อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 11 เมษายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 11 เมษายน 2564

ความจริงกับมายาคติ ..ว่าด้วยการฝากคลอดส่วนตัว

เป็นที่รู้กันว่า ในรพ.รัฐการฝากคลอดเป็นการส่วนตัวกับสูติแพทย์ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด การปฏิบัติเช่นนี้มีนัยว่า สูติแพทย์จะได้รับค่าตอบแทนเป็นพิเศษ[1] จึงเป็นแรงจูงใจให้สูติแพทย์มีแนวโน้มทำคลอดด้วยการผ่าตัดทางหน้าท้องเพราะประหยัดเวลาของแพทย์มากกว่าการคลอดปกติ  พุธที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 08.00 น.


คุณฟง แม่ท้องแรกวัย35 ให้กำเนิดลูกชายน่ารักแข็งแรงดี หลังกลับบ้านเธอขยับเขยื้อนตัวน้อยมาก คงเพราะเจ็บแผลผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง สัปดาห์ที่สองหลังการคลอดเธอต้องเข้ารพ.เพื่อรับการรักษาภาวะลำไส้ใหญ่ตีบ อันเป็นผลแทรกซ้อนจากการผ่าตัดคลอดทำให้เกิดผังผืดซ้ำเติมจากการผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบเมื่อวัยรุ่น  ผังผืดที่เพิ่มขึ้นมากจึงรัดตรึงลำไส้ใหญ่  คุณฟงยังนับว่าโชคดีอยู่บ้างที่ไม่ต้องแก้ไขภาวะลำไส้ใหญ่ตีบด้วยการผ่าตัด 

1985 คือ ปีเริ่มต้นคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกว่าแต่ละประเทศควรทำคลอดด้วยวิธีผ่าตัดทางหน้าท้องให้ไม่เกินร้อยละ 15



กว่าสามสิบปีให้หลัง คุณแม่ในประเทศรายได้ปานกลางจำนวนมาก (รวมประเทศไทย) คลอดด้วยวิธีผ่าตัดทางหน้าท้องมากขึ้นเรื่อยมา  คุณแม่ในประเทศจีนคลอดด้วยวิธีนี้เพิ่มขึ้นจากร้อยละ3.4ในปี 1988 เป็น ร้อยละ39ในปี 2008(บางตัวเลขในประเทศไทยสูงถึงร้อยละ 45!!!)  ยิ่งแม่มีการศึกษาหรือรายได้มากยิ่งนิยมวิธีนี้โดยไม่มีเหตุผลทางการแพทย์ 

นอกจากเหตุผลทางฝั่งคุณแม่  ยังมีเหตุผลทางฝั่งแพทย์สำหรับความนิยมผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องขยายตัว

เป็นที่รู้กันว่า ในรพ.รัฐการฝากคลอดเป็นการส่วนตัวกับสูติแพทย์ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด การปฏิบัติเช่นนี้มีนัยว่า สูติแพทย์จะได้รับค่าตอบแทนเป็นพิเศษ[2] จึงเป็นแรงจูงใจให้สูติแพทย์มีแนวโน้มทำคลอดด้วยการผ่าตัดทางหน้าท้องเพราะประหยัดเวลาของแพทย์มากกว่าการคลอดปกติ  ยิ่งการผ่าตัดและดมยาสลบมีความปลอดภัยสูง ยิ่งเป็นเหตุผลให้ความนิยมผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องขยายตัว เมื่อเทียบกับการทำคลอดตามปกติ  การทำคลอดแบบรับฝากส่วนตัวเพิ่มโอกาสที่จะผ่าตัดทางหน้าท้องมากกว่าเกือบหกเท่า  และ การทำคลอด ในเวลาราชการก็สูงกว่านอกเวลาราชการ 2.5 เท่า (แพทย์จะได้ไม่ต้องทำงานกลางคืน นั่นเอง)
 
ทำไมจึงไม่ควรทำคลอดวิธีนี้โดยไม่มีความจำเป็นทางการแพทย์


 
ผลเสียต่อทารก
ในระยะสั้น การคลอดด้วยวิธีนี้เพิ่มความเสี่ยงที่ทารกจะ ตายระหว่างการคลอดหรือเมื่อคลอดแล้ว  โดยการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องในระยะที่สองของการคลอด(ระยะระหว่างปากมดลูกเปิดเต็มที่และทารกคลอดออกมา  ซึ่งเป็นระยะที่แม่และทารกอยู่ในภาวะกดดันมาก) มักเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลเสียเฉียบพลันต่อทารกและมารดามากกว่าการผ่าตัดฯในระยะแรกของการคลอด

