อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 6 มีนาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 6 มีนาคม 2564

ปัญญาละความไม่รู้ รู้ความจริงว่ารักเป็นอกุศล

วันที่ 14 ก.พ. 64 ปัจจุบันวันแห่งความรักกลายเป็นวันสากลที่มีการแสดงออกถึงความรักของผู้คนทั่วโลก ซึ่งมีความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลถึงผู้ที่หมายปองในความเป็นคู่รัก พฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 10.00 น.


วันแห่งความรักกำลังจะเวียนมาถึงอีกคราหนึ่งในสุดสัปดาห์นี้ซึ่งตรงกับวันที่ 14 .. 64 ปัจจุบันวันแห่งความรักกลายเป็นวันสากลที่มีการแสดงออกถึงความรักของผู้คนทั่วโลก ซึ่งมีความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับผู้ที่หมายปองในความเป็นคู่รัก ไม่ว่าเป็นผู้ที่กำลังมีความรักหรือผู้ที่เป็นคู่รักกันอยู่แล้ว มีการแสดงออกด้วยการมอบดอกกุหลาบเป็นสื่อรักแทนใจ

วันแห่งความรักมีประวัติความเป็นมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 270 (พ.ศ.813) เซนต์วาเลนไทน์ได้แอบจัดการแต่งงานให้กับผู้ที่รักกัน ซึ่งในยุคนั้นการแต่งงานเป็นข้อห้ามของกฎหมาย เซนต์วาเลนไทน์จึงต้องโทษอยู่ในคุก ระหว่างที่อยู่ในคุกได้พบรักกับหญิงตาบอดซึ่งเป็นลูกสาวของผู้คุม ต่อมาความได้ล่วงรู้ถึงพระมหากษัตริย์ เซนต์วาเลนไทน์จึงถูกประหารชีวิตด้วยการถูกตัดศีรษะเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ปัจจุบันมีการแสดงออกถึงความรักที่มีต่อกันในประเทศต่างๆ ทั่วโลก แม้แต่ในประเทศไทยผู้ที่ไม่ได้นับถือคริสตศาสนาก็ได้ประพฤติปฏิบัติในลักษณะเดียวกัน

เพื่อให้ชาวพุทธได้รับประโยชน์จากการนับถือพระพุทธศาสนาโดยมีความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้องในพระธรรม ซึ่งเป็นคำสอนของพระบรมศาสดา พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงตรัสรู้ถึงสิ่งที่มีจริงหรือธรรมะที่มีจริง (สัจธรรม) ทรงแสดงถึงความจริงอันประเสริฐ (อริยสัจจธรรม) คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค



พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาของผู้มีปัญญา มีความเป็นเหตุและเป็นผลซึ่งสามารถพิสูจน์ความจริงได้ตลอดวลาในทุกโอกาส เหตุและผลของความจริงอันประเสริฐ คือ ทุกข์เป็นผลที่เกิดจากตัณหาหรือกิเลสซึ่งเป็นเหตุ นิโรธเป็นผลที่เกิดจากมรรคซึ่งเป็นเหตุ

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงจำแนกประเภทของธรรมะที่มีลักษณะต่างกันสองอย่าง คือ นามธรรมหรือนามธาตุอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นสภาพรู้ด้วยอาการเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส กระทบสัมผัส และคิดนึก รูปธรรมหรือรูปธาตุอีกอย่างหนึ่ง ซึงเป็นสภาพธรรมที่ไม่รู้อะไรถูกรู้ เป็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย

ซึ่งเป็นสภาพไม่รู้อะไรหรือถูกรู้ เป็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นสีทางตา ให้ได้ยินเสียงทางหู ให้ได้กลิ่นทางจมูก ให้ลิ้มรสทางลิ้น ให้รู้กระทบสัมผัสเย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ตึงหรือไหวทางกาย

