขวางการเลือกตั้ง ศาลเห็นว่าเป็นการกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจาอันมิใช่การกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ และไม่ใช่ การแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต ก่อให้เกิดความปั่นป่วน เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ไม่ใช่เพียงเรียกร้องให้ปฏิรูปประเทศก่อนการเลือกตั้งแต่อย่างใด ทั้งนี้ ไม่อาจอ้างคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะมายกเว้นการกระทำความผิดได้

ผลการอ่านคำพิพากษาเป็นเวลากว่า 7 ชั่วโมง ของแกนนำ กปปส. มีดังนี้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ จำคุก 5 ปี นายชุมพล จุลใส จำคุก 9 ปี 24 เดือน เพิกถอนสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ จำคุก 7 ปี นายอิสสระ สมชัย จำคุก 7 ปี 16 เดือน เพิกถอนสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี นายวิทยา แก้วภราดัย จำคุก 1 ปี รอลงอาญา ปรับ 13,333 บาท นายถาวร เสนเนียม จำคุก 5 ปี นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ จำคุก 6 ปี 16 เดือน เพิกถอนสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ จำคุก 1 ปี รอลงอาญา ปรับ 13,333 บาท พลเอกปรีชา เอี่ยมสุพรรณ (เสียชีวิตแล้ว)​



จำเลยที่ต้องคำพิพากษาให้ จำคุก ประกอบด้วย นายสมศักดิ์ โกศัยสุข จำคุก 3 ปี นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ (อดีตพระพุทธะอิสระ) จำคุก 4 ปี 8 เดือน เพิกถอนสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี เรือตรีแซมดิน เลิศบุศย์ จำคุก 4 ปี 16 เดือน เพิกถอนสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี นายคมสัน ทองศิริ จำคุก 2 ปี นายสาวิทย์ แก้วหวาน จำคุก 2 ปี นายสุริยะใส กตะศิลา จำคุก 2 ปี นายสำราญ รอดเพชร จำคุก 2 ปี 16 เดือน เพิกถอนสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี นายอมร อมรรัตนานนท์ จำคุก 20 เดือน       

จำเลยที่ต้องคำพิพากษาให้ จำคุก แต่รอลงอาญา ประกอบด้วย น.ส.อัญชะลี ไพรีรัก จำคุก 1 ปี ปรับ 13,333 บาท นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ จำคุก 1 ปี ปรับ 13,333 บาท นายถนอม อ่อนเกตุพล จำคุก 1 ปี ปรับ 13,333 บาท นายสาธิต เซกัล จำคุก 2 ปี ปรับ 26,666 บาท พล.อ.ท.วัชระ ฤทธาคนี จำคุก 1 ปี ปรับ 13,333 บาท พล.ร.อ.ชัย สุวรรณภาพ จำคุก 1 ปี ปรับ 13,333 บาท นายมั่นแม่น กะการดี จำคุก 1 ปี ปรับ 13,333 บาท นายพิเชษฐ พัฒนโชติ จำคุก 1 ปี ปรับ 13,333 บาท นายกิตติชัย ใสสะอาด จำคุก 4 เดือน ปรับ 6,666 บาท นางทยา ทีปสุวรรณ จำคุก 1 ปี 8 เดือน ปรับ 26,666 บาท เพิกถอนสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี



จำเลยที่ได้รับการ ยกฟ้อง ประกอบด้วย นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย นายยศศักดิ์ โกไศยกานนท์ นางสาวรังสิมา รอดรัศมี นายแก้วสรร อติโพธิ นายไพบูลย์ นิติตะวัน นายถวิล เปลี่ยนศรี พล.อ.ปฐมพงษ์ เกสรศุกร์ นายพิภพ ธงไชย นายสุริยันต์ ทองหนูเอียด พ.ต.ท.ภัทรพงศ์ สุปิยะพาณิชย์ นายสมบูรณ์ ทองบุราณ นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

หลังจากการอ่านคำพิพากษาของศาลอาญาสิ้นสุดลง แกนนำ กปปส. ทั้ง 8 คน ถูกส่งตัวเข้า เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยศาลให้ส่งคำร้องขอประกันตัวให้ศาลอุทธรณ์เป็นผู้พิจารณาคำสั่ง ต่อมาวันที่ 26 ก.พ. 64  เวลา 12.05 น. ที่บริเวณด้านหน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร แกนนำกลุ่ม กปปส. 8 คน ประกอบด้วย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นายชุมพล จุลใส นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ นายอิสสระ สมชัย นายถาวร เสนเนียม นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ (อดีตพระพุทธะอิสระ) และ เรือตรีแซมดิน เลิศบุศย์ ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ประกันตัวในวงเงินคนละ 8 แสนบาท โดยมีเงื่อนไขห้ามออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่ได้รับการอนุญาตจากศาล

การที่แกนนำ กปปส. 3 คน ซึ่งดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีใน รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ​จันทร์โอชา ประกอบด้วย นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายถาวร เสนเนียม รมช.คมนาคม  ต้องพ้นจากตำแหน่งทันที ในกรณีต้องคำพิพากษาศาลให้จำคุกและไม่ได้ประกันตัวในวันเดียวกันซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 160 (7) รัฐมนตรีต้อง ไม่เป็นผู้ต้องคำพิพากษาให้จำคุก แม้คดีนั้นจะยังไม่ถึงที่สุด หรือมีการรอการลงโทษ เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท และมาตรา 170 (4) ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว เมื่อขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 160 แม้คดียังไม่ถึงที่สุดก็ตาม 

คาดว่า จะมีการปรับคณะรัฐมนตรีรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ภายใน มี.ค. 64 นี้ ส่วนการปรับคณะรัฐมนตรีจะเป็นการปรับเล็กหรือปรับใหญ่เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี

.......................................
คอลัมน์ : ว่ายทวนน้ำ
โดย “ทวีศักดิ์ อุ่นจิตติกุล”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    91%
  • ไม่เห็นด้วย
    9%

ความคิดเห็น