อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 11 เมษายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 11 เมษายน 2564

ความยุติธรรมเพื่อเมียนมา

“เราต้องการประชาธิปไตย” เป็นข้อความที่เขียนขึ้นด้วยตัวหนังสือสีขาว ปรากฏบนท้องถนนใน "ย่างกุ้ง" เมืองใหญ่สุดของประเทศเมียนมา นอกจากนั้น ก็ยังมีการแกะสลักข้อความลงบนผลไม้อย่างแตงโม ด้วยฝีมือของเหล่าเชฟชาวเมียนมาด้วยข้อความ “ขอความยุติธรรมเพื่อเมียนมาด้วย” เพื่อแสดงการต่อต้านการรัฐประหาร โดยฝีมือของกองทัพเมียนมา เมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา อังคารที่ 2 มีนาคม 2564 เวลา 07.00 น.

แล้วยังมีการสื่อข้อความเป็นตัวอักษรคำว่า “ต่อต้านกองทัพ” บนเสื้อยืดของเหล่าผู้ชุมนุมประท้วง ทั้งหมดนี้เขียนเป็นภาษาอังกฤษ ทั้งที่ภาษาอังกฤษนั้นใช้กันน้อยมาก ในชีวิตประจำวันของคนกลุ่มน้อยของประเทศ ซึ่งมีประชากรทั้งหมด 53 ล้านคนในเมียนมา หรือชื่อเดิมที่เรียกกันคุ้นปากว่า “พม่า” พวกเขาต้องการใช้ภาษา สำหรับที่จะสื่อสารให้คนทั้งโลกได้รับรู้ จึงตะโกนคำขวัญต่อต้าน และป้ายประกาศเป็นภาษาอังกฤษ

นักศึกษาหนุ่ม “โก โก ลวิน” วัย 21 ปี เกิดมาในยุคที่ผู้คนได้เปิดโลกกว้างแล้ว และตอนนี้จึงต้องมาเป็นแกนนำสำหรับการต่อต้านการรัฐประหารโดยบอกว่า การเขียนหรือสื่อสารออกมาเป็นภาษาอังกฤษ น่าจะเห็นผลมากกว่าเขียนเป็นภาษาพม่า เพราะเราต้องการให้ประชาคมโลกได้ช่วยเรา

“ปล่อยหัวหน้าเราด้วย” ป้ายเขียนเป็นภาษาอังกฤษ หมายถึงนางออง ซาน ซูจี ผู้นำรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ในฐานะหัวหน้าพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ถูกจับกุมตัวไปเพราะการรัฐประหาร ซึ่งกองทัพเมียนมาอ้างว่า มีการทุจริตเลือกตั้งเมื่อเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว



แต่การใช้ภาษาอังกฤษของผู้ประท้วงกลับถูกสบประมาท จากนายชิท เนียง รัฐมนตรีประชาสัมพันธ์ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากกองทัพบอกว่า เขียนเป็นภาษาอังกฤษเพื่อขอให้คนอื่นมาช่วย และแทรกแซงประเทศเรา ผมไม่ใช่คนโง่ มีแต่คนที่ไม่มีใครเขาช่วยเท่านั้นที่ทำอย่างนั้น เพื่อศักดิ์ศรีของชาติพันธุ์และบรรพชนของเรา คุณไม่ได้อยู่ลำพัง โปรดเคารพเกียรติภูมิแห่งชาติด้วย

ภาษาพม่าคือภาษาราชการของชนเชื้อชาติพม่า ตั้งแต่ได้รับเอกราชจากอังกฤษในปี 2491 แต่การใช้ภาษาอังกฤษก็ลดความนิยมลงไป เพราะเกือบ 50 ปีที่พม่าต้องอยู่ใต้การปกครองของคณะรัฐบาลทหาร ในประเทศที่มีชาติพันธุ์มากถึง 130 ชาติพันธุ์


Reuters

การศึกษาเล่าเรียนในทุกภาษา คือภารกิจสำคัญของนางอองซาน ซูจี ซึ่งจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด แต่เมื่อมีการติดต่อกับโลกภายนอกมากขึ้น ในช่วงของการถ่ายโอนอำนาจไปสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตย เริ่มในปี 2554 ทักษะการใช้ภาษาอังกฤษก็ยังต่ำอยู่ในภาพรวม เพราะเคยมีการสำรวจเมื่อปีที่แล้ว ถึงศักยภาพการใช้ภาษาอังกฤษของ 100 ประเทศ พบว่า เมียนมาอยู่ในอันดับที่ 93

แต่การออกมาเรียกร้องให้นานาชาติสนับสนุนเคยได้ผล เพราะหลายสิบปีที่ผ่านมา ต่างชาติเคยสนับสนุนนางออง ซาน ซูจี ซึ่งใช้เวลา 15 ปี ถูกกักบริเวณแต่ในที่พัก ในการต่อสู้กับรัฐบาลทหารชุดที่แล้ว

การเคลื่อนไหวให้ต่างชาติช่วยเหลือ ดูเหมือนว่าจะไม่สั่นคลอนคณะรัฐบาลทหารเมียนมาชุดนี้ เพราะพวกเขายังอยู่ในประเทศที่ว่ากันว่าอยู่ในกลุ่มประเทศที่โดดเดี่ยวที่สุดในโลกก็ว่าได้ เช่น ธันต์ ยิ่นต์-อู นักเขียนนักประวัติศาสตร์ของเมียนมาบอกว่า ปฏิกิริยาของต่างชาติและการคว่ำบาตรแทบจะไม่มีผลอะไร


Reuters

แต่ในความคิดของผู้ชุมนุมประท้วงแล้ว พวกเขาคิดว่าการสนับสนุนจากต่างชาติจะช่วยสร้างขวัญกำลังใจให้กับพวกเขา แล้วก็ยังจะบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของคณะรัฐบาลทหารอีกด้วย ทำให้กองทัพต้องพิจารณาใคร่ครวญอย่างหนักกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ซึ่งเคยใช้กำลังรุนแรงในการปราบปรามผู้ชุมนุมประท้วง

นอกจากนั้นผู้ชุมนุมประท้วงยังอยากให้ต่างชาติ เช่น สหรัฐ ลงโทษคว่ำบาตรอย่างหนัก ตามที่ป้ายประกาศของพวกเขาเขียนว่า เราอยากให้กองทัพสหรัฐช่วยปกป้องสถานการณ์ของพวกเรา

นอกจากการประท้วงตามท้องถนนแล้ว ยังมีการเคลื่อนไหวในโซเชียลมีเดียเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อให้ทั่วโลกได้รับรู้สถานการณ์ เช่น เฟซบุ๊ก มีใช้กันครึ่งหนึ่งของชาวเมียนมา และล่าสุดคือทวิตเตอร์.

-----------------------

เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : REUTERS

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 81