นามธรรมที่เป็นเหตุให้กระทำดี (กุศลกรรม) เกิดจากจิตคิดดี (กุศลจิต) เป็นเหตุให้ได้รับผลของกรรมดี (กุศลวิบาก) นามธรรมที่เป็นเหตุกระทำชั่ว (อกุศลกรรม) เกิดจากจิตคิดชั่ว (อกุศลจิต) เป็นเหตุให้ได้รับผลของกรรมชั่ว (อกุศลวิบาก)

จิตคิดดีหมายถึงจิตที่ไม่เศร้าหมอง (ไม่มีกิเลส) ได้แก่ ไม่มีความติดข้องต้องการ (อโลภะ) ไม่มีความขุ่นเคืองใจ (อโทสะ) ความไม่หลงหรือมีปัญญา (อโมหะ) ผู้มีจิตคิดดีย่อมมีความเป็นปรกติสุขในชีวิตประจำวันตามอัตภาพของแต่ละบุคคล และมีการสะสมความเห็นถูก (สัมมาทิฏฐิ) ไปสู่ชีวิตใหม่ในโลกหน้า จิตคิดชั่วหมายถึงจิตที่มีความเศร้าหมอง (มีกิเลส) ได้แก่ ความติดข้องต้องการ (โลภะ) ความขุ่นเคืองใจ (โทสะ) ความหลงหรือความไม่รู้ (โมหะ) ผู้ที่มีจิตคิดชั่วจะมีแต่ความทุกข์และเดือดร้อนในชีวิตประจำวันเสมอ และมีการสะสมความเห็นผิด (มิจฉาทิฏฐิ) ไปสู่ชีวิตใหม่ในโลกหน้า

ผู้ที่ศึกษาพระธรรมและมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องอย่างมั่นคง ย่อมจะทราบว่าความรักเป็นความติดข้องต้องการเป็นอกุศล ซึ่งมีความผูกพันธ์และมีความเยื่อใยในสิ่งที่รัก เมื่อไม่เป็นไปตามความติดข้องต้องการหรือมุ่งหวังก็เป็นทุกข์ จึงขอนำการสนทนาธรรมบางตอนของอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ประธานมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา ที่ตอบคำถามของผู้ร่วมสนทนาธรรมซึ่งมีคำถามว่า “ในทางพระพุทธศาสนาได้กล่าวถึงความรักว่า เป็นธรรมะไว้อย่างไรบ้าง?



อาจารย์สุจินต์ ตอบว่า “รักทุกวันไม่ใช่หรือ แล้วทำไมวันนี้เป็นวันแห่งความรัก ก็ต้องเป็นทุกวัน มีวันไหนบ้างที่ไม่รัก ที่ไม่มีโลภะ ที่ไม่มีความติดข้อง เพราะฉะนั้น ตื่นเต้นอะไรกับการคิดว่า วันนี้เป็นวันแห่งความรัก เพราะทุกวันตั้งแต่ลืมตาก็มีความติดข้องทั้งนั้น ไม่เว้นเลย เพราะฉะนั้น ทุกวันเป็นวันของโลภะหรือความติดข้อง…

คำจริงเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่คำอื่นไม่สามารถทำให้เข้าใจถูกต้องได้ ไม่รู้ความจริงแม้แต่คำแต่ละคำที่กล่าวถึง…

ขณะ แม้เดี๋ยวนี้ ตอบได้ไหมว่า เดี๋ยวนี้มีโลภะหรือเปล่า เมื่อวานนี้ พรุ่งนี้ก็มีอยู่ทุกวัน...

ก็คิดกันไปต่างๆนานา เป็นวันนั้น เป็นวันนี้ ดูเหมือนว่าเป็นวันพิเศษ แต่ความจริงมีอยู่แล้วทุกวัน... แล้วจะมีวันแห่งความดีไหม ไม่เคยคิด คิดแต่ว่าเมื่อไรจะมีวันแห่งความรัก คอยเดือนนี้ ปีนี้ วันที่เท่าไร จะเป็นวันนั้น วันแห่งความดีไม่เคยคิด แล้วพระพุทธศาสนาสอนเรื่องอะไร บางคนอาจจะคิดว่า ชาวพุทธไม่รู้จักวันแห่งความรัก แต่ความจริงเขารู้สึก เพราะเหตุว่าวันแห่งรักมีทุกวัน ซึ่งคนอื่นไม่รู้…

