อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 11 เมษายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 11 เมษายน 2564

คนป่วยแห่งเอเชีย

ปีเตอร์ มัมฟอร์ด ผอ.ประจำภูมิภาคเอเชีย ของบริษัทที่ปรึกษาด้านธุรกิจและการลงทุน “ยูเรเชีย กรุ๊ป” กล่าวย้ำว่า ความไม่แน่นอนทางการเมืองอย่างต่อเนื่องของมาเลเซีย รวมทั้งความวิตกมากขึ้น เกี่ยวกับนโยบายชาตินิยมทางเศรษฐกิจ ทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุน จันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 07.00 น.

เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน ในประเทศเพื่อนบ้านรั้วติดกันทางใต้ของเรา ความขัดแย้งแก่งแย่งอำนาจ และผลประโยชน์ ของบรรดานักการเมือง สร้างความเสียหายหนักต่อประเทศชาติและประชาชนโดยรวม โดยรายงานขององค์การสหประชาชาติ ยืนยันสิ่งที่ประชาชนกำลังวิพากษ์วิจารณ์กันหนาหูในขณะนี้
 
บทความในหนังสือพิมพ์ สเตรท ไทม์ส ของสิงคโปร์ โดยผู้เขียน แชนนอน เตียว หัวหน้าสำนักงานประจำมาเลเซีย ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ บอกว่า ตอนนี้นักลงทุนต่างชาติกำลังแห่หนีออกจากมาเลเซีย ท่ามกลางความไม่แน่นอนมากขึ้นทางการเมือง ซึ่งถึงจุดไคลแมกซ์เมื่อเดือนที่แล้ว เมื่อนายกรัฐมนตรีมูห์ยิดดิน ยาสซิน ตัดสินใช้อำนาจฉุกเฉิน เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศ หลังจากรัฐบาลสูญเสียเสียงข้างมากในรัฐสภา 
 
รายงานของอังค์ถัด หรือ การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (United Nations Conference on Trade and Development : UNCTAD) เผยแพร่เมื่อวันที่ 25 ม.ค.ที่ผ่านมา ระบุว่า มูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) เข้าสู่มาเลเซีย ร่วงดิ่งลงกว่า 2 ใน 3 เหลือเพียงแค่ 2,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 74,635 ล้านบาท) ในรอบปีที่แล้ว ร่วงมากที่สุดในภูมิภาค ท่ามกลางการระบาดของไวรัสโควิด-19
 
รายงานของอังค์ถัดกลายเป็นข้อมูลใหม่ ในการใช้โจมตีนโยบายเศรษฐกิจของมูห์ยิดดิน โดยเฉพาะประเด็นนักลงทุนต่างแดนหนีหาย ดร.อ๋อง เกียน มิ้ง อดีตรัฐมนตรีช่วยกระทรวงการค้าระหว่างประเทศและอุตสาหกรรม ในรัฐบาลชุดที่แล้ว ซึ่งนำโดย นายกฯ ดร.มหาเธร์ โมฮัมหมัด ตั้งข้อสงสัยว่า  มาเลเซียกำลังจะกลายเป็นคนป่วยใหม่แห่งเอเชีย จากความล้มเหลวทางการเมือง และการจัดการวิกฤติโควิด-19
 
ฉายา คนป่วยแห่งเอเชีย (sick man of Asia) เคยถูกใช้เรียกจีนแผ่นดินใหญ่ ในเชิงดูถูกดูแคลน เมื่อประมาณ 100 ปีก่อน จากสภาพอ่อนแอเพราะถูกรุกราน และเอารัดเอาเปรียบ จากญี่ปุ่นและกลุ่มชาติตะวันตก และประชาชนอดอยากทุกหย่อมหญ้า ต่อมาคำนี้ใช้เรียกฟิลิปปินส์ ในยุคอดีตผู้นำเผด็จการ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ที่เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน และความเหลื่อมล้ำในสังคมอย่างแพร่หลาย
 
ล่าสุดนักวิชาการจำนวนมากมองว่า สิงคโปร์กำลังจะได้รับฉายานี้ แต่ปรากฏว่ายังไม่ถึงขั้น และมาเลเซียโผล่เข้าเกณฑ์แทน
 
ปีที่แล้วฟิลิปปินส์บริหารเศรษฐกิจได้ดีที่สุด ใน 10 ประเทศกลุ่มอาเซียน ตัวเลขเอฟดีไอพุ่ง 29% สู่ระดับ 6,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (191,835 ล้านบาท) ส่วนสิงคโปร์แม้เอฟดีไอจะลดฮวบ 37% เหลือ 58,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1,738,480 ล้านบาท) แต่ยังคงครองความเป็นจุดหมายเอฟดีไอ อันดับ 1 ของภูมิภาค
 
เศรษฐกิจมาเลเซียแย่กว่าเพื่อน เมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ ในเอเชีย ซึ่งเศรษฐกิจหดตัวโดยเฉลี่ยเพียงแค่ 4% กลุ่มผู้เชี่ยวชาญชี้ ปัจจัยหลักความเสื่อมของมาเลเซีย อยู่ที่ความเสี่ยงทางการเมือง รวมทั้งความซับซ้อนและไม่แน่นอนทางด้านนโยบาย หลังจากพรรคอัมโนสูญเสียอำนาจที่ครองมานาน 6 ทศวรรษ ในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2561

ปีเตอร์ มัมฟอร์ด ผอ.ประจำภูมิภาคเอเชีย ของบริษัทที่ปรึกษาด้านธุรกิจและการลงทุน “ยูเรเชีย กรุ๊ป” กล่าวย้ำว่า ความไม่แน่นอนทางการเมืองอย่างต่อเนื่องของมาเลเซีย รวมทั้งความวิตกมากขึ้น เกี่ยวกับนโยบายชาตินิยมทางเศรษฐกิจ ทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุน
 
เดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว มีรายงานข่าวหลายบริษัทยักษ์ใหญ่โลกตะวันตก รวมถึงเทสลา แอมะซอน และกูเกิล จะย้ายฐานหนีจากมาเลเซีย ไปยังอินโดนีเซีย ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และพอขึ้นปีใหม่ เดือน ม.ค.ปีนี้ มีข่าวอีกว่า บริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของเกาหลีใต้ “ฮุนได” จะย้ายสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก จากมาเลเซียไปอินโดนีเซีย ลงทุสร้างโรงงานใหม่ มูลค่า 1,550 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (46,460 ล้านบาท) ในแดนอิเหนา
 
ฮุนไดเดินตามรอยบริษัทคู่แข่งยักษ์ใหญ่แห่งญี่ปุ่น “โตโยต้า” ที่ประกาศแผนการลงทุน มูลค่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (59,947 ล้านบาท) ในอินโดนีเซีย

พานาโซนิค บริษัทอีเล็กทรอนิกส์ของญี่ปุ่น ผู้ผลิตแบตเตอรี่ส่งให้รถยนต์ไฟฟ้าของเทสลา ตัดสินใจปิดโรงงานผลิตแผงโซล่าเซลส์ในมาเลเซีย และกำลังเล็งหาที่ลงแห่งใหม่.

--------------------

เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 88