ระยะยาว  การคลอดด้วยวิธีผ่าตัดทางหน้าท้อง ทำให้ทารกไม่ได้รับภูมิคุ้มกันจากแม่ผ่านทางช่องคลอดเหมือนวิธีคลอดทางช่องคลอด จุลชีพในระบบทางเดินอาหารของทารกที่คลอดทางหน้าท้องจึงแตกต่างจากของทารกที่คลอดปกติ(ทางช่องคลอด)  ในระยะยาวจึงเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะภูมิแพ้ เช่น หอบหืด หรือ จมูกภูมิแพ้(allergic rhinitis)[3]

นับวันมลพิษทางอากาศเพิ่มพูน ทำให้ผู้คนล้มป่วยด้วยหอบหืดหรือจมูกภูมิแพ้มากขึ้น  สำหรับเด็กที่้คลอดทางหน้าท้อง มลพิษทางอากาศยิ่งซ้ำเติมให้เป็น มากกว่าเด็กที่คลอดปกติ  ดังปรากฎผลการวิจัยในเด็กจีน(อายุ 2-17ปี)เกือบหกหมื่นคนในเจ็ดเมือง[4]


 
ผลเสียต่อคุณแม่
วารสารแลนเซทตีพิมพ์ผลการรวบรวมสังเคราะห์รายงานวิจัย 196 ชิ้นจาก67ประเทศกลุ่มรายได้น้อยถึงปานกลาง[5] พบว่า ทุกๆ1000รายที่มีการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องทำให้คุณแม่เสียชีวิต7.6ราย สำหรับประเทศไทย คุณแม่มีโอกาสตาย 1 ใน 1000 ด้วยวิธีนี้ การผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องยังอาจทำให้คุณแม่ประสบผลแทรกซ้อนจนต้องตัดมดลูกเพราะตกเลือดหลังคลอดมาก  หรือภาวะแทรกซ้อนอื่นๆจนต้องรับการรักษาในไอซียู 
 
ปิดท้ายสำหรับว่าที่คุณแม่  ความเชื่อว่า การฝากคลอดเป็นส่วนตัวกับสูติแพทย์เป็นเงื่อนไขให้เกิดความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสูติแพทย์ แล้วจะได้รับการดูแลเป็นพิเศษ อาจเป็นความเชื่อเลื่อนลอย เมื่อคำนึงถึงผลการวิจัยชิ้นหนึ่งในประเทศไทยพบว่า สูติแพทย์คิดต่างจากคุณแม่ ครับ[6]
 
--------------------------------
คอลัมน์ : เวทีชวนคิด
โดย : ชวนคิด
 
4 Hanvoravongchai P, Letiendumrong J, Teerawattananon Y, Tangcharoensathien V: Implications of private practice in private hospitals on the caesarean section rate in Thailand. Human Resources for Health Development Journal. 2000, 4 (1):[1-2]
4 Hanvoravongchai P, Letiendumrong J, Teerawattananon Y, Tangcharoensathien V: Implications of private practice in private hospitals on the caesarean section rate in Thailand. Human Resources for Health Development Journal. 2000, 4 (1):[1-2]
[3] Bager, P., Wohlfahrt, J. and Westergaard, T. (2008), Caesarean delivery and risk of atopy and allergic disesase: meta‐analyses. Clinical & Experimental Allergy, 38: 634-642.
[4] Hongyao Yu, Yuming Guo, Xiaoyun Zeng, Meng Gao, Bo-Yi Yang, Li-Wen Hu, Yunjiang Yu, Guang-Hui Dong, Yang Zhou, Zhengmin Qian, Jia Sun, Stephen Edward McMillin, Michael S. Bloom, Joachim Heinrich, Iana Markevych, Lidia Morawska, Shyamali C. Dharmage, Bin Jalaludin, Luke Knibbs, Shao Lin, Pasi Jalava, Marjut Roponen, Ari Leskinen, Mika Komppula, Y.I.M. Hung-Lam Steve, Ru-Qing Liu, Xiao-Wen Zeng.  Modification of caesarean section on the associations between air pollution and childhood asthma in seven Chinese cities,Environmental Pollution,Volume 267,2020
[5] Sobhy S, Arroyo-Manzano D, Murugesu N, Karthikeyan G, Kumar V, Kaur I, Fernandez E, Gundabattula SR, Betran AP, Khan K, Zamora J, Thangaratinam S. Maternal and perinatal mortality and complications associated with caesarean section in low-income and middle-income countries: a systematic review and meta-analysis. Lancet. 2019 May 11;393(10184):1973-1982. doi: 10.1016/S0140-6736(18)32386-9. Epub 2019 Mar 28. PMID: 30929893.
[6] Wachara Riewpaiboon, Komatra Chuengsatiansup, Lucy Gilson, Viroj Tangcharoensathien,
Private obstetric practice in a public hospital: mythical trust in obstetric care,
Social Science & Medicine,
Volume 61, Issue 7,
2005,
Pages 1408-1417,


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 118