เพราะฉะนั้น ชาวพุทธได้ศึกษาธรรมะแล้วเข้าใจความจริง แล้วรู้จักความจริงด้วย อย่าคิดว่า ชาวพุทธไม่รู้จักธรรมะ อย่าคิดว่า ชาวพุทธไม่รู้จักวันแห่งความรัก ชาวพุทธรู้จักธรรมะบ้างตามสมควร ถ้าศึกษามากก็เข้าใจมากขึ้น รู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักว่าอะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นผล แม้ในขณะนี้ เพราะฉะนั้น ผู้ใดศึกษาเข้าใจมาก ก็สามารถเข้าใจได้มากกว่าคนอื่น”

การสนทนาธรรมที่สหรัฐอเมริกาเมื่อปี พ.ศ. 2541 มีผู้ถามว่า “พ่อแม่มีหน้าที่ดูแลลูกและมีความรักต่อลูก รักเป็นโลภะได้อย่างไร?” อาจารย์สุจินต์ ตอบว่า “ถ้าไม่รู้ก็คิดว่าโลภะรักลูกนี้ดี แต่ว่าโลภะที่ไม่ดีนั้นเพราะเหตุว่านำความทุกข์มาให้ ถ้าไม่รักไม่ต้องทุกข์… ขณะที่เรารู้สึกสนุกมาก เพลินมาก ลูกน่ารักมาก อะไรๆก็ตามแต่ แท้ที่จริงแล้วไม่รู้หรอกว่าขณะนั้นใจหวั่นไหว กระเพื่อม ติดข้อง ต้องการ เป็นลักษณะที่ทรมาน… แต่ตามความเป็นจริงแล้ว โลภะเป็นกุศลไม่ได้เลย เพราะเหตุว่าในขณะนั้นคนที่มีโลภะจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม จิตไม่สงบ…ความติดข้องจะเป็นความดีงามได้อย่างไร จะเป็นความเบาสบายได้อย่างไร…”

มีความเห็นของผู้สนทนาธรรมว่า “ถึงลูกจะเป็นอย่างไรก็รัก” อาจารย์สุจินต์ ตอบว่า “นั่นเป็นโลภะที่ยิ่งหนักเข้าไปอีก ไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้นฉันรักอย่างเดียว จะเลวจะชั่วอย่างไรฉันก็รัก แม้ว่ารักส่วนดีก็เป็นโลภะ เพราะเป็นความติดข้อง… ถ้าใครมาบอกเราว่าโลภะไม่ดี เราบอกว่าฉันจะไม่มีโลภะ ไม่มีทาง ถ้าปัญญาไม่เกิด อย่าไปทำอะไรกับโลภะ ทำไปจนตายก็ไม่ชนะ เพราะว่าทำไปด้วยโลภะทั้งหมด แม้แต่ที่อยากจะชนะโลภะ ก็เพราะโลภะทำให้อยากชนะโลภะ… อาวุธอะไรที่จะดักโลภะ ปราบโลภะ ก็คือปัญญา เมื่อรู้อย่างนี้เราแสวงหาปัญญา เราไม่เดือดร้อนกับโลภะเพราะเราทำอะไรโลภะไม่ได้ แต่เมื่อมีปัญญา ปัญญาก็ทำตามหน้าที่ของปัญญาตามลำดับ อย่างพระโสดาบันละโลภะที่เกิดจากความเห็นผิด เวลาที่เรามีความเห็นผิด เราไม่รู้ว่าเราชอบความเห็นอันไหน แม้ว่าผิดก็ชอบ…”
.......................................
คอลัมน์ : ว่ายทวนน้ำ
โดย “ทวีศักดิ์ อุ่นจิตติกุล”

ขอบคุณภาพจาก : Pixabay, Wikipedia

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    94%
  • ไม่เห็นด้วย
    6%

ความคิดเห็น